สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การนั่งหลับตานี้ จะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การนั่งหลับตานี้ จะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร การนั่งหลับตานี้ จะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ถ้ากิเลสของเรามี คนนั่งหลับตากิเลสของคุณก็ต้องมี แล้วคุณจะฆ่ากิเลสนั้นของคุณอย่างไร ในเมื่อตากระทบรูป นี่มะเขือเทศ ลูกโตสีสวย คุณก็เกิดกิเลสอย่างไรก็รู้ได้ หูได้ยินเสียงก็รู้ได้ อ่านกิเลสที่เราเกิด มีกามวิตก พยาบาทวิตก ก็รู้ว่ากิเลสมี ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่มีกิเลสแล้ว พระพุทธเจ้าลืมตากระทบทาง ตาหูจมูกลิ้นกาย ท่านก็ไม่มีกิเลส ทันที ที่ท่านรู้ตัวว่า ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านได้ปฏิบัติธรรมตรงไหน เมื่อท่านรู้ตัวว่า กิเลสของท่านดับหมดแล้ว เมื่อท่านตื่นจาก ลิงลมอมข้าวพอง พอท่านระลึกได้ว่า อาสวะเราหมดแล้ว แต่พอกระทบตาหูจมูกลิ้นกาย ท่านก็ไม่ต้องปฏิบัติอีกใช่ไหม ท่านก็ต้องรู้ว่า อาการกิเลสหมดคืออย่างไร อาการแบบนี้ ไม่มีใครไปบอกท่าน ท่านรู้ของท่าน ฉันใดกับอาตมาก็รู้เช่นนี้ ไม่มีใครบอกเหมือนกัน ตอนพระพุทธเจ้าเกิดมานั้น ไม่มีใครสอนท่านให้ปฏิบัติ ไม่มีทฤษฎีสัมมาอริยมรรค ถ้าพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ก็จะไม่มีทฤษฎีพุทธ ไม่มีใครสอนถูก มีแต่คนสอนผิด แม้แต่เรียกสัมมาอาริยะมรรค ก็เรียกผิดๆ เมื่อท่านรู้ว่า การปฏิบัติธรรม จะต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิตเป็น พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้อง ฟังอุเทสจากใคร ท่านก็รับรู้อาการ นิมิต กิเลสท่าน แต่ท่านกิเลสเป็นสูญ ว่างแล้ว แล้วใครสอนท่าน ? ที่ท่านรู้ว่า อาการจิตของท่านไม่มีกิเลส ยังไม่มีใครสอนถูกหรอก แม้อาตมาพูดถึง อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส อยู่ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 แท้ๆ อาตมาเกิดมาตั้งแต่ไม่บวช จนบวชมาป่านนี้ ยังไม่เคยได้ยิน อาจารย์สำนักไหน พูดเรื่อง อาการ ลิงค นิมิต อุเทส นี้เลย อ่านอาการกิเลสว่าเป็นอย่างไร ก็จำนิมิตนี้ไว้ ตอนหลัง
อ่านต่อ
อาการเกิดอีก อาการโกรธ อาการโลภเกิดอีก ก็กำหนดรู้ ว่าคืออาการอย่างไรได้ ระลึกดูว่า อาการอย่างนี้ เราเคยเกิดไหม แม้ไม่เคยเรียนศาสนา ก็พอรู้ได้ทั้งนั้น แต่ไม่เคยเรียน เพราะไม่ได้รู้ว่า ทฤษฎีพระพุทธเจ้าให้เรียนแบบนี้ เราเกิดมาระลึกตน ตรวจสอบว่า อาการโกรธ โลภ คืออย่างไร อาการโมหะ ปนเปแยกไม่ออกเป็นอย่างนี้ พอเราสัมผัส ก็จะกำหนดรู้อาการได้ อย่างเช่น เห็นมะเขือเทศนี้ รู้สึกชอบใจ ก็จะรู้ เห็นแล้วรู้สึกชัง ก็จะอ่านออก แล้วจะรู้ว่า อาการมันมีชอบชังปนในนั้น นี่คือกาม คือพยาบาท กามคือชอบ พยาบาทคือชัง นี่คือ กาม พยาบาท ในสังกัปปะ 7 ให้ตรวจในขณะที่ตากระทบรูป จิตจะเกิดอาการเรียกว่า ตักกะ แล้วเรามีวิจัยว่า มันมีกามมาปนในตักกะไหม ตักกะนี้ ไม่ใช่เป็นเชิงความนึกคิดเหตุผล ตักกะนี้ เป็นตักกะโดยปรมัตถ์ มันคือ จิตเจตสิกที่มันเกิดอาการจิต จิตเมื่อสัมผัสแล้วเกิดอาการ ผู้เรียนรู้มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็จะวิจัยเลยว่ามี กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก วิหิงสาวิตกคือชั้นใน ส่วนกาม พยาบาทคือชั้นนอก คุณอ่านได้ก็จัดการมัน มันคืออัตตา พอเอากามออกก็อนัตตา เอาพยาบาทออกหมดก็อนัตตา ก็เป็นอรหันต์จ้อยสิ แต่ว่ามันเป็นชั้นๆ ก็จัดการกาม พยาบาทก่อน หมดก็เป็นอนาคามี อนาคามีขึ้นไปก็อ่าน วิหิงสา ในรูปราคะ อรูปราคะ ภายใน
บารมีบางด้านหมดก็ได้ แต่จิตมีความสามารถมีพลัง ให้เกิดกายกรรม วจีกรรมในโลก แล้วต่างกันตามฐานะบารมี ในหลวงท่านก็มีบารมีของท่าน อาตมาก็มีบารมีของอาตมา โพธิสัตว์องค์อื่นๆ ก็มีบารมีตามฐานะแต่ละองค์ ถ้าจะบอกว่า คานธีจะมีบารมีทางด้าน ที่เขาทำงานกับมนุษย์ มันเป็นเชิงศาสนาหรือธรรมะเห็นชัด แต่จะบอกว่า ไอน์สไตน์ เป็นโพธิสัตว์ ทำงานแล้วจะบอกว่าเป็นธรรมะ คนไม่ค่อยรู้ คนไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยรู้เรื่อง ว่าไอน์สไตน์ เป็นโพธิสัตว์อย่างไร มันไม่ค่อยเห็น แต่ไอน์สไตน์ไม่ใช่คนมีอธรรม … ตั้งใจตรวจสอบประวัติไอน์สไตน์ ไม่ใช่คนที่มีอธรรม แม้แต่ที่แกรู้สึกไม่ชอบใจ แกก็เลิกก็ไปของแก เป็นธรรมดาสามัญ เห็นว่าอันนี้ไม่ดีก็ไม่ชอบ ภาษาบัญญัติว่าไม่ชอบ แต่ภาษาธรรมะไม่มีอาฆาตพยาบาททำร้ายทำลาย อ่านประวัติไอน์สไตน์สิ ว่ามีผูกพยาบาท ไม่ชอบหรือไม่เข้าท่า แกก็เลิกของแก แกไม่เคยไปทำร้าย สิ่งที่แกไม่ชอบเลยไม่มี อย่างนี้เป็นต้น ไอน์สไตน์ไม่มีพิษภัยกับใคร มีแต่คนแกล้งแก เพราะว่าไม่เอาใจใคร อิสระเสรี ไม่ค้อมหัวให้ใครง่ายๆ เพราะคนชอบประจบ คนที่ไม่ค้อมหัวให้ใคร ใครๆก็เลยไม่ค่อยชอบ ก็เลยมีคนชัง แล้วแกไม่ประจบประแจงใครด้วย
600116_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลืมตาได้ปัญญาหลับตาได้แค่สัญญา