จะรู้ว่าตนหลุดพ้นต้องดูอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.32 KB
วันที่แก้ไข22 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

จะรู้ว่าตนหลุดพ้นต้องดูอย่างไร _ในปางฝัน...ตั้งแต่เรามาศึกษาธรรมะเราก็มีสิ่งที่เราชัดเจนว่าเราไม่ติดมันแล้ว แม้เราสัมผัสเราก็ไม่ดูดไม่ผลัก อย่างเช่น ในเรื่องการพนัน การสูบบุหรี่ การกินเหล้า การแต่งหน้าทาปากเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือว่าเราพ้นมันแล้วหรือยังคะ พ่อครูว่า...ก็คิดว่าพ้นหรือยัง ในปางฝัน...สำหรับตัวเองก็ไม่ติด ไม่ดูด ไม่ผลัก ก็พ้นค่ะ พ่อครูว่า...แล้วพ้นไหม เราสัมผัสแล้วไม่ผลักไม่ดูด เห็นก็เฉยๆไม่คิดเกิดอยากอะไรขึ้นมาเลย เป็นสภาวะที่เรียกได้ว่ามันหลุดพ้น มันนิโรธ มันดับ มันไม่มีอาการเกิด มันจะต้องมีความรู้คือปัญญา ที่คุณกำลังถามนี่แหละมันเป็นความรู้ขั้นฉลาดเรียกว่าปัญญา มันไม่ใช่ความเป็นแค่ว่ามันไม่ติด ไม่ยึด มันไม่ดูด ไม่ผลักอยู่เท่านั้น มันเป็นได้แล้ว เราก็รู้ของเราอธิบายมาถูก ว่าจิตของเราขณะนั้นแม้สัมผัสอยู่หลายทีหลายครั้งเราก็เฉยๆ ไม่ผลักไม่ดูด ไม่ติด ไม่ยึด ไม่อยากอะไร แต่เราก็ยังสงสัยแสดงว่าเรายังไม่เข้าใจอย่างชัดเจนยืนยันแท้คือความรอบรู้หรือปัญญาอันยิ่ง ปัญญาอันรอบ ยังไม่ชัดเจนในใจตนเอง นี่แหละ อันนี้แหละมันจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบที่รู้ว่า อ๋อ.. ความรู้ที่รู้รอบกับความเป็นได้ มันไม่ติด มันไม่ยึด มันไม่ผลักมันไม่ดูด มันเฉยๆ นี่มันเป็นได้ แต่ความรอบรู้ที่รู้ว่า อ๋อ.. ทำไมเราถึงไม่ติดไม่ยึด ทำไมเราถึงไม่ผลักไม่ดูดมันล่ะ เราถามวนซ้อนลงไปอีก เพราะเราไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ ชีวิตเราไม่เห็นจำเป็น ไม่เห็นต้องการ ชีวิตเราไม่ต้องมีมันได้ไหม มันก็ได้นี่ ไม่เห็นเดือดร้อนอะไร สุขภาพเราไม่มีเสีย ขาดมันแล้วสุขภาพเราจะ (ไมค์เสียงเบาไป) ขาดแล้ว ทำให้ 1. ชีวิต ร่างกายขันธ์ต่างๆของเรามันทรุดโทรมเสื่อมไป 2. เป็นอยู่ก็ไม่เจริญ ไม่ดีงามอะไรได้อีก มันมีแต่ไม่เจริญ มีแต่

อ่านต่อ

ทำอะไรก็เป็นโทษเป็นภัยไป มันมีไหมล่ะ อย่างนี้เป็นต้น เอาไปพิจารณารอบในประเด็นอื่นๆต่างๆดู ถ้าเราพิจารณาแล้วมันไม่ทำให้เกิดโทษภัยอะไร มีแต่ดีไม่ต้องเปลืองแรงงาน ไม่ต้องเปลืองเวลา ไม่ต้องเปลืองทุนรอน ไม่ต้องไปทำอีก ไม่ต้องไปลงทุนอะไรกับมันอีก เราก็ทิ้งมาได้เลย เราก็ชัดว่า อันนี้ เราไม่จำเป็นในชีวิตของเรา เราตัดปล่อยได้เลยก็เป็นภาวะทำให้เกิดความรอบรู้หรือปัญญารู้ชัดเจนขึ้นว่า มันควรจะเป็นความขาดสิ้นจากชีวิตเรา ไม่จำเป็นจะต้องมี ไม่ต้องเอามาใช้ ไม่ต้องเอามานึกมาคิด ไม่ต้องเอามาประพฤติ _ในปางฝัน...พอเราปฏิบัติแล้ว.เราก็รู้ว่า สิ่งที่เราปฏิบัตินั้นบางอย่างก็ทำได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก อย่างเช่นการฝึกมาเป็นคนที่มีวรรณะ 9 มากินง่ายอยู่ง่าย เรารู้สึกว่ามันทำโดยไม่ยากไม่ลำบาก ตรงจุดนี้ถือว่าเป็นบารมีเก่าหรือเปล่าคะ พ่อครูว่า...เป็นบารมีที่ได้แล้ว เราจึงรู้สึกว่าไม่ยากไม่ลำบาก ถ้าคน ที่เขาไม่มีบารมีถ้าจะต้องมาเลี้ยงง่าย มาจน มามีศีลธรรม มันยาก นั่นก็เป็นความจริงของเขามันยาก แต่เราได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก มันก็เป็นบารมีของเรา บารมีคือสิ่งที่ได้มาในตัวเราแล้ว เดี๋ยวนี้มันก็มีอยู่ มันจะได้มาก่อนหรือ เราปฏิบัติมาเพิ่งมาตรวจสอบตอนนี้ ว่ามันเป็นอย่างนี้ ก็ได้ มันพึ่งจะได้เต็ม มันถึงจะได้มีบารมี มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพที่เป็นคุณวิเศษได้ ในเมื่อเรายังตรวจสอบไม่ได้ทีเดียว ว่าเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้คุณภาพขนาดนี้ มันมีผล มีประสิทธิภาพสูง อินทรีย์พละขนาดนี้เริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่ เราอาจจะกำหนดตรวจสอบไม่ได้ทีเดียวก็ไม่ต้องไปกังวลนะ เป็นแต่เพียงว่าตอนนี้เราได้แล้ว เราก็รู้ความจริงว่าเราได้แล้ว เราก็จะได้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆแข็งแรงไปตลอดหรือไม่ ถ้าได้ต่อเนื่องแข็งแรงตลอดไปแสดงว่าอันนี้เป็นได้ถาวรแล้วยั่งยืน นิรันดร์ ยั่งยืนไปได้โดยไม่วอบแวบมาอีกเลย นาน โดยไม่ต้องไปหลบลี้ ไปหนีไปห่างเอา ให้มันห่างเหินแล้วก็มีพลังไปกดข่ม มันก็อยู่เป็นชีวิตสามัญธรรมดาปกติ มีไปมีมามีมากมีน้อย มีผ่านไปผ่านมาได้อยู่ แต่จิตของเราก็ยังดับสนิทอยู่ มันก็ให้คำตอบได้ว่า มันหลุดพ้น _ในปางฝัน...พอเราปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่ง มันจะมีจุดที่เราทำได้ยากขึ้น มันต้องใช้ทั้งพลังทั้ง เจโต ปัญญา ต้องคิดต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีกมันก็ยังไม่ได้ อะไรอย่างนี้ค่ะ ในกรณีแบบนี้หมายถึงว่ามันเป็นสิ่งใหม่ที่เรายังไม่เคยที่จะประสบพบเจอ พ่อครูว่า…อย่างที่อธิบายมานั้นก็แสดงว่าเรายังไม่บรรลุยังทำไม่สำเร็จ เพราะว่าอธิบายโดยความหมายของมันชัดเจนอยู่ เราก็รู้อยู่ว่ามันยังไม่ได้ มันยังไม่หลุดพ้น เหมือนอย่างที่เราพูดในสิ่งที่หลุดพ้นมาแล้ว เราก็ยังไม่ได้จริง เราก็ต้องพากเพียรพยายามต่อไป ที่พูดนี้ก็พอรู้อยู่ พูดถูกมา แต่ไม่ได้ชัดว่าไอ้ที่รู้นี้ถูกหรือเปล่า ก็ยืนยันให้ว่าถูกแล้ว ก็รู้ให้จริงอย่าไปหลงผิดว่าเราได้แล้ว เราหลุดพ้นแล้ว แล้วก็ยังวนเวียนอยู่ ไม่หลุดได้อย่างไรก็ในเมื่อของเราไม่เกิดผลักเกิดดูด มันไม่เกิดต้องการ ไม่เกิดรสชาติอะไรที่จะต้องโหยหาหรือ บังคับให้เราต้องอยากได้ อยากมี อยากเป็นอะไรอีกเป็นต้น ก็ค่อยๆศึกษาตรวจสอบนัยยะสำคัญของมัน ที่มันมีประเด็น นัยยะย่อยๆต่างๆที่อาตมาพูดไป แล้วจะค่อยๆมีปฏิภาณรู้ ช่างสงสัยมากมันจะนานนะ ต้องพยายามชัดเจนตัดสินให้ได้ในตัวเอง ให้ตัวเองมีการตัดสินวินิจฉัยว่าอย่างนี้ใช่แล้วจบแล้ว ถ้าไม่รู้จักขีดจบของอะไรต่ออะไรเลย โอ้โห จะวนไปตลอดกาลนาน หมายความว่า กตญาณ ญาณรู้จบ จึงเป็นญาณสำคัญอันหนึ่งของศาสนาพุทธ

640322_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 32 ที่บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน