สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ศิลปะในการประกอบบุญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ศิลปะในการประกอบบุญ เหมือนพูดเล่นๆ แต่เป็นเรื่องที่อาตมาอยู่กับทางโลก พอมีความรู้ความสามารถ ทำมาหากินแลกลาภยศ ก็พอได้ แต่ออกมาทำให้ทางศูนย์ 40 กว่าปีก็ยังมีอะไรทำต่อไป ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่หมดเลย ที่ของพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ที่จะเอามาธิบายให้ฟัง สิ่งที่จะอธิบายให้ฟังนี้ ที่พยายามขยายความ แต่ละความหมายๆ อาตมาว่าสำคัญ แล้วต้องพยายามเข้าใจนัยสำคัญให้ได้ แล้วเอามาปฏิบัติให้เกิดผลตามนัยสำคัญนั้น เช่น คำว่าบุญ หรือปุญญะ ซึ่งอาตมาเห็นความหมายของคำว่า บุญหรือปุญญะนี้ สุดยอด มีศาสนาเดียวในโลกที่มีสภาวะที่ชื่อว่าบุญ บุญคืออะไร บุญคือพลังงานชนิดหนึ่ง ที่คุณจะต้องสร้างจัดการ ปรุงแต่ง สังขาร เรียกเต็มๆว่าอภิสังขาร เรียกเต็มอีกทีว่า ปุญญาภิสังขาร สร้างพลังงานนี้ให้ได้แล้วมีฤทธิ์ เป็นธรรมฤทธิ์ เป็นฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ของพลังงานนี้ เอาไปทำลายฤทธิ์พลังงานราคะ พลังงานโทสะ พลังงานโมหะ สลายได้นั่นคือบุญ ผู้ใดสามารถสร้างพลังงานบุญนี้ได้ และมีประสิทธิภาพจัดการกับพลังงานในตนเองคือ ราคะ โทสะ โมหะที่มีในคนที่อวิชชาทุกคน แล้วใช้สร้างอภิสังขาร สร้างพลังงานนี้ขึ้นมา ปราบ ทำลาย กำจัด ชำระ พลังงาน ราคะ โทสะ โมหะของตนให้ได้ นี่คือความรู้ ยอดรู้ของพระพุทธเจ้าที่สรุปให้ ทุกวันนี้คำว่าบุญได้เพี้ยนไปไกล บุญไม่ใช่กุศล ถ้าว่าจริงๆแล้ว พูดโดยภาษาคนโลกๆว่า บุญนี้คืออาวุธร้าย เพราะเป็นตัวเครื่องทำลาย ทำลายหน้าที่เดียวทำลายอย่างเดียว ทำลายเสร็จแล้วหมดไปเลย หายไปเลย หมดหน้าที่ เหมือนพลังงาน คนเอาพลังงานความร้อนไปใช้งาน พลังงานความร้อนก็หายไป เอาพลังงานความเย็นมาใช้ก็หายไป เอาพลังงานไฟฟ้ามาใช้มันก็หายไปเมื่อใช้เสร็จเ หมือนกัน บุญเมื่อใช้เสร็จ เกิดประสิทธิผลเสร็จ ก็หายไป บุญคือพลั
อ่านต่อ
งงาน หน้าที่ของพลังงานนั้นทำเสร็จแล้วก็หมดหน้าที่ แล้วเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ เพราะต้องใช้ชำระพลังงานราคะ โทสะ โมหะ ของตน ไอน์สไตน์ ค้นพบพลังงานนิวเคลียร์ ทางวัตถุ แล้วใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีทั้งประโยชน์และเป็นโทษ แต่พลังงานหรือสูตรสำเร็จทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ไม่มีโทษภัยเลย แต่เป็นพลังงาน เหมือนกับพลังงานอะไรก็แล้วแต่ พลังงานนิวเคลียร์เป็นระเบิดนิวเคลียร์ เมื่อเอาระเบิดนิวเคลียร์ไปทิ้ง มันก็ทำงานระเบิดเถิดเทิง ที่ฮิโรชิม่า นางาซากิ 2 ลูก พังสลายไป แล้วระเบิด 2 ลูกนี้ก็หายไป เหมือนกับบุญ ทำงานสำเร็จผลแล้วก็หายไป จบเลย ในคนใดๆ ถ้าไปสะสมบุญ คนนั้นโง่ตายชักเลย เพราะว่าคนเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าจะต้องจัดการใช้ระเบิดนิวเคลียร์นี้ ระเบิดไฟราคะ โทสะ โมหะให้ได้หมด ระเบิดเสร็จ ระเบิดนี้ก็หายไป หมดอาสวะอนุสัยก็หมดระเบิดนิวเคลียร์อีกเลย สูญเลย จบ อาตมาว่าคงไม่มีใครคิดพูดเหมือนกับอาตมา ครูบาอาจารย์สอนก็คงไม่มีใครมาสอนอย่างนี้ คนที่สอนธรรมะมาก็คงว่าธรรมะอยู่ตรงไหน? สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าพูดเอาแค่ภาษา ไม่มีสภาวะก็คงพูดอย่างนี้ไม่ได้ พ่อครูว่า….ก็จริง ระเบิดหรือว่าพลังงานพิเศษอันนี้ ทุกคนต้องมาสร้างขึ้นให้ได้ ถ้าสร้างขึ้นแล้วก็ใช้เป็น มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่นะ ผู้ที่สร้างพลังบุญได้ ทำให้พลังงานบุญแล้วทำหน้าที่ชำระถูกราคะ โทสะ โมหะ ในจิตใจตน คุณทำได้จริงเลยนะ สุดยอด ทีนี้ทุกวันนี้เข้าใจคำว่าบุญเป็นกุศล คือไม่ใช่พลังงานที่ทำลายกิเลสให้สูญหายไปแล้ว แต่ไปสะสม แปลว่าความดี บุญไม่ใช่ความดี บุญเป็นอาวุธร้าย คนฟังแล้วก็จะบอกว่า อาตมามองในแง่ร้าย เพ่งโทษ คนที่จะมีบุญไว้ในตัวเองเป็นคน ซวย คนจะต้องสร้างขึ้นมา บุญจะเกิดขึ้นได้คนจะต้องสร้างทันที พลังงานที่ไม่มีอยู่ไหน อยู่ที่คนทุกคน จะต้องมีอาการ 32 นี้ ขององคาพยพของชีวิตคนนี้ แล้วก็มาพยายามรวมกันสร้างพลังงานนี้ขึ้น สร้างเพื่อกำจัด พลังงาน ราคะ โทสะ โมหะ ที่มันมีอยู่ในตัวเรา อยู่ในอนุสัยอาสวะนี้ ดูให้ได้ว่าพลังงานที่เป็นราคะ โทสะ โมหะ โดยมีเหตุปัจจัยมากระทบสัมผัสให้มันเกิดอาการพลังงานอันนี้ ให้เกิด ราคะ โทสะ โมหะ มีสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแล้วเกิด อาการในจิต แล้วต้องใช้พลังงานคุณต้องประกอบปุญญภิสังขาร ประกอบพลังงานบุญเพื่อเอามากำจัด ในปัจจุบันนั้น มันมีในปัจจุบันนั้นเท่านั้น บุญมีในปัจจุบันนั้น เหตุปัจจัยครบก็เกิดบุญ และมีหน้าที่ทำลายกิเลส ชำระ ราคะ โทสะ โมหะ พระอรหันต์ไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ ท่านก็จะสร้างบุญขึ้นมาอีกไม่ได้ มีแต่บอกว่าท่านได้สร้างของตัวเองอย่างนี้ แล้วบอกให้คนอื่นทำอย่างนี้ๆทำใจในใจ อย่างนี้ให้เป็นบุญ อภิสังขารเพื่อทำลายราคะ โทสะ โมหะ ต้องทำลายอย่างเป็นลำดับ เอาอย่างหยาบตั้งแต่อบายก่อน ต่อมาเป็นกาม แล้วเหลือภายในเป็นรูป อรูป ก็ไล่กำจัดให้หมด สรุปความรู้ของพระพุทธเจ้า คือให้คนมาเรียนรู้ สร้างพลังงานบุญปุญญาภิสังขาร สร้างหมดแล้วจบ ปุญญาภิสังขาร อภิสังขาร 3 ผู้ที่จะเข้าใจ อภิสังขาร 3 อย่างชัด แล้วก็พูดถูกโดยเฉพาะต้องทำถูกได้จริงๆ จึงจะชัดจริงๆ อภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร ของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ บอกว่า ปุญญาภิสังขารคือ การปรุงแต่งฝ่ายดี ได้แก่กุศลเจตนาคือ กามาวจรและรูปาวจร ถ้าพยัญชนะสังขารแปลว่าปรุงแต่ง อภิสังขารแปลว่าปรุงแต่งอย่างเก่งอย่างยิ่ง แล้วปรุงแต่งสร้างพลังงานนี้ขึ้นมา ให้เป็นปุญญาภิสังขาร แล้วบอกว่าสภาพปรุงแต่งเป็นฝ่ายดี อาตมาว่าไม่ตรงกับของอาตมา อาตมาว่า ปรุงแต่ง สังขารสร้างพลังงานมาเพื่อทำลายฝ่ายเลว ฝ่าย ราคะ โทสะ โมหะ ปุญญะไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดี แต่ทำให้คนพ้นทุกข์ ปุญญะนี้เป็นโลกุตรธรรม เป็นธรรมะเครื่องทำลายโลกียะ ดีชั่วคือโลกียะ เพราะฉะนั้นไม่ไปทำลายแค่ดีแค่ชั่ว แต่ทำลายให้หมดโลกียะไปเลยคือปุญญะ ท่านว่า สภาพที่ปรุงแต่งฝ่ายดี ได้แก่กุศลเจตนาคือกามาวจร รูปาวจร ก็คือพฤติกรรมภายนอกคือกาม และรูปาวจร อรูปาวจรคือภายใน ทีนี้ท่านแปล อปุญญาภิสังขารว่า อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ คือ บาป เลยแปล อปุญญาว่าบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่อกุศลเจตนา นี่คือการแปลหรือการอธิบายไม่ใช่สภาวะ ส่วนอาตมานั้นมองเป็นสภาวะหมด พยัญชนะก็มาเป็นสภาวะ อาตมามองอภิสังขารคือโลกุตรธรรม ไม่มีโลกียธรรม ปุญญาภิสังขารคือสร้างบุญมากำจัด ราคะ โทสะ โมหะ ให้ได้ เมื่อกำจัดได้แล้ว พลังงานใช้ไปแล้ว เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ทิ้งไปแล้ว อปุญญาก็แปลว่าไม่มีบุญแล้ว ถ้าจะเอาไปเทียบ อปุญญาภิสังขารก็ไม่ใช่บุญมีแต่กุศล ถ้าจะมีกรรมกิริยาปรุงแต่งอะไร ก็เป็นตามโอวาทปาติโมกข์ คือสัพพะปาปัสสะอะกะระณัง เรียกว่าไม่ทำแล้วในสิ่งที่เป็นบาปทั้งปวง กรรมกริยาของใครก็แล้วแต่ที่ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว อันที่สองกุสลสูปสัมปทา คือทำแต่ดี อันนั้นเป็นการอธิบายกรรม ว่าไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่ดี เพราะได้ทำจิตผ่องใสเรียบร้อยแล้ว สจิตตปริโยทปนัง ทำจิตให้สะอาดจากบาปเรียบร้อยแล้ว สามข้อนี้ เป็นโลกุตรธรรมที่เรียกว่า กตญาณ เป็นญาณแห่งความสำเร็จทั้ง 3 อย่าง ผู้บรรลุแล้วไม่ทำบาปทั้งปวง ผู้บรรลุแล้วยังมีกรรมยังไม่ตาย ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ยังมีกรรม เพราะฉะนั้นทุกกรรมจึงเป็นกุศลทั้งสิ้น จึงเรียกว่า กุสลสูปสัมปทา เพราะชำระบาปในจิตไม่เหลือแล้วหมดสิ้นไปจากจิต สามข้อนี้ จึงเป็นสามข้อของพระอรหันต์ เป็นโอวาทปาติโมกข์ เป็นการสรุปคำตรัสของพระพุทธเจ้าเป็นหลักเกณฑ์ใหญ่ สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) จะมีคนรู้ในอนาคตก็เอาความเข้าใจตนเองมาเรียบเรียงความหมาย เรียกว่าอรรถกถาจารย์ ถ้าเอาคำแปลของพระพุทธเจ้ามามันก็จะดี อาตมามีความรู้มีสภาวะ และมีความเข้าใจ อย่างท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ก็ยังมีส่วนไม่ตรงกับของอาตมา อย่างปุญญาภิสังขาร อาตมาก็เห็นว่า ใครก็ตามที่สามารถปรุงแต่งจิต ทำจิต สร้างพลังงานในจิต ด้วยวิชชา เมื่อมีวิชชาก็มีสังขารเป็นปัจจัย ก็เอาวิชชามาสร้างสังขารเป็นอภิสังขาร เมื่อสร้างขึ้นมาเป็นบุญก็กำจัด ราคะ โทสะ โมหะ กำจัดไป จนหมด ก็หมดหน้าที่ของบุญ บุญก็ไม่ต้องทำงาน ก็ทำหน้าที่จบแล้ว เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ทิ้งไปแล้วทำลาย มีผลงานของระเบิดจบ ระเบิดมันก็สูญไป ก็หายไป จะไปเก็บเศษของนิวเคลียร์มาทิ้งใหม่ก็ไม่ได้แล้ว หรือจะเก็บเอาพลังงานกัมมันตภาพรังสีของมันมาทำใหม่ก็ไม่ได้แล้ว อันที่สอง อปุญญาภิสังขารคือไม่เหลือแล้วบุญ ปุญญะไม่มีแล้ว ผู้นี้มีอภิสังขาร 3 เป็นสังขารของเสขบุคคล หากทำจบอภิสังขาร 3 ก็จะเป็นอเสขบุคคล ก็ไม่ต้องสังขารอีก เพราะสังขารตอนต้นคำเดียว ปุญญาภิสังขาร กำจัด ราคะโทสะโมหะให้หมด ถ้าเริ่มต้นกำจัดได้ แต่ยังไม่หมด ก็เป็นเสขบุคคล ทำสำเร็จแล้ว สร้างพลังงานบุญมากำจัด ราคะ โทสะ โมหะของตน กำจัดส่วนใดก็ตามกิเลสราคะหนึ่งก้อน ถ้าเรียกว่ามีร้อยหน่วยก็กำจัดมันได้หมดไปสัก20% ก็มีส่วนบุญ 20 พลังงานราคะฉิบหายไป ไม่ใช่ของได้ บุญไม่ได้สิ่งที่จะได้อะไรจากใคร แต่จะเป็นส่วนทำลายแล้วก็หมดหน้าที่ ส่วนบุญที่เรียกว่า ปุญญภาคิยา หรือปุญญภาค ผู้ไม่เข้าใจก็นึกว่า ตนเองได้ส่วนบุญแล้วเอาไปแบ่งไปแจกกัน เวรจริงๆเลย ผู้ที่จะมาสร้างพลังงานให้เกิดบุญนั้น ต้องเข้าใจให้ดีเสียก่อนว่า บุญคืออะไร บุญคือพลังงานที่จะมากำจัด ราคะ โทสะ โมหะ กำจัดเสร็จแล้วบุญก็สำเร็จประสิทธิผลแล้วก็จะหายไป ถ้าไม่สำเร็จ ก่อสร้างให้มารมาทำงาน ในปัจจุบันที่เกิดกิเลส สะสมไว้ไม่ได้ ต้องสร้างในทุกปัจจุบัน ปุถุชนไม่มีใครมีบุญเลย มีแต่บาปเต็มกระบะอนุสัยเลย ไม่มีบุญ ต้องมาศึกษาสร้างพลังงานบุญให้เกิด สร้างขึ้นเมื่อใดก็กำจัดกิเลสเมื่อนั้น กำจัดได้เมื่อนั้น อันไหนสร้างพลังงานมากำจัดกิเลสได้ก็เป็นการเสร็จผล กตญาณ ทำกิจญาณสำเร็จผล กำจัดกิเลสได้ก็ไม่มีบุญ อปุญญะ อาตมาอธิบายไม่ใช่สิ่งล้อเล่นเรื่อยเปื่อย หรือเพื่อแปลก เพื่อจะได้เป็นศิลปินมีอะไรแปลกๆสร้างให้คนสนใจ ไม่ใช่ ไม่ใช่ศิลเปรอะแบบนั้น อาตมาไม่ได้สร้างอะไรที่แปลกเพื่อให้คนมาสนใจ อาตมาไม่ใช่แบบนั้น ก็เลยไม่ค่อยมีคนมาสนใจ แต่อาตมาเป็นยอดศิลปิน อธิบายของเก่าแต่ขยายมุมเหลี่ยมให้เพิ่มขึ้น มันเป็นเครื่องมือที่คนเข้าใจผิดว่าเป็นความดี สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี มันไม่ใช่ บุญไม่ใช่สภาพปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี บุญนี้เป็นสภาพปรุงแต่งกรรมชั่ว กรรมฝ่ายชั่วของเราให้หมด อภิสังขารคือ สร้างให้เกิดพลังงานไปจัดการทำลายบาปอกุศล คือสภาพกรรมฝ่ายชั่วอกุศลเจตนา สร้างขึ้นมาเพื่อให้มันกำจัด ราคะ โทสะ โมหะของเรา อันที่สองท่านปยุตโตท่านก็ว่า อปุญญาภิสังขารคือ สังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือบาป อาตมาก็ชัดเจนว่า ท่านเข้าใจคำว่าบุญแตกต่างจากอาตมา ถ้าจะบอกว่าของอาตมาถูก ของท่านก็ผิด ถ้าบอกว่าของท่านถูก ของอาตมาก็ผิด อปุญญา นี้ มันคือไม่ใช่บุญไม่มีบุญ อปุญญะ ตรงๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร บุญหมด ผู้ที่อภิสังขาร กำจัด ราคะ โทสะ โมหะ หมดราคะก็อปุญญะ หมดโทสะก็อปุญญะ หมดโมหะก็อปุญญะ ก็ไม่ต้องใช้งานบุญอีกแล้ว ไม่ต้องใช้พลังงานนี้ไม่ต้องสร้างพลังอันนี้ จบเลิก จากนั้น อาเนญชา มีแต่สั่งสม ฐานของจิต ผู้ที่ ทำลายกิเลส ทำลายราคะ พลังงานราคะ โทสะ โมหะ ทำลายได้ก็ไปสู่ฐานอุเบกขา ฐานเฉยๆกลางๆ ไม่มีพลังงานชั่วพลังงานดี ไม่มีพลังงานดูดหรือผลัก ไม่มีพลังงานลบหรือบวก ก็จะเกิดอันนี้คืออาเนญชา ก็สั่งสมพลังงานนี้เรียกว่าสมาธิ ให้เกิดจิตอุเบกขา เป็นฐาน คือตั้งมั่นแข็งแรง อุเบกขา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ธาตุวิภังคสูตร มีคุณสมบัติ5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ที่เอาบาลีมาก็เพราะแปลต่างกัน 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690) ขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก คือหมดกิเลสแล้วแต่ยังทำงานอยู่ มีตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นคนยังไม่ตาย ก็มีสัมผัส รูปรสกลิ่นเสียง แม้สัมผัสเหตุปัจจัยที่เคยก่อเกิดกิเลส มันก็ไม่เกิดอีกแล้ว ปริโยทาตาคือ บริสุทธิ์อยู่เรื่อยๆ สั่งสมให้เป็นอเนญชา ให้เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ที่เอาบาลีมาก็เพราะแปลต่างกัน โดยมีสัมผัสอยู่เรื่อยๆ ก็ปริโยทาตาอยู่ ไม่ใช่ว่าอยู่นิ่งเฉย นั่งหลับตาสะกดจิต มีแต่หนีลูกเดียว ไม่มีการพัฒนาปริโยทาตา จึงเป็นคนอ่อนแอ สมกับที่แปลว่ามุทุว่า อ่อน สำหรับพวกไปนั่งหลับตาปฏิบัติ แต่อาตมาแปลมุทุว่า จิตหัวอ่อน คือจิตว่านอนสอนง่าย จิตที่อยู่ในภาวะตัวเราเองเป็นประธานควบคุมจิตเราได้ ควบคุมสายปัญญาให้แววไวที่จะรับรู้ เป็นโลกวิทู เป็นปฏิภาณไหวพริบที่เร็ว มุทุ หรือเจโต จิตของมันเองปรับให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ง่าย ที่จะทำงานอยู่กับโลกเขา มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 จึงทำงานอยู่กับโลกเขาอย่างเหมาะควรแก่การงาน เป็นประโยชน์อะไรที่ดี ไม่เป็นโทษเป็นภัย สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 จะมีการทำงาน กระทบกระแทกก็ยังคง ผุดผ่อง ปริโยทาตาเช่นเดิม จะมีความเลวร้ายอย่างไรในโลกมากระทบกระแทก ก็ยังปภัสสรา เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดกาล เป็นคุณสมบัติของจิตที่เรียกว่าฐานอุเบกขา เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาที่บริบูรณ์ ที่ได้ปฏิบัติ จากเวทนา2 เวทนา3 เวทนา5 เวทนา6 เวทนา18 เวทนา36 เวทนา108 เวทนา 36 ในปัจจุบัน 36 อดีต 36 อนาคต รวมเป็น 108 อนาคตสร้างไม่ได้ ต้องสร้างปัจจุบันและอดีตให้เป็น 2 แกนฐาน แข็งแรง สัญญาวิปลาส อวิชชา 8 มี 1. ความไม่รู้ในทุกข์ (ทุกเข อัญญาณัง) 2. ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย (ทุกขสมุทเย อัญญาณัง) 3. ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ (ทุกขนิโรเธ อัญญาณัง) 4. ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา 5. ความไม่รู้ในส่วนอดีต (ปุพพันเต อัญญาณัง) 6. ความไม่รู้ในส่วนอนาคต (อปรันเต อัญญาณัง) 7. ความไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต (ปุพพันตาปรันเต) 8. ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรม ว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ก็ยิ่งชัดเจนว่า ส่วนอดีต ข้อ 5 คือไม่เที่ยง ข้อที่ 6 อนาคตก็ไม่เที่ยง ส่วนข้อที่ 7 คือส่วนอนาคตและอดีต จบ เป็นการปฏิบัติแล้วจบ คนที่ยังไม่รู้ตัวจบของตัวเองคือตัวที่ 7 เพราะทำตัว 6 5 ยังไม่สมบูรณ์ แล้วทำอะไร ทำทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคให้สมบูรณ์ ให้เกิดนิโรธโดยสมบูรณ์ แล้วจะทำตรงไหน ก็ทำตรงที่ปฏิจจสมุปบาท ทำตั้งแต่เรียนรู้ สังขารต่างๆ สังขารต่างๆนั้นมีวิญญาณเป็นปัจจัย คนจะเรียนรู้วิชชา ต้องเรียนรู้สังขารเป็นการปรุงแต่งของพลังงาน เมื่อเรียนรู้ได้ก็จะมีอภิสังขาร คือเจริญขึ้นได้เรื่อยๆ สามารถสร้างพลังงานบุญได้ ก็ไปทำสังขารได้ คือไปจัดการพลังงาน ราคะ โทสะ โมหะได้ แล้วพลังงานที่ว่านี้ต่างๆคือวิญญาณ คือพลังงานธาตุรู้ ทำให้เป็นวิญญาณจริงๆ ญาณ แปลว่ารู้ ถ้าอัญญาณ แปลว่าไม่รู้ ถ้าวิญาณ ก็สะกดเป็น วิญญาณ ตัวนี้คือธาตุรู้ อัญญาณคือไม่รู้ แต่วิญญาณคือรู้ วิ คือวิเศษยิ่งรู้ยิ่ง ผู้ใดสามารถรู้หนึ่ง จากอวิชชาเป็นวิชชา จากสังขารมาเป็นอภิสังขาร วิญญาณก็เป็นวิญญาณแท้ ถ้าทำให้พลังงานบริสุทธิ์สะอาด ไม่มีสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง ก็ต้องมาเรียนรู้แยกวิญญาณ เพราะปุถุชนเป็นวิญญาณเก๊ ก็ต้องมาเรียนรู้อาการของวิญญาณ จะรู้วิญญาณได้ จะต้องใช้ การฝึกฝน อ่านจิต อ่านใจ จิตใจนี้เป็นธาตุรู้ ก็เรียกว่า ธรรมธาตุ ทรงในจิตเรา แยกเป็นธาตุ 1.เป็นนามธาตุ 2.เป็นรูปธาตุ แยกวิญญาณเป็นนามธาตุคือตัวรู้ธาตุรู้ จับตัวธาตุรู้มาฝึกฝน ให้รู้ตัวถูกรู้คือ Object ตัวเราเองเป็นตัวรู้เรียกว่า Subject แยกสองอย่างนี้ออกได้เรียกว่า แยกรูปแยกนาม ธรรมะที่ถูกแยกนี้ท่านเรียกว่ากายเป็นธรรมะ 2 จากอวิชชาเริ่มจะเป็นวิชชาก็มารู้สังขาร รู้สังขารก็รู้วิญญาณ รู้วิญญาณก็รู้รูปนาม แยกเป็นธรรมะสอง เมื่อเกิดธรรมะ 2 เรียนรู้กาย กายนี้มีทั้ง ภายนอกและภายในเป็นธรรมะ 2 คำว่า ธรรมะ 2 นี้สำคัญมาก ในพระไตรปิฎก ล.10 ข.60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ธรรมะ 2 นี้ท่านให้เรียนรู้ที่เวทนา เพราะเวลามันเป็นการสัมผัสก็จะเกิดเวทนา คนปฏิบัติธรรมต้องมีสัมผัส แล้วเกิดเวทนา ศาสนาพุทธนั้นผิดเพี้ยนไปไกล จนกระทั่ง ศาสนาพุทธมีเวทนาเป็นกรรมฐาน เป็นฐานะแห่งการปฏิบัติธรรม ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร ท่านว่า ...9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ถ้าไม่มีผัสสะแล้วจะไม่มีฐานให้ปฏิบัติธรรม มีผัสสะแล้วเกิดเวทนา เวทนาจึงเป็นกรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ ปฏิบัติเวทนาให้บรรลุ 108 บรรลุ จนกระทั่งเวทนา 36 เป็น 0 ในปัจจุบัน สัมผัสปั๊บก็จัดการอภิสังขารให้ 0 เป็นอุเบกขา กลางๆ ทุกปัจจุบันคุณทำได้เที่ยงแท้ จะมาเหลี่ยมไหนมุมไหนที่เคยเกิดกิเลส เคยเว้าแหว่ง เผลอไผล พลาดท่าเสียทีก็ไม่เหลือ ไม่พลาดท่าเสียที ไม่เกิดกิเลสวูบวาบเลย ทำทุกตัว อนาคตจะวิ่งมากี่ตัว พอถึงปัจจุบันก็จัดการให้ 0 ได้สำเร็จหมด พลังงานปัจจุบันนั้นศูนย์ได้เก่ง จนกระทั่งส่วนอดีตก็ 0 อนาคตมาอีกเมื่อไหร่ก็ 0 มาถึงปัจจุบันเมื่อไหร่ก็ 0 นั่นคืออวิชชาตัวที่ 7 คือส่วนอดีตและอนาคตเป็นศูนย์ อย่างเที่ยงแท้ คุณก็จบ แต่ถ้าคุณรู้แล้วว่าจะทำส่วนอดีตอย่างไรได้ส่วนบุญแต่ไม่เที่ยง บางทียังตกหล่นไม่แข็งแรงพอ ยังไม่แข็งแรงตราบใดก็ยังมีส่วนอดีตไม่สมบูรณ์ อนาคตก็ยังไม่สมบูรณ์ ข้อที่ 5 และ 6 คือส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ไม่เที่ยง ส่วนที่ข้อ 7 คือเที่ยง ทำให้กิเลสเป็นศูนย์ได้เที่ยงแท้
นึกถึงตัวเอง ชาตินี้มาอธิบายสัจธรรมที่ถูกต้องในยุคนี้ ที่ท่านได้ผิดเพี้ยนไปไกลมาก จนกระทั่งมาทำตำราการสอน ขออภัยท่านประยุทธ์ ที่ท่านเป็นภันเต เป็นสมเด็จ อาตมาเป็นพระกระจอก ก็ต้องขออภัย ขออนุญาต ที่จะกล่าวที่จะพูด บุญคือสภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี อันนี้แปลผิด ถ้าเป็นอาตมาแปลจะไม่แปลอย่างนี้ บุญคือสภาพปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ที่จะกำจัดราคะโทสะโมหะ คือสันดานที่ต้องถูกชำระ สันตานังปุนาติวิโสเทติ มีหน้าที่ชำระราคะ โทสะ โมหะในสันดานให้หมดจด วิโสเทติ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ปุนาติ แปลว่าการชำระ สันตานังปุนาติวิโสเทติ บุญคือการชำระกิเลสในสันดานให้สะอาดบริสุทธิ์ อภิสังขารคือสังขารปรุงแต่งกำจัดกรรมฝ่ายชั่ว จะเรียกว่า ความมุ่งหมายฝ่ายดีก็ถูกเพื่อกำจัดธรรมะฝ่ายชั่ว อปุญญาภิสังขาร ท่านแปลว่า สังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่ายดี คือฝ่ายชั่ว อันนี้แปลไม่เหมือนอาตมาเลย อาตมาแปลว่าเป็นการอภิสังขารที่ไม่เป็นบุญแล้ว เพราะถ้าจะทำกรรมใดก็เป็นกุศลกรรม เพราะได้กำจัดบาปไปตั้งแต่ ปุญญาภิสังขารไปแล้ว แต่มากหรือน้อยก็แล้วแต่จนกระทั่งหมดบาป หน้าที่ของบุญก็หมด จนหมดบาปอกุศลก็หมดบุญเลย ท่านซื่อสัตย์ตามภูมิของท่าน ที่ท่านแปลมา คนจะเข้าใจคำว่าบุญจึงได้ยาก เมื่อเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ ไม่เข้าใจชัดเจนในความเป็นอยู่ จึงเอาบุญไปใช้เป็นประโยชน์ไม่ได้ เมื่อเอาบุญไปใช้เป็นประโยชน์ไม่ได้ ศาสนาจึงได้ล้มเหลว ศาสนาไม่มีแล้วคำว่าบุญ สร้างพลังงานให้เป็นบุญไม่ได้ สร้างได้แต่กุศล เป็นพลังงานที่ไปสร้างกรรมฝ่ายดี ทั้งที่บุญคือพลังงานที่จะไปกำจัด พลังงานชั่วให้หมดไป โชคดีที่มีพยัญชนะยืนยันว่า เมื่อหมดบาปก็หมดบุญ คือปุญญปาปปริกขีโณ จึงหมดสิ้นบุญและบาป ผู้หมดบุญหมดบาปก็คือพระอรหันต์ แล้วมีหลักฐานยืนยันพระอรหันต์ที่ท่านได้ตรัส พระโมฆราช พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้เช่นกัน เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบาปและบุญ(ปุญญปาปปริกขีโณ) เป็นผู้ไม่มีอาสวะ...ฯลฯ (ล.32 ข.392)
ผู้ใดมีสัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติกำจัดกิเลส คือบุญ กำจัดกิเลสได้บางส่วน กิเลสนั้นยังไม่หมดส่วน เรียกว่ายังไม่หมดอาสวะ เป็นสาสวะ กำจัดได้เป็นส่วนๆ บุญทำหน้าที่กำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ กำจัดได้ทีละส่วนยังไม่สิ้นอาสวะ ก็เรียกว่าปุญญภาค หรือปุญญภาคิยา ยังกำจัดส่วนกิเลสไปได้เรื่อยๆ ไม่หมดสิ้นอาสวะ อนุสัย ได้ส่วนแห่งบุญ ภาษาไทยก็เรียกว่าได้ส่วนแห่งบุญ ภาษาที่เป็นโลกุตระบอกว่า ส่วนได้นี่แหละคือส่วนที่เราเสีย ส่วนที่เราเสียนี่แหละคือส่วนที่เราได้ ในหลวงได้ตรัสไว้นี่แหละคือภาษาโลกุตรธรรม อาตมาถึงบอกว่า ประเทศไทยมีพระโพธิสัตว์ ในหลวงตรัส คนจะไปว่าอะไรท่านไม่ได้หรอก ท่านตรัสเช่นนี้ จนตรัส ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แล้วท่านก็แหย่นักเศรษฐศาสตร์ เขาก็คงบอกว่าพูดอย่างนั้นได้อย่างไร ก็ต้องพูดอย่างนั้นเพราะมันเป็นอย่างนั้น อาตมาก็เห็นใจคนที่เข้าใจไม่ได้ เมืองไทยยังมีเชื้อโลกุตรธรรม ที่ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงงานมีพระจริยวัตรมีการกระทำ บริหารปกครองประเทศมา 70 พรรษา ก็ทรงงานเพื่อที่จะ ช่วยมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)เป็นนักประชาธิปไตยที่ทรงงานเพื่อประชาชน ถ้าใครศึกษาพฤติกรรมของในหลวงทุกพฤติกรรม แล้วทำตามพระองค์จริงๆ เมืองไทยเจริญแน่นอน ผู้บริหารข้าราชบริพารต่างๆ ก็พูด แต่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง ไม่มีความอุตสาหะวิริยะไม่มีใจจริง ไม่เหมือนน้ำพระทัยของในหลวง ในหลวงท่านทรงงานเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ได้พูดเพื่อเอาดีเด่นดังโก้แต่อย่างใด แต่เป็นสัจจะที่สุดยอด อย่างเช่นในหลวงรัชกาลที่ 9 สุดยอดในเมืองไทย ที่อาตมาหยิบมายืนยันในส่วนที่เป็นความชัดเจน หักมุม ของโลกียะ เอามาใช้เพื่อให้คน ฉุกใจสะดุดใจ แล้วเอาไปศึกษาติดตามว่าทำไมในหลวงเราต้องตรัสเช่นนั้น ที่เอามาออกอากาศในสถานีบุญนิยมของเราเป็นประจำทุกวัน วันหนึ่งหลายเที่ยว เพราะว่าเป็นจุดหักมุมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในความเป็นมนุษย์โลก มนุษย์โลกต้องมีความเข้าใจเช่นนี้ เช่น มีรัฐมนตรีของเกาหลีมาทูลถามว่าจะบริหารประเทศอย่างไรแบบไหน ท่านก็อธิบาย ว่า ประเทศเราเป็นประเทศเล็กๆ ท่านก็เลยบอกว่า ขอคำแนะนำว่าจะให้บริหารอย่างไร ท่านก็บอกว่า ถ้าจะแนะนำก็ได้ ว่าต้องทำแบบคนจน อาตมาว่า ถ้าอาตมาเป็นรัฐมนตรีเกาหลีคนนั้นเมื่อฟังแล้ว หูคงหักเลย ว่าท่านตรัสอะไร แบบคนจน แล้วท่านก็ขยายความว่า เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควรพออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง แปลความนี่ว่า ในหลวงทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ว่า ถ้าไปก้าวหน้าอย่างโลกเขาก็จะมีแต่ถอยหลัง อาตมาขออธิบายความด้วยตัวเอง มั่นใจว่าไม่ผิดที่ในหลวงทรงหมาย คือหมายความว่า ไปแย่งชิงความร่ำรวย ก้าวหน้าร่ำรวย ที่เป็นอุตสาหกรรมก้าวหน้า ท่านบอกว่าจะมีแต่ถอยหลัง แล้วถอยหลังอย่างน่ากลัว เพราะอุตสาหกรรมนั้นทำลายประเทศได้มาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทำอาวุธ อาวุธคือเครื่องประหารคน ประเทศไหนสร้างอาวุธคือประเทศที่บาป สร้างอาวุธได้เก่งเท่าไหร่คือบาปเท่านั้น สั่งได้เก่งไม่พอก็เอาไปขายราคาแพง ยิ่งจะบาปซ้ำซ้อน คนซื้อไปเอาไปประหัตประหารก็จะยิ่งบาปต่อไปสารพัดบาป ตอนนี้ประเทศที่กำลังตั้งอกตั้งใจสร้างแต่อาวุธพัฒนาอาวุธมากคือประเทศเกาหลีเหนือ ตอนนี้คือประเทศบาป ก็คอยดูว่าประเทศนี้จะลงเอยอย่างไร พูดตามประสาความรู้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความรวยนี้มันจูงดึงคน เมื่อสร้างอาวุธได้มีประสิทธิภาพก็ขายได้แพงขึ้นราคาได้แพง คนก็อยากได้เพราะเขาสร้างไม่ได้เอง สร้างไม่ได้เก่งเท่า ก็ต้องเอาไปเป็นเครื่องไม้เครื่องมือเขี้ยวเล็บของประเทศ ก็ต้องจำนนไปซื้อ ก็เลยรวยรวยรวย นี่คือความหมายที่ลึกซึ้ง เราไม่เอาอุตสาหกรรมก้าวหน้าแบบนั้น มันบาปกินหัว มีแต่บาปกับบาป เป็นความเลวร้ายของสังคม อาตมาไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายนะ อาตมามองโลกในแง่ดี ไม่อยากจะให้ไปเป็นคนชนิดอย่างที่พูดนั้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จึงได้ทรงตรัสทุกอย่างจากพระทัยของพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์สะอาด แล้วตรัสอย่างสบายๆ ถ้าว่าจริงแล้ว เหมือนไม่ไว้หน้าคน จะไปสร้างอุตสาหกรรมอย่างนั้นมันเสื่อม ก้าวหน้าอย่างนั้น มีแต่ถอยหลังอย่างน่ากลัว ไม่เอา อย่าไปคิดอ่านไปรวยแบบน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive