สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา_ทาน ศีล ภาวนา) ตอน ทานศีลภาวนา ในสัมมาทิฏฐิ 10.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทานศีลภาวนา ในสัมมาทิฏฐิ 10 มาเริ่มที่ ทานศีลภาวนา ทานคือการให้ แต่กายให้ใจไม่ให้ ให้ไปห้าแต่ตั้งจิตเอา ร้อยล้านพันล้าน ใส่บาตร ข้าวหนึ่งทัพพี แต่ขอให้ได้กลับคืนมา เป็นล้าน เขาตั้งจิตเอาคืนจริงๆ นั่นคือตั้งจิต เป็นภพเป็นชาติ เป็นความอยากได้ และหวังที่จะได้ สาเปกโข เป็นจิตไม่เข้าใจอาการ ลิงค นิมิต จิตที่คุณไม่ตั้งความหวัง ความหวังความอยากได้ เป็นอาการอย่างไร? เจตนาแต่อย่าอยาก เจตนาก็คือ เราจะไปสู่ความเป็นนิพพาน ความเป็นศูนย์ ถ้าจะทำให้เป็น 0 จะต้องทำวิธีอย่างไร พระพุทธเจ้า ก็สอนมาก่อน โพธิรักษ์ก็เอาของพระพุทธเจ้ามา ทำให้ได้สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ถ้าทำได้ครบ ไม่ต้องไปหวัง มันก็เกิดเอง ไม่ต้องอยากได้ ทำเหตุปัจจัย ให้ครบสมบูรณ์ ผลก็จะเกิด อย่างไม่ต้องไปอยาก ไม่ต้องไปหวังเลย เรียนรู้เหตุปัจจัยให้ครบ แล้วทำเหตุปัจจัยให้ครบสมบูรณ์ ซึ่งองค์ประกอบ เป็นปัจจัย เป็นปริขาร มี สอุปนิโส มีเหตุมีองค์ประกอบ จะเป็น 2 3 4 5 6 7 8 9 10 เป็นสิ่งที่ช่วยอุปการะ ที่จะให้เกิด โอปปาติกโยนิ ทำให้จิต เกิดเป็นอะไร ก็เป็นศูนย์ ที่สุดจริงๆ คือการทาน คนเราเกิดมา ให้อย่างเดียว นี้เป็นสิ่งสูงสุด ในบารมี 10 ทัศ การทานคือการให้ เป็นบารมีที่ 1 ตัวทาน คือการให้ไปจริงๆ อย่ามีบูมเมอแรง ให้ตรงไปเลย 180 องศา ตรงเลยหรือ 0 องศา ก็แล้วแต่ ไม่มีการกลับของบูมเมอแรง ไม่มีเส้นโค้ง กลับมาหาเราเลยแม้แต่องศาน้อยนิดอย่างไร แต่แน่นอนว่า จะทำให้ตรงเป๋งทันที ไม่ง่ายหรอก แต่จะตรงเป๋ก่อน เราก็นึกว่าตรงแล้ว แต่ทำไมมันเป๋ก่อนนะ แล้วสุดท้ายจริงๆ จึงจะตรงเป๋งได้ หลักปฏิบัติทางเอกก็คือ ทานกับศีล ทาน แม้จะเรียนรู้หรือไม่เรียนหนังสือ ก็ปฏิบัติเป็น แต่ศีลนี้ ต้องเรียนหน่อย ทานคือการให้เขา ไม่ใช่เอามาเป็นขอ
อ่านต่อ
งเรา ไม่ต้องเรียนอะไรมาก ธรรมชาติธรรมดาเขาก็มี เป็นสัญชาตญาณ ที่จะต้องมี ในตัวมนุษย์ สัญชาตญาณการให้ แต่หลักเกณฑ์ที่จะต้องให้จิตใจมาให้ ศีลก็ต้องเพื่อให้เหมือนกัน ศีลพรต หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติ อย่างไรก็แล้วแต่ ยิฏฐัง ยัญพิธี ปฏิปทา พยัญชนะก็มีเยอะแยะ ข้อปฏิบัติต่างๆ ก็เพื่อให้ เพื่อให้จิตปล่อย ให้ นั่นคือง่ายๆ ศาสนาไหนก็เหมือนกัน ที่เป็นศาสนาจริง ก็เพื่อให้ทั้งนั้น แต่จะมีทฤษฎี มีอะไรต่างๆ กิจกรรมให้เข้าใจจิตใจ ถึงปรมัตถ์ แล้วอยากจะได้ละเอียด ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ฝั่งทะเลราบเรียบ เหมือนหน้ากระจก หน้ากระจกจริงๆนี่ เราดูเหมือนว่ามันตรง แต่มันไม่ตรงหรอก เพราะแรงดึงดูดของโลก จะเป็นวัตถุ หรือนามธรรม หรืออรูป ก็ถูกแรงดึงดูดของโลก ดึงดูดทั้งนั้น ทุกอย่างของทั้งหมด ที่เป็น มหาภูตรูป ไม่มีอะไรไม่โค้ง แสงก็โค้ง แสงนี่ละเอียดมากนะ ทินนัง คือทานที่ให้แล้ว ยิฏฐัง คือยัญพิธีศีลพรต ที่ทำแล้วมีผล ผลของทาน และศีล คือ จิต คือหุตัง ท่านแปลว่า สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล เป็นภาษาโบราณ ก็คือวิธีการปฏิบัติธรรม เสร็จแล้วมันได้ผล ที่จิต ได้ผลหรือไม่ สังเวยหรือเสวย ก็เพื่อให้ เสวยคือเราได้ให้ ผลคือเราได้ให้ รับๆเข้าแต่สังเวย คือให้เอาออก เราสังเวยก็สอนว่า ให้แก่ผู้คน พระภิกษุ พระเจ้า อย่าให้แก่คนไม่ดี คุณมีเงินทอง ไปให้คนขี้เหล้า มันก็ไปซื้อเหล้ากินหมด เอาเงินไปให้โจร ก็เอาไปปล้นเพิ่มอีก หุตัง คือตัวตนของจิต ที่ได้รับเสวยก่อน ผลจากสังเวยที่ได้ให้ เสวยอะไรก็ได้เสวยสังเวย คุณเสพหรือเสวยอะไร? เสพสังเวย สังเวยเจ้า สังเวยผู้อื่นหรือใคร ก็คือถวายให้ พลีให้ มันก็กลับไปกลับมาว่า ให้ หรือเอา แค่นั้นเอง แล้วมายืนยันพิสูจน์ว่า คนมีแต่ให้ ไม่มีเอา อยู่ได้ คนจะบูชาเคารพเชิดชูด้วย เพราะมีแต่ให้ แต่ต้องให้สิ่งที่ดีนะ ให้สิ่งดีสิ่งที่ประเสริฐจริง อย่าไปเอาสิ่งที่ไม่ดี ไปให้แก่ใครเขา ตกลงสามแล้วในสัมมาทิฏฐิ ทินนัง(ให้) ยิฏฐัง (ศีลพรต ยัญพิธี) หุตัง (จิตที่ได้รับผล) ผลที่ได้คือไม่ได้ คือ 0 เสวย 0 คือให้ โดยไม่ต้องเอาอะไรตอบแทน บวงสรวงตามพิธี แล้วเกิดผลเป็นหุตัง ข้อ 4 เกิดจากกรรม กัมมานัง สั่งสมเป็นวิบาก เป็นโลกีย์ ไม่ได้เรียนรู้กุศลหรือ อกุศลกรรม ก็ส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามกิเลส ก็ต้องมีผลวิบาก แน่นอน ศาสนาพุทธ มีกรรมวิบาก เชื่อกรรมวิบาก เชื่อกรรมเป็นของๆตน เชื่อในความตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า เชื่อความตรัสรู้นี้ ลึกกว่าเชื่อตามคำสอน ของพระพุทธเจ้า เชื่อความ€ตรัสรู้ คือเชื่อในสิ่งที่ท่านตรัสรู้ สัมมาสัมโพธิญาณ ของพระพุทธเจ้า นี่คือ ความเชื่อ 4 อย่าง คุณจะทำเป็นโลกียะ ก็มีวิบากโลกียะ คุณมีอัญญา แล้วมาสั่งสมผล เป็นโลกุตระ เพราะผลโลกุตระเป็น 0 เป็นการให้ มีแต่ให้กับ 0 เมื่อเราจะพักอยู่กับ 0 เราไม่พัก เราก็เพียรด้วยเมตตา ทำงานเอื้อเฟื้อเจือจานผู้อื่น ในบารมี 10 ทัศ ต้องปฏิบัติ เป็นผู้ให้ได้สำเร็จ แล้วอาศัยอยู่กับ เมตตาและ อุเบกขา เป็น 2 ตัวสุดท้ายของบารมี 10 มีใจเห็นว่า ต้องการให้ผู้อื่น พ้นทุกข์หรือมีสุข ก็ลงมือทำด้วยกรุณา ทำจนเขาดีแล้วเราก็มุทิตา แล้วก็อุเบกขาเฉย ทำอย่างอื่นต่อไป ทำบุญคุณให้คนอื่น แล้วอย่าไปจำ ใครจะตอบแทน หรือไม่ตอบแทน ก็แล้วแต่ ศีรษะใครศีรษะมัน สุกตังคือดี ทุกตังคือชั่ว แต่ชั่วดีอย่างโลกียะหรือโลกุตระ ก็แล้วแต่ ก็คือ มโนปวิจาร 18 เนกขัมสิตะ กับ เคหสิตะ ข้อที่ 5 อยังโลโก โลกนี้ กับ ข้อที่ 6 โลกหน้า โลกนี้คือ โลกที่เป็นโลกโลกีย์ เป็นโลกที่ทุกคน เกิดมาในโลก ก็อยู่ในโลกนี้ด้วยกันทุกคนก่อน อยังโลโก ถ้าโลกนี้ในปัจจุบัน อิธโลก แล้วมันมี อัญญะ ปัญญะ ก็เกิดโลกใหม่ ได้ความรู้ ความเฉลียวฉลาดใหม่ ที่รู้ในฉฬายตนะ แล้วเรียนรู้ใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำเวทนา ให้เป็นหนึ่งให้ได้ คุณก็จะเกิดผลขึ้นมา เป็นโลกใหม่ เรียกว่า ประ หรือโลกอื่น เหมือนกับคำว่า อัญญะ คำว่า ประ แปลว่าอื่น เหมือนกับคำว่า อัญญะ แต่ ประ นี่คนไปเข้าใจว่า ปรโลกแบบโลกีย์ คือตายไปหยาบๆ ทางร่างกาย ไม่รู้จักความตาย ทางจิตเจตสิก ต้องทำ จิตเจตสิกให้ตาย อย่างไม่เกิดอีก ยังไม่รู้จักโอปปาติกโยนิ ให้ดับอย่างไม่เกิดอีกอย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสฺสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ยังทำไม่เป็น เพราะฉะนั้น จึงยังอยู่ในโลกเดิมโลกเก่า หรือจิตเดิมแท้ จิตเก่าเป็นโลกียะทั้งนั้น เพราะฉะนั้น คนที่สอน หรือเขียนออกมา อย่างอาจารย์บูรพา หรือ วิเวกานาคร ก็พยายามจะขยายความ โลกเดิมแท้ จิตเดิมแท้นั้น มันคือจิตใจที่มีอวิชชา จิตเดิมจิตเก่า แต่อันนี้ จิตใหม่นะ ต้องเป็นเสขะ ต้องมาพัฒนา มีอัญญะ มีจิตที่มีปัญญาตัวใหม่ ซึ่งเข้ากระแสของโลกุตระใหม่ ไม่ใช่จิตเดิมแท้ ที่เป็นจิตเดิมเก่า ที่มีอวิชชามาเก่า คนที่เข้าใจว่าเด็กๆเกิดมา ก็มีจิตใจที่บริสุทธิ์ทุกคน จะเป็นพระพุทธเจ้า มาเกิด ก็ยังงงๆอยู่เลย ดีไม่ดี ยังมาถูก ลิงลมอมข้าวพอง อย่างโพธิรักษ์ ก็ล่อเละอยู่ทางโลก 36 ปี พระพุทธเจ้าก็ตั้ง 35 ปี (29+6 ปี) โลกนี้ หรือเรียกว่า อิมัญจโลกัง คือโลกเก่า แต่ ปรัญจโลกัง จ คือตัวสว่าง ตัวรู้ ตัวแสง อัญญะมาเป็นอัญจะคือเจริญ แต่ปรโลก อย่างที่ไทยๆพูดกัน ก็เข้าใจอย่างที่เป็นจิตวิญญาณ ล่องลอยไปแบบภิกษุ สาติ ตายไป แล้วค่อยไปนรกสวรรค์ นั่นมันพิสูจน์ไม่ได้ ต้องมาพิสูจน์อย่างนรกสวรรค์ ขณะปัจจุบันนี้ ถึงจะเจ๋งกว่า คนที่จะชัดเจน คนที่มีสยังอภิญญา มีความรู้ของตัวเอง อาตมาก็บังอาจ บอกว่า อาตมาคือ สยังอภิญญา เป็นสมณะพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาประกาศ โลกนี้โลกหน้า อิมัญจโลกัง ปรัญจโลกัง ด้วยความมีสยังอภิญญา ของตัวเอง อาตมาเกิดมา ไม่มีครูบาอาจารย์ หรือสำนักไหน มาสอนให้รู้ธรรมะ อาตมามาอธิบายอภิธรรม คนที่จะอธิบายอภิธรรมได้ ต้องมีบารมี ระดับหนึ่งนะ ไม่ใช่เรื่องสามัญ เป็นเรื่องวิสามัญ แล้วทำให้สำเร็จ สัจฉิกตวา ทำให้สำเร็จ อย่างแจ้งชัด สัจฉิ แปลว่าใสสว่างแจ้งชัด กต แปลว่าแล้ว ปเวเทนตีติ แปลว่าเอามาประกาศ เอามาเปิดเผย ให้เรียนรู้กัน อาตมาก็ว่าอาตมาเป็น ท่านอื่นองค์อื่น ที่จะเป็นพี่หรือจะเป็นน้อง ก็แล้วแต่ ที่จะเป็นผู้รู้ แล้วอธิบายบ้าง ก็อธิบายไป คนอธิบายไม่ได้ แต่ทำได้ก็ดี เพราะปฏิบัติได้เลย ;เป็นโลกุตระธรรมก็ดี ทำได้มากหรือน้อย ก็ซ้อนอีก บางคน อธิบายได้มาก แต่ทำได้น้อย บางคนทำได้มาก แต่อธิบายได้น้อย บางคนอธิบายได้มากและลึก อย่างอาตมา ทำไม่ค่อยได้มาก แต่อธิบายได้มากได้ลึก คนที่อธิบายได้มากและลึก ทำก็ได้มากและลึก แต่ปางนี้ อาตมาก็มาทำหน้าที่นี้ คนที่อธิบายได้มาก ก็จะได้มากพื้นๆได้เยอะ แต่ผู้พาทำลึกๆ ถึงอรหันต์ ก็จะได้น้อย ยิ่งใกล้กลียุคแล้วด้วย อาตมาไม่มีปัญหาเลย ที่จะได้กลุ่มน้อย กลุ่มเล็ก อาตมาไม่เสียใจไม่น้อยใจ ที่จะมีคนมาน้อย อาตมาเคยบอกว่า จะได้อรหันต์ 9 องค์ ได้ 9 องค์นี้อาตมาถือว่า ได้ผลสำเร็จในชาตินี้ ได้ผลเป็นอนาคามี สกิทาคามี โสดาบัน ก็จะมากไปตามลำดับ แต่ขอยอดของอรหันต์ 9 ก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ ได้เป็นหนึ่งแล้ว เข้าทำเนียบไว้หนึ่งแล้ว อายุ 83 ปี เพิ่งจะได้ 1 จะลากสังขารไปอีกกี่ปี ช่วยกันหน่อยนะ ต่างคนต่างช่วยกันเยอะๆจะได้ อยากให้คนไทยได้เป็นอรหันต์กันไหม ริษยาไหม ก็ไม่หรอก พวกเราจะไม่มีปัญหา ใครเป็นอรหันต์จะได้ช่วย ศาสนาพระพุทธเจ้าขึ้นไป คนที่ชัดเจนแล้ว ก็ไม่ได้ริษยา คนที่เจริญแท้จริง จะไม่ริษยา ทีนี้ โลกนี้ โลกหน้าเข้าใจแล้วนะ อันที่ สิบ ก็ตัดยอดไป สาม สาม สาม ก็คือ เก้า เราพูดมาสาม หนึ่งแล้ว ทาน ศีล ภาวนา หรือ ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง สาม ต่อมาคือ อยังโลโก ปรโลโก อัญญะ ประ คืออื่น ก็มาขยายเป็น อิมัญจ ปรัญจะ ถ้าอยู่ในตัวเรา ยังไม่มี ประเลย คุณอาจเก่ง แต่ไม่ออกไปเพื่อผู้อื่น ก็ไม่กระไร แต่ถ้าเป็นโลกีย์ ไม่มีอัญญะ จะรุ่งเรืองสว่างไสว ก็แล้วแต่
อันต่อมา มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา มาตาคือแม่ ปิตาคือพ่อ สัตว์โปปาติกาคือลูก ศีลอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหน ศีลอยู่ที่นั้น จะช่วยกัน ปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ (โสณทัณฑสูตร ศีลอันปัญญา ชำระให้บริสุทธิ์ ล.9 ข.193) ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล และศีลก็เป็นของผู้มีปัญญา นักปราชญ์ย่อมกล่าว ศีลกับปัญญา ว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคล ล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้า ฉะนั้น
ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ เพื่อสร้างลูก คือโอปปาติกะเกิดได้ แต่ก่อนเป็นสัตว์โลกีย์ ก็ให้เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ แต่ก่อนเป็นสัตว์โลกๆ เก่งขนาดไหนฉลาดแค่ไหน ก็ควรอยู่กับโลกีย์ ยังรับยศสรรเสริญ เป็นสมมติเทพ จนได้อัญญะ ปัญญาใหม่ก็เข้ากระแส เป็นโสดาบันเป็น อุบัติเทพ วิสุทธิเทพคืออรหันต์ อรหัตตผลของโสดาบัน อรหัตตผลของ สกทาคามี อรหัตตผลของอนาคามี อรหัตตผลของอรหันต์ เสร็จแล้ว ก็ต่อเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ละรอบอีก เป็นล้านชาตินี่ เรื่องเล็กนะ ถ้าเป็นพระอาริยะแล้ว จะเกิดอีกล้านชาติ ก็จะเป็นไร คนที่ยังไม่เข้ากระแส ไม่พ้นทุกข์เลย ก็น่าสงสาร ไม่รู้จะตกนรกไปอีก กี่ชาติกี่ชาติ ฟังแล้วน่าสงสารจริงๆ แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ถ้าเขาไม่ช่วยตัวเอง ไม่เอาก็ช่วยไม่ได้ บังคับไม่ได้ ก็ช่วยผู้ที่ใส่ใจ พากเพียรเอา เมื่อผู้ที่สามารถเข้าใจแล้วว่าพลังงาน ที่หมายถึง มาตา หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม สิ่งที่เป็นอภิธรรม มาตา หมายถึงโลกุตระ ไม่ได้หมายถึง ตัวตนบุคคลเราเขา หรือ ดินน้ำไฟลม อย่างน้อยก็มีหลักปฏิบัติ เป็นศีล แนวปฏิบัติ ให้เกิดปัญญา ก็แล้วแต่ แต่ปฏิบัติให้มีจิตวิญญาณ ที่เป็นสัตว์โอปปาติกะ ทำให้เกิดเป็นอุบัติเทพทำให้เป็นเทวดา แต่ไม่เป็นเทวดา 6 ภูมิ โลกีย์ ที่เป็นโลกนี้ เป็นภพชาติทั้งนั้น นรกเขาไม่บัญญัติ ไว้หรอก แต่เขาไปตั้งชื่อนรก มากมาย แต่เอาแค่เทวดา 6 ภพนี่แหละ หรือเอาแค่สองก็พอ 1 มโนปโทสิกะ กับ 2 ขิฑฑาปโทสิกะ นรกมโนปโทสิกะ คือสายเจโต ส่วน ขิฑฑาปโทสิกะ คือสายเฉโก มันชอบสวรรค์ สายเจโตมโนปโทสิกะ นี้หลงอัตตา หลงจิตเป็นโทษ สายขิฑฑาปโทสิกะคือ หลงความเพลิดเพลิน เป็นโทษ คือนรก 2 สายใหญ่ๆ นอกนั้น ใครจะไปสร้างนรกขึ้น ให้คนกลัว ก็ไม่ว่ากัน มีผีอะไรต่างๆมากมาย ร่วมงานกันอีก ก็เข้าใจ หยุดหลอกได้ไหม มันมากไปแล้ว ที่มันหลอกกันไว้ ก็มากเกินที่จะไปล้าง ตามล้างตามเช็ด ไม่ไหว เมื่อยนะ พอได้แล้ว เขาสร้างหลอกกันมาเยอะ พอแล้ว ไม่ต้องไปเติม ไปแถมหรอก พยายามเข้าใจให้ชัด จนรู้ว่า นรกขุมใหญ่ ก็มี 2 กลุ่มนี้ 1 มโนปโทสิกะ (อัตตา) 2 ขิฑฑาปโทสิกะ (กามภพ) ปหาสะ แปลว่า รื่นเริงบันเทิงใจสนุกสนาน พระพุทธเจ้าบอกว่า เราเป็นพ่อ มีพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร เป็นแม่ พระสารีบุตร เป็นแม่เลี้ยง พระโมคคัลลานะ เป็นแม่นม คือภิกษุที่ท่านเป็นอริยะ ทั้งหลายแหล่ นั่นแหละ ท่านคือแม่ คือผู้ที่จะสืบทอด ความรู้ ของพระพุทธเจ้า ที่เป็นภิกษุ เสขบุคคล อเสขบุคคล จะได้ไปต่อมีลูกอีก พระพุทธเจ้าไปสู่เทวโลก สอนเทวดา คือสอนภิกษุทั้งหลาย ก็คือแม่ คือมารดาที่จะไปออกลูก แต่เขาไปคิดว่า เป็นตัวตนของเทวดา สอนเทวดา แต่พระพุทธเจ้า จำพรรษากับพระ แต่หนีไปสอน เทวดากับแม่ สามเดือน แต่ไม่สอนภิกษุ ก็จำพรรษาด้วยกัน หนีไปได้อย่างไร สามเดือน มันไม่ใช่หรอก พระพุทธเจ้าสอนพระ ทั้งหลายแหล่ นั่นแหละ พระพุทธเจ้าเป็นบิดา ท่านสร้างมารดา เพราะฉะนั้น มาตา คือพระภิกษุ ที่เป็นเสขบุคคล จนถึงอเสขบุคคล จนถึงพระโพธิสัตว์ ทั้งหลายนั้น คือมารดา หรือพระโพธิสัตว์ใหญ่ เป็นบิดา พระโพธิสัตว์ หรือ พระอรหันต์น้อยๆ ก็เป็นมารดา โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์เป็นพ่อ มรรคมีองค์ 8 เป็นแม่ นี่คือ มาตา ปิตา สติปัฏฐาน 4 กับโพชฌงค์ 7 ก็สลับกันได้ จะเอาโพชฌงค์ 7 เป็นแม่ สติปัฏฐาน 4 เป็นพ่อก็ได้ หรือจะเอาสติปัฏฐาน 4 เป็นแม่ เอาโพชฌงค์ 7 เป็นพ่อก็ได้ ช่วยกันทำให้เกิด อวิชชาสูตร ก็จะมี สติปัฏฐาน 4 กับโพชฌงค์ 7
อวิชชาสูตร (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรม ที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ สัทธรรมคืออาหาร ที่จะได้จากสัตบุรุษ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการ โดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการ โดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ผู้จะมีสัมมาทิฏฐิ ต้องมีปรโตโฆษะ กับ โยนิโสมนสิการ คนที่ถ้าเป็นผู้สัมมาทิฏฐิ สยังอภิญญา หรือปัจเจกแล้ว ก็ไม่ต้องฟังคนอื่น แต่ผู้มีสยังอภิญญา หรือปัจเจก ก็จะฟังผู้อื่นได้ดี มันกลับกัน ก็จะสร้างโลกวิทูได้ดีมากขึ้น แต่ไม่มีปรโตโฆษะ ก็จะหลงอยู่กับของตนเอง ถ้าคุณเป็นผู้มิจฉาทิฐิ ก็จะมิจฉาทิฏฐิ ตลอดไป ต้องได้ฟัง คนที่สัมมาทิฏฐิหรือ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คุณก็ไม่รู้จักไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ แต่ถ้ารู้ว่า คนนี้จะเป็นสัตบุรุษ เป็นผู้ที่รู้ดี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และท่านเป็น ผู้เป็นสัตบุรุษจริง คุณก็จะได้ ก็จะปฏิบัติธรรมใจในใจ อย่างถ่องแท้ ได้ถูกต้อง โยนิโสมนสิการ จึงเป็นข้อสำคัญที่จะปฏิบัติมรรค มีองค์ 8 ได้ถูกต้อง เป็นข้อที่ 7 ในสุริยเปยยาลสูตร 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ ความสำรวมอินทรีย์ บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชา และวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) จบ…
600203_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ทานศีลภาวนา ในสัมมาทิฏฐิ ๑๐