สมาทานกับอุปาทานคือเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สมาทานกับอุปาทานคือเช่นไร _นายกิม แซ่โง้ว : หลายปีมาแล้ว กระผมเปิดทีวีฟังพ่อเฒ่าอยู่ที่บ้านเป็นประจำเสมอมา ฟังแล้วเหมือนกับได้เข็มทิศนำทางชีวิต จึงพยายามติดตามไปเรื่อยๆหลายปีแล้ว วันนี้ขอให้พ่อเฒ่าอธิบายคำว่า"สมาทาน"ด้วยขอรับ ขอบคุณขอรับ พ่อครูว่า…สมาทาน นี้ก็คือคำว่า สมะ กับ อาทาน อาทาน แปลว่า การยึดถือ ความยึดถือ จิตของเรามีความยึดถือขึ้นมาเรียกว่า อาทาน สมะ คือ เสมอ หรือ ความลงตัว สมะ ขยายความ ก็คือ สัมมา หรือ สมัญญะ หรือ สัมมัป เป็นคุณสมบัติของ ส กับ ม ส คือ พลังงานตัวที่ 5 ของเศษวรรคกับ ม คือจิต จิต กับพลังงาน พลังงานทั้งหมดสูงที่สุดคือพลังงานระดับ 9 ใน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 สูงสุดคือเลข 9 สูงสุดในสังขยาเลขและสภาวะธรรม คุณมีพลังงานถึงขั้นที่ 4 มันจะออกรอบเป็น cyclic order ชุดแรก มา 5 ได้ครึ่งของ 9 ล่วงมาถึง 6 ก็เป็น 2 เส้า พอ 7 จะเป็นพลังงานหลักของเส้าที่ 3 พอถึงขั้นนี้เป็นพลังงานที่ไม่มีที่ยั้งไว้ได้แล้วถึงเลข 7 ไปสู่ที่สุดที่สูงถ่ายเดียวไม่มีตกต่ำเลย อย่างอาตมาเป็น โพธิสัตว์ระดับ 7 จะเป็นผู้ที่ไปเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแน่นอน นิยตะคือแน่นอน จะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน นอกจากอาตมาจะรีไทร์ตัวเองเท่านั้นเอง ไม่เป็นพระพุทธเจ้า เป็นปัจเจกได้ประมาณนึง ก็เมื่อยแล้วไม่ไปเป็นพระพุทธเจ้า ตกลงปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย ก็จบ เป็นเรื่องสิทธิของอาตมา แต่ถ้าอาตมาไม่รีไทร์ตัวเอง ก็จะไม่มีตกต่ำเป็นธรรมดาอยู่แล้ว อวินิปาตธรรม เป็น นิยตะ เที่ยงแท้แน่นอน เป็นนิยตโพธิสัตว์ เที่ยงแท้แน่นอนจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ขออภัยพูดสัจจะอธิบายเป็นวิชาการ ไม่ได้อวดตัวอวดตนไปยกตนข่มท่าน ไม่ได้มีสาเฐยจิต อาตมาจะไม่พูดความไม่จริง เพราะความไม่จริงเป็นบาป เป็นอกุศลจิต เป็นกิเลส เป็นบาป อาตมาเ
อ่านต่อ
ป็นผู้เรียนรู้เรื่องบาป อกุศล บุญ กุศล จนเอามาอธิบายกุศล อกุศลอธิบายบาปกับบุญ มีนัยยะต่างกันซึ่งมันเป็นโลกุตระ ส่วนกุศลกับอกุศลเป็นโลกียะ ก็เป็นความรู้อจินไตยของอาตมา เป็นวิสัยของอาตมา เป็นฌานวิสัย หรือเป็นพุทธะวิสัยที่อาตมายังไม่ถึงพุทธพิสัยเต็มตัว แต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่จะเป็นพระพุทธเจ้าไปแล้ว ได้แล้ว อาตมาสอบได้แล้ว รับเรียบร้อยแล้ว และอาตมาไม่ตกต่ำที่จะทำผิด เพราะไม่ทำบาปทำชั่วอีกแล้ว จนมีหลักประกันว่า อาตมาจะไม่ทำชั่วให้ตัวเองตกต่ำอีกแล้ว เป็นแต่เพียงสูงมีแต่สู่ที่สุดที่สูงถ่ายเดียว นี่ก็เป็นคุณสมบัติคุณธรรมตั้งแต่พระโสดาบัน โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ โสตาปันนะ คือ เริ่มเข้ากระแสอาริยะ โลกุตระ เมื่อปฏิบัติธรรมไปก็จะไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา อวินิปาตธรรม แต่ถ้าตกต่ำ แล้วไม่ขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่โสดาบันแต่ถ้าเป็น อวินิปาตธรรรม ตกอย่างไรก็ไม่หลุดจากกระแส ก็จะขึ้นมาได้จนเลย 50 % ก็เป็น นิยตะ ก็ไม่ยึกยักแล้ว เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็มีแต่ 60% 70% จนเป็น 75% ก็เป็น นิยต ขึ้นสู่ สัมโพธิปรายนะ เลย ไปสู่ที่สุดที่สูงแต่ถ่ายเดียว คือ สัมโพธิปรายนะ มีหลัก 4 นี้ ยืนยันตามหลักของแต่ละฐานะ สมาทาน สมะ เมื่อผู้ใดสามารถยึด ยึดอันนี้เป็นโลกุตระ คำว่า อาทาน คือ ยึดอย่างสมะ ไม่ได้ยึดอย่างอุปะ อุปะ คืออย่างโลกีย์ ส่วนสมะคืออย่างโลกุตระ สมาทาน ตนเองยึดอย่างมีปัญญามีธาตุรู้ ไม่ได้ยึดอย่างหลงหรือเป็นกิเลสแต่อย่างใด ยึดอย่างผู้ตั้งจิตที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำอันนี้ ซึ่งเป็นโลกุตระล้วนๆเลย สมาทาน จึงต่างจากอุปาทาน คนละขั้ว อุปาทาน คือโลกีย์ ไม่มีปัญญา มีความยึดถือทำให้ตกต่ำ แต่ความยึดถือของสมาทานมีแต่ทำให้สูง ทำให้เจริญ
640324_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาด้วยปัญญามุทุภูเตของพ่อครู