สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ฌานกับสมาธิต้องมีศีลเป็นกรอบ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข9 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ฌานกับสมาธิต้องมีศีลเป็นกรอบ ศีลเป็นเบื้องต้น ศีลเป็นที่ตั้ง ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งคุณงามความดีทั้งหลาย และเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง บุคคลใดชำระศีลให้บริสุทธิ์แล้ว จะเป็นเหตุให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน ฌาน เกิดได้ต้องมีศีลเป็นประธาน ฌานเป็นพลังงาน เรียกโดยบาลีว่าอุณหธาตุ เรียกด้วยภาษาไทยว่าไฟ ร้อน เผาละลายได้ ทำให้ละลายสูญหายได้ ทำให้ ราคะ โทสะ โมหะ ละลายสูญหายไปได้ มันมีลักษณะเป็นไฟ ผู้ใดสร้างพลังงานจิตของเราให้เกิดเป็นพลังงาน ฌาน คุณจะสร้าง ฌาน ฌานนั้น จะมีกรอบว่า ศีลข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าไม่เบียดเบียน มีใจกรุณาเอ็นดู หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง สัตว์โลกเกิดมาแล้ว ได้เป็นจิตนิยามยิ่งน่าสงสาร ยิ่งเป็นสัตว์ชั้นต้น เราเหนือกว่าเขาก็ฆ่าเขาได้ แต่มันมีวิบาก อาตมาเชื่อในกรรมวิบาก จิตนิยามมันมีกรรมวิบาก สัตว์ชั้นต่ำมันยิ่งไม่รู้มันจะยิ่งผูกพยาบาทเก่งมาก จริงๆแล้ว นี่นะ สัตว์ชั้นต่ำ พยาบาทเก่งกว่ารัก สัตว์ชั้นต่ำมันจะทำลายมากกว่าดูดเอามาเป็นตัวมัน มันยังไม่รู้เท่าไหร่ที่จะดึงดูดอะไรมาเป็นตัวมัน แต่ตัวมัน มันรักตัวมันเป็นตัวกูของกูยิ่งกว่าใคร มันมีความพยาบาทที่หนักกว่า สัตว์ชั้นต่ำมีความพยาบาทสูงกว่ารัก ความเป็นคนนี้ กลายเป็นรักสูงกว่าพยาบาท แต่คนชั้นต่ำก็มีความพยาบาทสูงกว่ารัก เพราะฉะนั้นคนชั้นต่ำจะเก่งทางฆ่า พอเจริญขึ้นมา ก็ไม่เอาฆ่า คนจะมีน้ำใจรัก อยู่ด้วยกันอบอุ่นช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคุณค่าต่อกันและกัน มันจะสูงขึ้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว คนต้องสร้างพลังงานนามธรรมที่เป็นฌาน มีประสิทธิภาพที่ยิ่งใหญ่มาก เมื่อฌานสลายกิเลส ราคะ โทสะ มีหน้าที่เดียว ฌาน หน้าที่ของฌาน ฌานมีอะไรเป็นอาหาร มีราคะโทสะโมหะเป็นอ

อ่านต่อ

าหาร เจอ 3 อย่างนี้ไม่ได้เจอเป็นเอาเลย คุณสร้างฌานได้ สลายไฟราคะโทสะโมหะได้ เรียกชื่อเต็มๆว่า บุญ หรือปุญญะ เป็นพลังงานที่มีธาตุรู้ อัญญะ กับตัวทำงาน ป คือ ปุญญะ ส่วนฌาน เป็น ฌ มาจากธาตุรู้เหมือนกันแต่ยังไม่ใช่ธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ จาก จ ฉ ช ฌ ญ การสั่งสม จ ฉ (6) ช ก็เป็นสามเส้าแล้วสั่งสมลงที่ ฌ แล้วมาตัว ญ เป็นธาตุรู้ ฌ คือเจโต ญ คือปัญญา ฌ คือ static ญ คือ dynamic ฌานก็คือตัวบทบาท เมื่อจะทำงานมันเป็น Dynamic สลายกิเลส เพราะฉะนั้นนามธรรมที่คนสามารถสร้างพลังงานให้เป็นฌาน แล้วเป็นบุญ คือสำเร็จผลฌาน จิตก็คือมีกิเลส เอากิเลสออกจิตก็สะอาดๆ คนมีกิเลสมีอวิชชามาก่อนเป็นพะเรอเกวียนมามากมาย สะสมตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานมาจนเป็นสัตว์ล้านๆเซลล์ เราก็มาสร้างพลังงานนี้ ล้างกิเลส แล้วคุณไปล้างสิ่งที่ตกผลึกเป็นอดีตไม่ได้ คุณต้องล้างอันใหม่เท่านั้น ทุกปัจจุบันเป็นการทำงานสำเร็จ อนาคตยังมาไม่ถึง อดีตเสร็จแล้วไปแก้ไขไม่ได้ การปฏิบัติพลังงานทางจิต ต้องทำปัจจุบันเท่านั้นเรียกว่า ทิฏฐิ ปัจจุบันนิดเดียว กรรมกิริยาก็ในปัจจุบันนั้นอย่างเร็วเสร็จเลย มันจะต่อเนื่องต่อไป ในปัจจุบันนี้ เป็นสายโซ่เป็นปฏิจจสมุปบาทเป็นอิทัปปัจจยตา เป็นปัจจยาการเหตุปัจจัยแก่กันและกัน เลิกติดช่วงนี้แล้วก็จบทุกปัจจุบัน ปัจจุบันที่ทำงานร่วมกันเป็นโดมิโนจนจบหมด หรือวงวน ทนอยู่กับปัจจุบันถ้ามันสมดุลก็เป็นตัวกลาง แต่ปัจจุบันจะต้องให้ก้าวหน้านั้นจะต้องมีตัวที่แตกออก ขยายเพิ่มขึ้นไปมีทศนิยม มีพลังงานเพิ่มขึ้นอีก จะเรียกมวล ก็ยาก เรียกภาษาวิทยาศาสตร์ระหว่าง quantum กับ photon อาตมาก็ถนัดที่จะใช้ quantum เป็น static ส่วน photonเป็นไดนามิก จะใช้สลับกันก็ได้ระหว่าง 2 อันนี้ เมื่อมีสภาวะแล้วจะใช้พยัญชนะสลับกันก็ได้ สั่งสม แกน static เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีแกน dynamic เป็น ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แล้วรวมกันเป็นวจีสังขาร ที่จะออกไปเป็นกายกรรมวจีกรรมก็อยู่ที่ประธาน สังกัปปะ 7 นี้จึงสำคัญที่สุดในการปฏิบัติฌาน ฌานก็คือสังกัปปะ 7 นี้แหละ ถ้าคุณสร้างพลังงานขึ้นมาได้ พลังงานสังกัปปะ 7 คือพลังงานที่มีฤทธิ์จะสลายกิเลสได้ แค่ 5 6 นี้ทำลายไม่ได้ ต้อง 7 ทำลายกิเลสได้สำเร็จ มันมีฤทธิ์เพียงพอเลย ถ้า 7 8 9 ก็เต็ม สามเส้า ใช้ตัวเลขบวกลบคูณหารแทนพลังงานที่มันเกิดตามหน้าที่ จะเป็นหน้าที่บวกลบอะไร สรุปแล้วกรอบที่คุณทำ คุณทำให้เข้าใจเถอะ ถ้าคุณเข้าใจดีแล้ว คุณก็จะเข้าใจรายละเอียด ที่มันซ้อนได้ชัดเจนเพิ่มขึ้น คุณก็จะทำอันต่อไปได้ง่ายขึ้นๆ เพราะจะมีทฤษฎีแบบแผนที่มีโครงสร้างชัดเจน แค่เหตุปัจจัยว่า เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ หรือเราเกี่ยวข้องกับของ ในประเด็นที่ว่าจิตของเราอย่าไปทำร้ายเขา ถ้าเป็นของเราก็อย่าไปเอาของเขามา เกี่ยวกับสัตว์มันมีพลังงานทางรับ เกี่ยวกับของมันเป็นพลังงานเอามาหาตัวกู แล้วเกิดสำคัญที่ข้อ 3 เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกายในการสัมผัส มันก็จะเกิดผล เกิดเป็นเหตุที่จะเกิดเป็นผล ให้รู้ชอบรู้ชัง ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ดูดหรือผลัก มันก็จะเป็นเรื่อง ไปสัมพันธ์กับสัตว์สัมพันธ์กับของ ซับซ้อน นี่เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่มากเลย ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นความตรัสรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่มากเลย กว่าวิทยาศาสตร์ทางวัตถุที่เขายังไปไม่ถึง ที่ไปไม่ถึงเพราะเขาไม่สามารถแยกธรรมะ 2 แล้วทำให้ธรรมะ 2 เป็น 1ได้ จึงเป็นลัทธิเทว เทวะแปลว่า 2 ส่วนอเทวะนี้ ไม่เป็นสองแล้ว แต่คุณก็ทิ้ง 2 ไม่ได้เพราะเป็นชีวะจะต้องมีรูปนามและจะต้องมี I เป็น ISH หากไม่มีประธานขึ้นมาเป็นตัวกูของกู ตั้งแต่พีชะ ก็มีประธานแล้วแต่ไม่วิจิตรพิสดารเท่ากับจิตนิยาม เพราะฉะนั้นประธานตัวที่เป็นนามธรรม คือจิตวิญญาณ กับตัวศีลที่เป็นประธานไม่สับสนใช่ไหม เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ก็ไม่มีจิตอกุศลไม่มีจิตไปทำร้าย ถ้ารักกับสัตว์ จะมาหาศีลข้อที่ 2 ไม่ใช่ของแต่เอาสัตว์มาเป็นตัวเรา แล้วสัตว์มันมีวิบากของมัน มันไม่รู้แล้ว เราเป็นคน บางทีเราก็จะเป็นคนมีวิบากร้ายกว่าสัตว์ รุนแรงกว่าสัตว์ จัดจ้านกว่าสัตว์ สัตว์บางทีมันก็รุนแรงกว่าคนจัดจ้านกว่าคน ยกตัวอย่างคนไปเลี้ยงเสือ เสือก็เป็นสัตว์ มันไม่รู้ คนก็พยายามไป ตะล่อมให้ใจมันรักเราเรารักมันมันรักเรา มันก็อยู่ด้วยกันได้ไปดี สักวันหนึ่งมันเกิดเป็นตัวมันขึ้นมามันไม่รักเราแล้ว ดีไม่ดี มาทำกูขนาดนั้นมันทนไม่ได้ ก็ขย้ำจนตาย ก็มีมาแล้ว ถึงบอกว่าอย่าไปเล่นกับมันอย่าไปผูกพันกับมัน อย่าไปมีวิบาก วิบากที่จะไปเกี่ยวข้องกับสัตว์นั้นมีอีกเยอะ หรือแม้แต่จะเป็นคนก็มีวิบากกับคน บางคนจะเป็นคนที่มีปัญญาคุณก็ไปสร้างวิบากกับคนอีกเยอะแยะ ทั้งการทำร้ายกันและรักกัน กับคนนี้ก็มีอีกตั้งเท่าไหร่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณอย่าไปยุ่งกับสัตว์ ถ้ามันเป็นสัตว์ก็ตัดวิบากจากมันไปก่อนเลย คุณจะได้มีภูมิคุ้มกัน จะได้มีพลังงานกุศล พลังงานที่สะสมได้เรียกว่ากุศลเป็นพลังงานดี เป็นพลังงานที่เป็นเขื่อนเป็นกำแพงกั้น ไม่ให้ตัววิบากบาปที่จะมาทำร้ายเราเข้ามาถึง วิบากกุศลมันก็วิ่งหาเราเหมือนกัน แต่มันจะไม่ร้ายเท่ากับวิบากบาปอกุศล มันตามทำร้ายเรา วิบากอกุศลนั้นน่ากลัว บุญไม่มีวิบาก นี่ก็ยาก ยากขออภัย ชมตัวเองให้ฟังถ้าไม่มีอาตมาเกิดในยุคนี้ ไม่มีใครเข้าใจว่าบุญกับกุศลต่างกัน แม้แต่เรื่อง กาย แม้แต่เรื่อง สมาธิ แม้แต่เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เถอะ ที่จะมาจำแนกอธิบายให้เข้าใจกัน เอาไปใช้งานได้ครบถ้วน มันไม่ง่าย เพราะฉะนั้น สรุปลงไปอีกที คุณต้องสร้างพลังงานฌาน จากศีลข้อใดข้อหนึ่งที่คุณทำได้ ยังทำไม่คล่องก็ต้องฝึก ฝึกจนสามารถทำได้เป็นอัตโนมัติ จนกระทั่งเป็นเองเรียกว่าตถตา เราไม่ต้องทำมันก็เดินของมันเองตามเหตุปัจจัย คุณก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมันแล้วมันก็ได้สั่งสมเป็นอัตโนมัติช่วยเราได้ ศีลข้อที่ 1 ได้แล้ว ก็ขยายต่อ ในศีล 26 ข้อจุลศีลไล่ไป จากศีลข้อ 1 2 ก็ยังยาก ศีลข้อ 3 นี้ต้องขยายความถึง 6 ทวาร มันก็เกี่ยวข้องกับของกับพืชก็ยังง่าย ศีลข้อ 1 ก็ยากกว่า ถ้าหากปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิให้ดี ปฏิบัติไม่ถึง 26 ข้อก็เป็นอรหันต์ได้ ยืนยันเลย อาตมาขอยืนยัน ว่าต้องเอาศีลเป็นตัวตั้งเป็นตัวกำหนดให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีศีลเป็นตัวกำหนด การไปนั่งหลับตาปิดทวารทั้ง 5 มันได้ปิดประตูของศาสนาพุทธเลย คุณปิดเลยแล้วตอกหัวกระโหลกไขว้ใส่ประตูเลย พูดมาจะ 50 ปีแล้วนะ หยุดทำแบบนั่งหลับตาเสียที ไม่มีใครกล้าฟันธงอย่างอาตมาหรอก หลับตาก็มีประโยชน์ที่จะได้พักผ่อน จะได้ศึกษาจิตในจิต จะได้เตวิชโช ส่วนอีกอันที่จะเอามาใช้เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเสวนาปาฏิหาริย์นั้น ตีทิ้งเลย จิตมันก็เป็นจริง คุณอยากจะเล่นฤทธิ์เดชก็ไปหาทางสายฤทธิ์เดชทางโน้น ก็เป็นลูกศิษย์ของฤาษีคันธารี มาลิกา อาตมาไม่เอาแล้วแต่ก็มีเชื้อไปเล่นทางไสยศาสตร์อยู่ตอนแรก เท่าที่มีวิบาก ลิงลมอมข้าวพองก็รู้แล้วว่าเสียเวลา ขนาดนั้นทำมาทุกวันนี้ อาตมาเล่นไสยศาสตร์ตั้งแต่เป็นฆราวาสจนอายุ 36 เล่นอยู่ 8 ปี จึงพอรู้เรื่องว่ามันเป็นอย่างไร เราเข้าใจไสยศาสตร์เหนือกว่าเขาด้วย ไสยศาสตร์นั้นเป็นความมืดมัวไม่เข้าใจกระจ่าง พอเราเรียนพุทธศาสนาจึงรู้ชัดในไสยศาสตร์ด้วย เราเป็นเหตุปัจจัยของอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม

ถ้าจะเรียนรู้ให้ได้ผลตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์แล้วจึงต้องมีความรู้ ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นไตรสิกขา ที่ได้สัดส่วนสมบูรณ์แบบ แล้วคุณก็จะได้ผลตามมาลำดับอันดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่ไปได้ 1 แล้วได้ 8 ไปด้วย 9 แล้วมาเอา 3 อีก คุณก็ฟันหลออยู่อย่างนั้นตลอด ต้องทำอย่างเรียงลำดับอย่างได้สัดส่วนให้ดี อาอู๊ดว่า เหมือนกับจาก 1 จึงเป็นเรา รวมเราเขาเข้าเป็นหนึ่งเหมือนกับศีลข้อเดียวก็เหมือนกับได้ทั้งหมด พ่อครูว่า.. One For All All for one เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในเกวัฏสูตร ในอิทธิวิธญาณ ทำหนึ่งให้เป็นมากทำมากให้เป็นหนึ่ง สลับไปสลับมา ธรรมะพุทธเจ้าก็จะเกิดผลทำให้เป็นสุข ความสุขก็เป็นขอยืมภาษาเข้ามาใช้ สุขที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องของ โลกีย์ ยืมภาษาโลกีย์มาใช้เท่านั้นเอง บางทีก็ใช้คำว่าวูปสโมสุข หรือโลกุตรสุขหรือปรมังสุขัง มันยิ่งกว่าสุข แต่เขาแปลว่าสุขอย่างยิ่ง ถ้าหากเข้าใจสภาวะแล้วก็ไม่สงสัยอะไร ใช้พยัญชนะมาสื่อสภาวะ มันเหนือชั้นกว่ากัน เราบอกว่าเราเป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ มันก็เป็นเพียงใช้ภาษาเท่านั้น พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าให้ทำสภาวะจิตที่เป็นฌาน มันจะมี ปัสสัมภยังกายสังขารัง มันจะสงบลงด้วยการสงบ แต่ไม่ใช่ร่างกายหยุด แต่พลังงานของรูปนาม 2 อย่างทำงานร่วมกัน เราก็เอาตัวพลังงาน ที่อยู่ข้างนอก เกี่ยวข้องกับข้างนอกเกี่ยวกับจิต จิตมันก็สงบ ยิ่งสงบยิ่งเร็วยิ่งคล่อง ยิ่งสงบยิ่งทำงานได้ปราดเปรียว เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่สงบมันก็หยุด หยุดอะไร หยุดในร่างกายหยุดการเคลื่อนไหว กายไม่เคลื่อน วจีไม่พูดมโนก็หยุดคิด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) อย่างนี้ไม่ใช่ของพุทธ ฌาน ให้ระงับกายสังขาร จิตสังขาร กายนั้นเอาที่อกุศลจิตออก ดับ กายก็แคล่วคล่อง กายวิเวก กายคล่องแคล่วเป็นพลังงาน วิเวก ไม่ใช่พลังงานตัวที่ 1 เป็นพลังงานตัวที่ 4 ของเศษวรรค ย ร ล ว วิ มีสระ อิ ตัว เวก เป็นตัวที่ 7 อะ อา อิ อี อู เอ เป็นต้น มีสภาวะทั้ง 2 อัน คือ ทั้งวิ และ เวก สงบ ก็ทำให้สงบทางกายทางจิต จิตวิเวก กายวิเวก จิตวิเวกยิ่งไว สงบ มีอาการที่ท่านบอกว่าเป็นจิตสังขารัง อภิปโมทยังจิตตัง อภิ กับ ปโมทยะ คือชื่นชอบใจ นี่ท่านสรุปเอาไว้ ทำฌาน อย่างในอานาปานสติสูตรขยายไว้ ผู้ใดทำได้ตามนี้ เพียงอาศัยไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ไม่ใช่เหี่ยวแห้ง แต่เป็นจิตร่าเริงเบิกบาน เราต้องเข้าใจสภาวะฐานที่ตั้งที่อาศัย คือจิตที่เป็นอโศก มีแต่จิตอภิปโมทยังจิตตัง พวกเรานี้จิตอโศก แต่มีจิต อภิปโมทยังจิตตัง ไว้อาศัย คนนี้ที่ควบคุม อภิปโมทยังจิตตัง จะทำให้จิตใจมันโลดแล่นไปสนุกได้ แต่เราทำให้มันสูญได้ ทำให้สูญได้แต่อาศัยทำให้มันสบายใน อภิปโมทยังจิตตัง ให้ร่าเริง กว่าจะซับซ้อนฝึกตนให้มี อภิปโมทยังจิตตัง ต้องทำให้ได้ก่อนไม่ร่าซ่า ร่าซ่าไม่เอาจัดจ้าน แต่ต้องร่าเริงเบิกบานนิดๆหน่อยๆ ดึงไว้ แรงอย่างนั้นไม่เอา เอาหา 0 หากได้ 0 แล้วอนุโลมให้ได้อาศัยนิดหน่อย เราควบคุมอันที่แรงได้แล้วจึงอยู่ที่ลหุตา มันแรงแต่เราควบคุมให้เบาได้ จึงจบที่ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ที่จะออกเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ อีก รวมเป็น วิการรูป 5 วิการ คืองานอันยิ่ง คือพฤติกรรมของนามธรรมเป็นพลังงาน งานที่มันเป็น ลหุ ตัวมันเองมุทุ พลังงานที่ทำเป็น กัมมัญญตา ก็ออกเป็นกายวิญญัติ วจีกรรม ถ้าอยู่ข้างในเรียกว่า วจีวิญญัติ ผู้ที่จะส่งออกมา เราไม่ส่งออกมาทั้งหมดที่เราสามารถ ถ้าเรามีทุนอยู่ 100 เราส่งออกไปเพียง 50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์กายวิญญัติ ถ้ายิ่งไม่เก่งก็แค่ 50% ก็เหลือกินแล้ว ใครบอกว่าเราไม่เก่งก็ไม่เป็นไร เพราะคนที่อวดเก่งนั้นตายอย่างเขียดเยอะแล้ว สุดท้ายต้องไปเข้าเฝือกต้องไปต่อกระดูกอีกนาน สรุป ฌานคือพลังงานที่เราต้องทำตามกรอบของศีล กำจัดกิเลสเสร็จได้เป็นบุญ ฌานกับบุญ ทำงานเสร็จก็หายไปเหมือนกับระเบิดไฮโดรเจน ระเบิดเสร็จแล้วก็ไม่มีชิ้นเหลือที่ไหนแล้ว พลังงานไม่เหลือไม่มีเศษส่วนสะเก็ด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูเน้นเรื่องศีล กับฌาน ต้องมีศีลเป็นตัวตั้ง แต่ก่อนเราเห็นยุงก็ตบเลย แต่พอเราปฏิบัติศีลเราก็ไม่ตบมัน และมีเมตตาอยู่ในจิต เราไม่เกิดความรำคาญ ศีลนั้นเป็นตัวตนในการทำลายกิเลสที่เกิดกับสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต 610725_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จรณะ15 มีฌานกับศีลที่เป็นปรมัตถ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน