ระบอบการบริหารประเทศในโลก 9 แบบ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ระบอบการบริหารประเทศในโลก 9 แบบ มาเข้าสู่ระบอบการบริหาร 9 ข้อ ระบอบบริหารประเทศที่โลกมีกัน 1. สมบูรณาญาสิทธิราช เต็มรูปคือเผด็จการ 2. ประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ ขาเดียว เช่นสหรัฐอเมริกา 3. คอมมูนิสต์ สืบสันตติวงศ์ 4. ประชาธิปไตย ที่เริ่มมีปัญญา แต่ยังขาเดียว 5. ประชาธิปไตย มีปัญญาเริ่มเข้าข่ายโลกุตระและเข้าใจ ประชาธิปไตย 2 ขา 6. คอมมูนิสต์ ที่กำลังผนวกประชาธิปไตย แต่ยังขาเดียว 7. ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เจริญโลกุตระตามลำดับ 8. คอมมูนิสต์ ที่มีการเลือกตั้ง ปรับตัวเป็น “ประชาธิปไตยคอมมูน” (คือมีทั้งประชาธิปไตย + คอมมูน) ข้อดียังไม่มีในสังคมโลก แต่ต่อไปเขาจะมี 9. ประชาธิปไตยที่เป็นคอมมูน พร้อม “ภาวะ 2” คือ “ราชประชาสมาสัย” ที่สัมบูรณ์ เป็น “สาราณียธรรม 6” ชัดเจนถึงที่สุดแห่ง “บุญนิยม” นั่นคือ เป็น “สังคมสาธารณโภคี” ที่มี “กายปาคุญญตา” และ “จิตปาคุญญตา” เจริญทั้ง “กาย” และ “จิต” สัมบูรณ์
พวกทุนนิยมสามานย์ที่เป็นประชาธิปไตย ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างเช่น อเมริกา เป็นต้น และมีประเทศทางยุโรปอีกหลายประเทศ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาก็เข้าใจกันมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว อาตมารู้จักพระพุทธเจ้าประชาธิปไตยของอาตมาจึงแบบพระพุทธเจ้าไม่ใช่แบบโลก ไม่ใช่โลกียแต่เป็นโลกุตรธรรม มันจึงยาก จะยากอย่างไรแต่อาตมาก็สู้ๆ พวกเราชาวอโศกชาวไทยนี่แหละเข้าใจแล้วก็ช่วยอาตมาด้วย พยายามเป็นมวล อยู่ศึกษาด้วยกัน แล้วก็ทำตัวเองให้บรรลุโลกุตระแล้วก็จะเป็นประชาธิปไตยโลกุตระกันไป ประชาธิปไตยตั้งแต่ข้อ 7 ถึงข้อ 9 เป็นประชาธิปไตยบุญนิยม 3 ข้อนี้คือประชาธิปไตยบุญนิยม เดี๋ยวจะขยายประชาธิปไตยบุญนิยมเพิ่มขึ้น ข้อที่ 8 คอมมิวนิสต์ที่มีการเลือกตั้ง ฟังดูแล้วตลกดี ผนวก ประชาธิปไตย แต่จริงๆแล้วลัก
อ่านต่อ
ษณะ คอมมูน คือเป็นลักษณะองค์รวม ประชาชนอยู่ร่วมกัน ถ้าอยู่ร่วมกันอย่างมีพุทธพจน์ 7 มีคุณธรรมของจริงมีหัวเจาะ 7 หัวเจาะ ก็จะเป็นคนที่มีคุณสมบัติมีคุณธรรมถึงขั้นโลกุตระเป็นคุณวิเศษ เป็นสังคมอาริยะเจริญไป ส่วนข้อที่ 9 เป็นประชาธิปไตยที่เป็นคอมมูน ซึ่งมีคำว่าราชประชาสมาสัย เป็นศัพท์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 บัญญัติ มีราชประชาสมาสัย มีสาราณียธรรม 6 เป็น “สังคมสาธารณโภคี” ที่มี “กายปาคุญญตา” และ “จิตปาคุญญตา” เจริญทั้ง “กาย” และ “จิต” สัมบูรณ์ ปาคุญญตา แปลว่า แคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียว ไม่หนืดไม่อืดไม่เฉื่อย แต่คล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว บุคลิกคล้ายๆกับนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา นี่แหละ คล่องแคล่วแต่มีสัดส่วนมีจังหวะ
ประชาธิปไตยบุญนิยม หรือข้อที่ 7 8 9 คำว่า ประชาธิปไตย คนก็เข้าใจไปตาม Concept ต่างๆ แต่คำว่าบุญนิยมคำนี้ คนจะเล่นลิ้นเถียงแย้งกับอาตมาก็ได้ คำว่าบุญก็คือบุญ คำว่านิยมแปลว่าเที่ยง บุญนิยมคือบุญที่เที่ยง ในลักษณะสิริมหามายาที่ลึกซึ้ง พุทธศาสนานั้นนับถือความไม่เที่ยง ในกาละเป็นหลัก กาละจะดำเนินไปตลอดเวลาไม่มีอะไรเที่ยง เพราะฉะนั้นคุณสมบัติอะไรก็แล้วแต่ อาศัยองค์ประกอบและกาละ และอาศัยพยัญชนะกับสภาวะ เรียกว่าเทวฺ เป็นภาวะ 2 ใช้สื่ออาศัยเข้าใจกันไป จึงยากมาก จะว่าสัจธรรม มีทั้งพยัญชนะมีทั้งสภาวะ บางทีพยัญชนะก็เด่นบางทีสภาวะก็เด่น บางทีอาศัยสภาวะ บางทีอาศัยพยัญชนะ มันจึงยาก คำว่า นิยม แปลว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสิริมหามายาใช้ตามองค์ประกอบในปัจจุบันแต่ละปัจจุบัน ไวมากเล็กมากนิดเดียว เร็วไวเปลี่ยนได้เร็วหรือจะอยู่นานก็แล้วแต่ คำว่า บุญ ยิ่งใหญ่มากเลยในศาสนาพระพุทธเจ้า ยิ่งใหญ่สุดยิ่งใหญ่เลย ถ้าใครไม่สามารถเข้าใจคำว่าบุญได้สัมมาทิฏฐิสมบูรณ์แบบ ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ไม่มีทางบรรลุแม้แต่เป็นพระโสดาบัน เช่น ไปเข้าใจบุญว่าเป็นกุศล กุศลก็คือเข้าใจว่าเป็นความดีที่ไม่ใช่ความชั่ว ส่วนบุญก็คือความดี ไปเข้าใจว่าบุญคือความดี แค่นี้ก็พังแล้วไปไม่ได้ เพราะว่าบุญโดยเนื้อแท้ของมันไม่ใช่ความดี บุญเป็นความเลวร้ายแรง ร้ายกาจ เพราะมันเป็นเพชฌฆาต ที่ทำหน้าที่ฆ่ากิเลส เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ไม่ใช่เพชฌฆาต 1 2 แต่เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย เพชฌฆาตมือต้นอาจจะไม่ถึงตาย มือที่ 2 อาจจะยังไม่ถึงตาย แต่ว่ามือที่ 3 ลงมือสุดท้ายเลย สำเร็จแน่นอน ตายเด็ดขาด คำว่า บุญ คือพลังงานจิต ที่ผู้สร้างพลังงานจิตขึ้นได้ ต้องทำฌานของพุทธเป็น ฌานคือพลังงานไฟ อุณหธาตุ เผากิเลส ฌานก็เหมือนกัน ฌานเขาใช้ 1. เป็นเผากิเลส 2. ป้องกันตัว กับแปรสภาพพลังงานฌาน เอามาใช้ เช่น พลังงานความร้อนมันทำลายสลายอะไรไปหมด ฌานก็ทำลายสลายกิเลส แต่ก็ยังต้องอาศัยในส่วนที่ต้องอาศัย ไม่ใช่เสียทั้งหมดจึงต้องเอา ฌานไปใช้ พระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์แล้วหมดบุญ ไม่ใช้บุญไม่มีบุญเลย บุญคือการฆ่ากิเลสของตัวเองเท่านั้น ฆ่าของคนอื่นก็ไม่ได้ บอกให้คนอื่นเขาสร้างได้ บอกให้เขาไปพัฒนาตัวเอง ทำลายเป็นพลังงาน พลังงานบุญเองได้ แต่ว่าทำแทนกันไม่ได้ ไปทำแทนคนอื่นไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น พลังงานบุญ เรียกว่าบุญนิยม อาตมาตั้งคำว่าบุญนิยม เพื่อที่จะให้เป็นคู่เปรียบเทียบกับคำว่า ทุนนิยม ที่เขามีอยู่แล้ว เขาคิดว่าทุนนิยมเที่ยง อาตมาก็เลยเอาคำว่าบุญนิยม คำว่า นิยม ถ้าเป็นคำกิริยาปัจจุบันก็คือ กำลังนิยมชมชอบ ใช้อย่างสำนวนภาษาไทย แต่ลึกสุดนั้น เขาเชื่อว่ามันเที่ยง มีลัทธิต่างๆ เป็นต้น ถ้าเราเข้าใจคำว่าบุญ จะเข้าใจว่าพระอรหันต์ทำไมหมดบุญ แล้วจะไม่งง ไม่สงสัย ไม่สะดุดอะไร แต่คนที่ยังไม่เข้าใจฟังแล้วจะบอกว่า ไปบอกพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าเป็นคนไม่มีบุญได้อย่างไร? เด็กๆฟังให้ดีๆนะ พระพุทธเจ้าเป็นคนที่ไม่มีบุญ พระอรหันต์เป็นคนที่ไม่มีบุญ หมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ พยัญชนะภาษาบาลีก็ยืนยันชัดเจน คำตรัสของพระพุทธเจ้ามีอยู่ในหลักฐาน ในพระสูตรต่างๆ เช่น พระอรหันต์พระโมฆราช ก็ได้พูดไว้ ความหมายลึกซึ้งของคำว่าบุญนี้จึงยากมาก อาตมามาต่อไปเป็นคำว่า ประชาธิปไตยบุญนิยม ความหมายของ บุญนิยม นี้ ง่ายๆคือ ลัทธิกำจัดกิเลส นิยมก็คือลัทธิ บุญนิยมคือลัทธิกำจัดกิเลส เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่มุ่งหมายเอาการกำจัดกิเลส คนที่จะมาเป็นนักการเมือง เป็นนักประชาธิปไตย เป็นนักทำงานกับสังคมที่ชื่อว่าการเมือง จะต้องเป็นคนศึกษาธรรมะ แล้วต้องรู้จักคำว่าบุญ ต้องรู้จักคำว่ากำจัดกิเลส ต้องรู้จักสัมมาทิฏฐิ มีวิธีการกำจัดกิเลส รู้ว่ากำจัดกิเลสได้อย่างไร จึงจะเหมาะสมไปเป็นนักการเมือง นักการเมืองไม่มีธรรมะจึงเป็นนักการเมืองเลว เป็นนักการเมืองบรรลัยจักร มันยุ่งยากประเทศชาติสังคมยุ่งยากเพราะความไม่เข้าใจอันนี้ เป็นนักการเมืองแล้วไม่เอาธรรมะ จริงที่ในตัวบางคนอาจจะมีคุณงามความดีบ้าง แต่เป็นคุณงามความดีที่ไม่เที่ยงแท้เพราะแค่โลกียะก็ไม่เที่ยง ได้ลาภยศสรรเสริญก็หลงแล้ว ไปไม่รอด อย่างเช่น ทักษิณ Tony Woodsome ขออภัยที่ยกตัวอย่างบุคคล เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ให้เป็นการศึกษา อาตมาไม่ได้เกลียดชัง ไม่ได้ถล่มทลาย แต่มันเป็นประโยชน์มากในการศึกษา อาตมาจึงขอนำเอามาเป็นตัวอย่าง ยกตัวอย่างประกอบในการแสดงความรู้ วิชาการ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยบุญนิยม จึงเป็นประชาธิปไตยที่จะต้องเข้าใจการเป็นคนมาเป็นนักการเมืองนักประชาธิปไตยที่จะต้องรู้จักจัดการกิเลส ชำระกิเลสของตนเองให้ได้จริง คนที่ยังไม่ลดละกิเลสเลย ไม่รู้จักวิธีลดละกิเลสและไม่พยายามลดละกิเลสด้วย อย่าเข้ามาเป็นนักการเมือง มันเป็นความฉิบหายของสังคม คนที่จะมาเป็นนักการเมืองต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม โดยเฉพาะต้องมีคุณธรรมถึงปรมัตถธรรมของพุทธเจ้า เป็นโลกุตระ สามารถเรียนรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้วสามารถลดกิเลสได้จริงๆ เพราะฉะนั้นประชาชนของสังคมประเทศใดที่มีความรู้ตามทฤษฎีที่อาตมาอธิบายไปนี้ ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติจริง มีบุคคลที่ได้บรรลุธรรมตามธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เป็นธรรมะโลกุตระนี้จริง จึงจะเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่จริง จะเรียกว่าเป็นความเป็นประชาธิปไตยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะทำงานกับประชาชน พระพุทธเจ้าเป็นผู้ศึกษาอันนี้มาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ศึกษามาตามพระพุทธเจ้า จึงรู้อันนี้ ยืนยันอันนี้ พูดอย่างมั่นใจ ไม่ได้พูดอย่างเดาหรือเก็งความจริง ไม่ใช่ ซึ่งมันเป็นความจริงที่จริงเลย ไม่ใช่แค่การเก็ง เป็นแต่เพียงความจริงนี้ยังไม่เจริญสมบูรณ์เท่านั้นเอง แต่อาตมาเดินทางเพิ่มขึ้นไปเรื่อย และความจริงที่อาตมามีในโพธิสัตว์ระดับ 7 นี้ ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครมี ขออภัยที่ต้องพูดความจริง อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ โดยเฉพาะในเรื่องประชาธิปไตยโลกุตรธรรม ประชาธิปไตยบุญนิยม ของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นความเป็นคอมมิวนิสต์ก็ดีความเป็นประชาธิปไตยก็ดี โดยจุดมุ่งหมายแล้วเหมือนกัน คอมมิวนิสต์ก็ต้องการเป็นคอมมูนที่สมบูรณ์แบบ เป็นสังคมที่รวมกันแล้วก็มีผู้บริหาร ความหมายมันต่างกันอยู่นิดเดียว ผู้บริหารเป็นหมู่คณะเรียกว่า คณาธิปไตย ส่วนของประชาธิปไตยที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ อิสรเสรีภาพสมบูรณ์ ไม่เอาอำนาจมาไว้ที่กลุ่มคณะเท่านั้นด้วย ให้แต่ละคนเท่าเทียมกันหมด มีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ความรู้ความสามารถมันไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง ตามความเป็นจริง แต่สิทธิเสรีภาพเท่ากันหมดแต่ความรู้ความสามารถไม่เท่ากัน คนที่มีความรู้ความสามารถจริงจึงเป็นสัจจะจริง เป็นความเป็นจริง เขาก็ต้องสูงจริง แต่ผู้ที่สูงจริงนั้นไม่ยึดติดตัวเอง ว่าตนเองเป็นผู้ที่จะสูงจนต้องให้คนอื่นเขามากลัว คนอื่นเข้ามาเคารพนับถือยกย่อง ไม่มี ส่วนเราเข้าใจแล้วก็ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร ฟังให้ดีที่อาตมาสาธยายความ เป็นรายละเอียดของสัจธรรม ที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบเต็มที่ ก็ใกล้สมบูรณ์แบบ ถึงขั้นนี้แล้ว อาตมาประกาศตัวเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มา 50 ปีแล้ว ทำงานนี้มา มันจะไม่เลื่อนพัฒนาเข้าไปหา 8 เข้าไปหา 9 บ้างเลยหรือ คอมมิวนิสต์ที่เขาปรับตัวเข้าหาประชาชนมีการเลือกตั้ง เป็นต้น แต่ก็ยังไม่มีนะ อาตมาได้พูดนำไปก่อน ยกตัวอย่างปรากฏการณ์จริงเช่นประเทศจีน ถ้าเขาจะเลือกตั้ง แล้วสีจิ้นผิงก็ลงเลือกตั้ง สีจิ้นผิงก็ต้องได้ ถ้าหากมีการเลือกตั้งเดี๋ยวนี้ขณะนี้ การเลือกตั้งนั้นมันดูง่ายๆ ว่าให้ประชาชนมีสิทธิ์ออกเสียง แต่มันมีวิธีการซับซ้อนอยู่ในนั้นมากมายองค์ประกอบ โดยเฉพาะในอเมริกาเป็นตัวอย่างของโลก เป็นตำรับตำราวิธีการเลย เรียนรู้ซับซ้อน มีกลยุทธ์ต่างๆ ประธานาธิบดีอเมริกาจะต้องเก่งในการทำกลยุทธ์เหล่านี้และหลงตัวเองว่าเป็นเบอร์ 1 ของโลก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านก็ได้ตรัสไว้ว่า เราไม่เอาความเจริญก้าวหน้าแบบทางโลกเขา ท่านได้ตรัสตามพระจริยวัตรของท่าน “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่.. ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ! ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ! แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอยางมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...” 640830_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 7