สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน หลักฐานยืนยันอุตริมนุสธรรมของพ่อครู.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข9 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน หลักฐานยืนยันอุตริมนุสธรรมของพ่อครู เรากำลังพูดถึง อัมพัฏฐสูตรมาเป็นตัวตั้ง แล้วขยายไปถึงโลหิจสูตรที่กล่าวถึง ผู้บรรลุธรรมแล้วไม่ควรบอกใคร บอกใครแล้วถือว่าวิบากบาปไม่ควร เป็นความเห็นที่พระพุทธเจ้าเห็นว่ามันผิด อาตมาพยายามหยิบที่ชาวไทยเราไปยึดถือสิ่งที่เพี้ยนไป อย่างตัวอย่างโลหิจสูตร ผู้บรรลุแล้วไม่ควรบอกใคร ผู้ที่บอกใครว่าบรรลุก็แสดงว่าผู้นั้นไม่ได้บรรลุ ไปอย่างนี้เลย แล้วก็โอ้โห ลองอ่านสำนวน โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358) อาตมาว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน แรง สั้น ลัด คัด concise ชัดเจน ต้องแก้ไข อาตมาก็มาแก้ไขประเด็นพวกนี้ ที่มันขยายความอีก ถ้าขืนผู้บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ จะเอาปาราชิก หรือบาปเลย อาตมาว่า ผู้บรรลุแล้วไม่บอกใครก็เท่ากับไม่รู้ความจริงสิ เจ้าตัวไม่บอกแล้วใครจะไปรู้ เท่ากับว่าเป็นกำหนดว่าคนบรรลุแล้วบอกไม่ได้ ก็คือคนบรรลุจริงบอกไม่ได้ คนอื่นก็เลยต้องเดาเอา จึงเกิดพระอรหันต์แบบเดามาจนถึงทุกวันนี้ เดากันเละเลย เพราะอรหันต์จริงบอกไม่ได้ น่าสังเวชใจไหม ความคิดแบบนี้ มันก็เลยเกิดเดา เกิดคนขี้โกงซ้อน นักเสแสร้างปลอมแปลงเต๊ะท่าหลอกกันไป ยิ่งเข้าใจไปผิดว่าอรหันต์จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรใคร มันมีความเห็นเอียงโต่งไปทางหนีสังคม ไม่ทำงานไม่ทำประโยชน์ให้แก่ใครอะไรเงียบเฉย เข้าใจไปอย่างนั้นจนเป็นตัวอย่าง

อ่านต่อ

อย่างเช่นหลวงพ่อเกษมแห่งสุสานไตรลักษณ์ ขออภัยพูดอย่างวิชาการ ท่านเข้าใจผิดจริงๆแล้วท่านก็เชื่อว่าท่าน ท่านก็ทำแบบนั้นสำเร็จ คนก็ต้องนับถือบูชามากหลงนับถือกัน ไปนั่งเฝ้าท่านนั่งหลับตา ไม่พูดอะไร อยู่เป็นวันๆ คนก็มานับถือเพราะเข้าใจผิดว่าอรหันต์ต้องเป็นแบบนั้น มันก็เลยเสียหายหมดเลย ศาสนาพระพุทธเจ้า จึงไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นอะไรกับใครเลย กลายไปเป็นศาสนาเดียรถีย์ที่เข้าใจผิดหลงทางหมด อาตมาประกาศอรหันต์แต่คนไม่ตื่นเต้นเหมือนสายหลับตาประกาศ อาตมาประกาศอรหันต์ เขาหาว่าไม่ใช่ ตอนแรกไม่ได้ประกาศก็นึกว่าใช่ ไปประกาศเขาก็บอกว่าไม่ใช่เลย จริงๆแล้วอาตมาก็ไม่ได้อยากประกาศอะไร ไม่ได้อยากอวดอะไร อาตมาประกาศ พ.ศ.2558 แต่ก็รู้กันในนัยยะ มีคนมาถามเพื่ออยากรู้จากปากอาตมา เมื่อพ.ศ.58 อาตมาก็บอกกับคนสองคน คนหนึ่งเป็นศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม ตอนนี้อายุมากแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นน้องอาตมาเองคือขวัญดี ซึ่งตายไปแล้ว ดูเหมือนขวัญดีถามก่อน เขาเซ้าซี้ถาม อาตมาก็บอกว่าเป็น อ.แสง จันทร์งาม ถามที่สันติฯ อาตมาจำได้ อาตมากำลังฉันข้าวที่ศาลาเก่า ก็ถามหลายอย่าง อาตมาก็ไม่ได้บอกเท่าไหร่ เขาก็ว่าซักอย่างวิชาการครับ เพราะไม่มีใครประกาศโต้งๆ อาจารย์แสงก็รู้ว่าอาตมาเป็นอาจารย์ทางศาสนาพุทธเหมือนกัน อาตมาก็บอกได้ว่าใช่ เท่านั้นแหละ ตอนหลังมีคนไปถามอาจารย์แสง ว่าเคยได้ยินแบบนี้ไหม อาจารย์แกก็บอกว่าจำไม่ได้แล้ว มันก็เลยไม่ค่อยชัดเจน ก็เป็นวิบากอาตมา อาตมาอาศัยความจริงใจ ตอนนี้อธิบายทางสร้างสรรพิสูจน์ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาคนจนศาสนามักน้อยสันโดษ เป็นศาสนาที่เป็นไปตามวรรณะ 9 เป็นไปตามกถาวัตถุ 10 เป็นไปตามหลักธรรมวินัย 8 ประการ สิ่งเหล่านั้นมีตัวสำคัญที่ชัด หลายคำ ความจน เป็นต้น อัปปิจฉะ มักน้อยสันโดษใจพอ อปจยะ ไม่สะสม ไม่สะสมทรัพย์สินเงินทองและกองกิเลสแต่ยอดขยัน หลักฐานพวกนี้อาตมาทำงานมาเกือบ 50 ปีแล้ว ก็ได้ผู้คนมาจำนวนหนึ่ง ก็มั่นใจว่าเขาบรรลุความจริงอย่างที่เราทำมา อาตมาทำมาก็เข้าหลักเกณฑ์ ตามหลักสาราณียธรรม 6 เกิดจิตตามพุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283)

มีความระลึกถึงกัน ไม่ใช่รู้แต่เฉยๆไม่มีน้ำใจ และมีความรักกัน เคารพกัน ตามฐานะ สังคหะเป็นสากล ตอนนี้กำลังฮือฮากันมาก ช่วยเหลือเฟือฟายกัน เป็นเรื่องตัวกลางเลย เป็นตัวกลางของ พุทธพจน์ 7 สาราณียธรรม 6 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283)

จะเกิดสาราณิยธรรม 6 เพราะปฏิบัติธรรมถูกต้องตามสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า จะเกิดสภาวะตามพุทธพจน์ 7 นี่แหละ พิสูจน์ได้เลยจนกลายเป็นกลุ่มหมู่สังคม ชุมชนชาวอโศก ทุกวันนี้ก็เกิดขึ้นมา มันยากเย็น ตรงกันข้ามกับโลกียะที่เขาไม่รู้เรื่องแล้ว อาตมาก็นำขึ้นมา จนกระทั่งจำนนกันพอสมควร ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่แหละ อาตมาเอามาใช้เป็นหลักเลย อาตมาว่าใช้ได้ พวกเราปฏิบัติได้ก็เอาตามฉบับนี้แหละ หากจะเอาฉบับอื่นมาอาตมาก็ไม่ใช่นักศึกษาก็เลยไม่รู้ อาตมาก็เอาอันนี้ไม่งั้นวุ่นวายค้านแย้งกันไม่รู้จบ ข้อสำคัญคือคุณลักษณะของคนที่มาเป็นคนจนช่วยเหลือกันมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนที่มีความรู้ความสามารถมีประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น ไม่ไปเบียดเบียนใครไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เป็นคนจนอย่างนี้แหละ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เข้าใจซับซ้อนและยากเหมือนกัน แต่ว่ามันชัด ผู้มีปัญญาอธิบายจะเข้าใจ เราก็พยายามพิสูจน์กันไปเรื่อยๆ อาตมาว่าขนาดนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจได้ ต้องให้เป็นรูปธรรมสังคมกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ อาตมาก็ตั้งหลัก พูดเปรียบเทียบ จะต้องทำจนคนตาบอดเห็นได้หรือ เอา เอาให้คนตาบอดเห็นได้นี่แหละ ซึ่งก็พยายามทำไปๆ ก็เลยต้อง ที่จริงมันมี คุณประโยชน์แก่ตัวเอง อาตมาก็มีความสามารถมากขึ้น จะใช้คำว่าเก่งก็ได้ ทุกวันนี้อาตมาต้องดึงของเก่ามาด้วย มีของใหม่มาเรียนรู้เพิ่มเติมด้วย อาตมาไม่ได้ตกต่ำเลย จนอาตมานำมาใช้แล้วได้สูตรขยายอายุขัยอีก อาตมาก็ว่าเอ๊ มันน่าทดสอบพิสูจน์อาตมาว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์อันนี้มันไม่เลวนะ ก็ดู ตอนนี้ก็พยายามพากเพียร ต้องให้แข็งแรงทางรูปขันธ์ด้วยก็พอเป็นไป แต่นามขันธ์นั้นแน่นอนเจริญแน่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ซึ่งมันจะซ้อนว่า จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เป็นนามธรรม แต่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าศีลเป็นประธาน ก็เลยเหมือนย้อนแย้ง ว่าศีลเป็นนามธรรม เป็นข้อกำหนด บอกว่าศีลเป็นประธานก็ไม่ผิดทั้งคู่ จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวงก็ถูก ก็ศีลเป็นประธานด้วยและศีลมีอีกหลายอย่าง มีท่านลานศิลป์ก็คัดมาดีจังเลย เอามาเลย นี่ยังไม่มาถึงมืออาตมาเลย ที่นิยามเอาไว้ อาตมาสรุปเอง การมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากการศึกษาความเป็นมนุษย์มาเป็นคนกับสังคม ความเป็นมนุษย์กับความเป็นไปของมนุษย์ก็คือสังคมและอยู่กันอย่างดี ให้เป็นประโยชน์แก่กันและกัน อยู่กันอย่างเป็นสุขเป็นคุณค่าอย่างดีงาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มนุษย์เกิดมาก็ต้องตาย ถ้าตายแล้วมีวิบาก หากตายแล้วยังไม่รู้จักวิบากไปสร้างวิบากให้ตัวเองหมุนเวียนตกนรกขึ้นสวรรค์ สองอันนี้ นรกสวรรค์เป็นสมมุติไม่ใช่วิมุติ มันก็เลยยุ่งกันใหญ่เลย หากไปสร้างวิบากกันแล้ว แล้วเราก็ไม่จบ นี่คือความตรัสรู้ของพุทธเจ้าจริง หากเกิดดีได้แล้วก็จะดีคงที่ไม่มีช่วยอีก จนกระทั่งเลิกทำชั่วได้เลย กรรมนิยาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ในจิตนิยาม มนุษย์จะมี กรรมนิยาม กรรมมีความสำคัญทางศาสนาเทวนิยม = God ยิ่งใหญ่มาก แต่กรรมนี้เป็นเรื่องที่สัมผัสได้พิสูจน์ได้ เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ส่วน God เป็นเรื่องลึกลับที่สัมผัสไม่ได้ นิยาม God ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดดีที่สุดประเสริฐที่สุดก็ไม่ผิด แต่ความหมายของความประเสริฐของความดีเป็นพระผู้สร้างด้วย จะไม่ตรงกับของพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่นอกตัว ที่เกิดจาก อุตุนิยามพีชนิยามก็เป็นเรื่องภายนอก ถ้าหากไม่มีจิตนิยามเข้าไปร่วมสังเคราะห์ จนมีชีวะในระดับพีชะ ซึ่งมันจะเป็นนามธรรมขึ้นมา แต่ตัวรู้เป็น ISH มีประธาน คือ I แล้วมีด้านบวก h มีด้านลบ s พีชะก็มีแต่ตัวมันเอง ก็ทำหน้าที่เท่านี้ อาตมาก็ยังอธิบายไม่เก่ง พยายามขยายให้ลึกซึ้งเข้าไป จะให้มันเจริญหรือไม่ให้มันเจริญจะบอนไซมันเลยก็ได้ คือไม่ให้มันโต ทำมันอย่างนั้นเลย ใบเล็กนิดนึง เมื่อมีความรู้ก็เอามาให้เป็นประโยชน์คุณค่าแก่กันและกัน เกิดมาเป็นคนหากยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าท่านสามารถทำให้แตกสลายหมดตัวเราไปเลยได้ ก็เกิดเป็นธาตุอยู่ในโลกในจักรวาลนี้ เป็นธาตุดินน้ำไฟลมหรือจะเหลือเชื้อของพีชนิยามบ้างก็ไม่มีมาเป็นจิตนิยามได้ง่ายๆ อาตมาเทียบกับ H และ O คือ ไฮโดรเจนกับออกซิเจน เมื่อปรินิพพานแล้ว ไฮโดรเจนกับออกซิเจนก็แตกตัวจากน้ำ เลิกจากการเป็นธาตุน้ำไปแล้ว กว่าที่ไฮโดรเจนกับออกซิเจนจะรวมตัวกันเป็นธาตุน้ำได้อีก คนเก่งๆก็ทำได้ แต่ก็แล้วแต่เถอะ แต่ถ้าปกติธรรมชาติมันไม่ง่าย ถ้าแตกธาตุน้ำเป็นแก๊ส ส่วนพระพุทธเจ้าสมณโคดมเปรียบเหมือนพวงมะม่วง ถูกตัดออกจากขั้วแล้ว ตกลงแตกกระจายแล้วไม่รวมกันเป็นพวงอย่างเก่าอีก มันอาจเหลือที่พวงบ้างไม่หลุดไปหมด แต่ก็มีอันที่แตกกระจายทิ้งไปหมดก็เหลือติดอยู่บ้างรวมเป็นพวงอีกไม่ได้ พระสมณโคดมก็เปรียบเทียบอย่างนั้นแต่อาตมาเปรียบเทียบกับธาตุน้ำ แยกเป็น H กับ O ถ้าหากเข้าใจแล้วก็ไม่มีปัญหา สิ่งต่างๆพวกนี้พวกเราเข้าใจลึกซึ้งได้ ฟังแล้วก็รู้สึกว่าพวกเราเข้าใจ อาตมาอธิบายอย่างนี้หลายคนก็อาจจะคิดขัดแย้งจนกระทั่งออกไปจากหมู่กลุ่มได้ เป็นธรรมชาติ เขาก็เลือกเชื่อตัวเอง อาตมาไม่ได้ต้องการคนมานับถือเป็นบริวาร อาตมาตั้งใจแสดงความจริงยืนยันความจริงอันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าสอนมา อาจมีเหตุปัจจัยที่ต่างกันไปแต่หลักการก็ยังเหมือนกัน อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น โชคดีที่มีพระไตรปิฎก คนก็มายอมรับนับถือประมาณหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าท่านมีบารมี คนจะเกิดมาเจอพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ธรรมดา จะมีบารมีที่ไม่มีข้อต่อรองอะไรเลย เป็นเรื่องซับซ้อนที่อธิบายได้ยาก เป็นเรื่องซับซ้อนเป็นอจินไตยในฌานวิสัยและกรรมวิบาก พวกเราศึกษาแล้วจะเข้าใจความเป็นจริงเช่นนี้ อาตมามาพูด แม้จะเรื่องฌานวิสัย ก็พยายามขยายความคำว่า ฌาน นี้เสียก่อน 610725_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จรณะ15 มีฌานกับศีลที่เป็นปรมัตถ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน