สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_ชาติ 5) ตอน ชาติ(ความเกิด) 5 อย่าง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.89 KB
วันที่แก้ไข8 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ชาติ(ความเกิด) 5 อย่าง _คำถามจาก สิกขมาตุสัจฉิกตา ...ขบวนการเกิด แบบอภินิพพัตติ เป็นอย่างนี้หรือไม่ คือ เมื่อการเกิดแบบชาติ สัญชาติ โอกกันตินั้น พัฒนาจนมีสังขาร แบบปุญญาภิสังขาร จนเมื่อบริบูรณ์ก็เป็น อปุญญาภิสังขาร อันเป็นการเกิดแบบ นิพพัตติ ยิ่งๆขึ้น จนถึงขั้น อภินิพพัตตินี้ เป็นอเนญชาภิสังขาร ทีนี้แต่ละขั้นตอนนั้น ล้วนเป็นการทำประโยชน์ตน ระดับโสดา สกิทาคา อนาคา จนอรหันต์ คือไม่ต้องทำอีกต่อไป นั่นคืออรหัตตผล เช่นนี้เป็นการมีประโยชน์ตน อันบรรลุโดยลำดับแล้ว ตามคุณสมบัติข้อที่ 6 ของพระอรหันต์ การตีความเช่นนี้ พอจะถูกต้องได้ไหม ตอบ..การเรียนรู้ความเกิด 5 ก็ไม่เห็นสำนักไหน เอามาสอนกัน ชาติ คือความเกิดที่รวมหมด สัญชาติ คือการเกิดที่เกิดแล้ว ก็อยู่ในความจำ แล้วออกมาป็นพลังงาน ตามอัตโนมัติ เรียกว่า สัญชาติญาณ มันเป็นความรู้ตามที่มีในจิตฝังมา อยู่ในจิตแล้วออกมาเป็นบทบาท คนมีสัญชาติโทสะแรง ราคะแรง โมหะแรง ก็มีไปตามความเป็นจริง ของแต่ละคน ของแต่ละสัตว์ เราต้องเรียนรู้เข้าไปในตัวมัน โอกกันติ มันเกิดแล้ว เราก็ฝังลงหยั่งลง มีอะไรเกิดหรือหยั่งลงในจิต อาการนี้ เกิดแล้วก็พยายามรู้ พยายามรู้ให้ทันว่า เป็นการเกิดของกาม ก็ดับให้ได้ในกามวิตก หรือกามสังกัปปะ ที่เริ่มดำริ ก็จับให้ทัน แยกให้เร็ว อ่านว่าเป็นกาม ก็ต้องลดอาการนั้น จริงๆ โดยอัตโนมัติของคนพอรู้นะ เรามีกาม เราก็บังคับ ไม่ให้แสดงออกมากมาย แต่คนไม่พยายามตามให้รู้ อาการมันเกิดในใจ มันระงับไม่ทัน โทสะหรือราคะ ที่แสดงออกมา ส่วนมากเราจะระงับ ไม่ให้ออกมาขายขี้หน้า นอกจากคนไม่ละอาย หรืออยากแสดงราคะ หรือ โทสะอย่างแรง คืออวิชชา มันไม่น่าแสดง น่าอายแต่เขาอยากแสดง ก็เลยตีกลับ แสดงความโกรธ นักเลง ว่า มีฤทธิ์มีอำนาจ

อ่านต่อ

แสดงความโกรธด้วย เขาต้องยอม หรือแสดงราคะ แสดงออกเซ็กซี่ คือมันโง่อย่างเต็มรูปแบบเลย สับสน จนไม่รู้อะไรถูก อะไรควร ในเรื่องของโอกกันติ เป็นการเกิดของปัจจุบันว่า กามหรือโทสะเกิดก็ระงับ คนรู้ทันอ่านออก มีวิธีระงับได้ ข่มไว้ก่อนก็ตาม ทำให้กิเลสนั้น ไม่มีฤทธิ์เดชแสดงออกทางกายกรรม วจีกรรมก็ได้ แต่ยิ่งเรียนรู้ โดยวิปัสสนาญาณ ว่ามันไม่จริงไม่เที่ยง พาทุกข์ทั้งเราและคนอื่น จริงๆ มันดับได้ มันไม่มีตัวตน เราก็พิจารณาและทำจริง เห็นความจริงว่า ถ้าปัญญามีพลังงานพอ จะเรียนรู้ได้เร็ว จะลดได้เร็ว ทำให้อาการของกิเลส หมดไปได้ คนมีสติรู้ทันปั๊บ มันก็หาย พวกปฏิบัติ มีสติแล้วอาการหาย พวกนี้มีเยอะ แต่ไม่เกิดปัญญาวิจัยวิจาร ว่ามันมีความต่อเนื่องอย่างไร มีอิทัปปจยตา จนมีความรู้องค์ประกอบ ปฏิกิริยาลูกโซ่ของมัน ตัดอาการของมันอย่างไรให้ละเอียดลออ คนต้องมีปัญญารู้รอบ แล้วเห็นว่ามันมีโทษภัย และความทุกข์ แล้วก็ดับได้ จนมันไม่มีตัวตน คนที่ปฏิบัติ แล้วอ่านรู้พวกนี้ออก ทำได้ทำเป็นอ่านออก คนนี้ก็จะรู้ความจริง พลังงานแห่งปัญญาพลังงานแห่งการรู้ความจริง ทำให้สิ่งที่ไม่ควร ดับไป เลิกได้ จนถึงที่สุดได้ เมื่อเรารู้ความเกิด และทำความเกิดให้ดับไป ตามลำดับ เรียกว่า นิพพัตติ คือทำให้เกิด การเกิดของจิตนี่ คนหลงผิด เป็นสุข โง่ถึงขนาดว่า มันเป็นเรื่องของทุกข์ เขาก็สุข เป็นเรื่องของการทำร้าย เขาก็เป็นสุข เป็นเรื่องสัมผัสเสียดสีสมใจเขาก็เป็นสุข อันนี้คนก็พอเข้าใจ แต่ไปทำร้ายคนแล้วเป็นสุข ก็เข้าใจยากหน่อย แต่ไปทำร้ายคนอื่น ทำให้เขาทุกข์ มันเข้าใจง่ายกว่า มันเป็นเรื่องทุกข์ แต่ใจตนนี้ชอบอาการที่คนอื่นทุกข์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้เกิด คนนี้จึงเรียกว่า เป็นพวกซาดิสม์ ผู้ที่ทำให้มันลดได้ เรียกว่า นิพพัตติ ลงได้สูงสุด เจริญจนสุด เรียกว่า อภินิพพัตติ อย่างที่สิกขมาตุ สัจฉิกตา ขยายความมา อธิบายมา ก็จะได้เสริมรอบ

600207_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาพ้นชาติ(การเกิด) https://youtu.be/fXW3UVTEBWA

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน