ระบอบบริหารประเทศที่โลกมีกัน 9 แบบ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ระบอบบริหารประเทศที่โลกมีกัน 9 แบบ พ่อครูว่า... อาตมาพยายามอธิบายเรื่องการบริหารปกครอง รัฐของตนเอง ประเทศของตนเอง

ระบอบบริหารประเทศที่โลกมีกัน 1. สมบูรณาญาสิทธิราช เต็มรูปคือเผด็จการ 2. ประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ ขาเดียว เช่น อเมริกา 3. คอมมูนิสต์ สืบสันตติวงศ์ เช่น เกาหลีเหนือ 4. ประชาธิปไตย ที่เริ่มมีปัญญา แต่ยังขาเดียว 5. ประชาธิปไตย มีปัญญาเริ่มเข้าข่ายโลกุตระและเข้าใจ ประชาธิปไตย 2 ขา 6. คอมมูนิสต์ ที่กำลังผนวกประชาธิปไตย แต่ยังขาเดียว 7. ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เจริญโลกุตระตามลำดับ 8. คอมมูนิสต์ ที่มีการเลือกตั้ง ปรับตัวเป็น “ประชาธิปไตยคอมมูน” (คือมีทั้งประชาธิปไตย + คอมมูน) ข้อดียังไม่มีในสังคมโลก แต่ต่อไปเขาจะมี 9. ประชาธิปไตยที่เป็นคอมมูน พร้อม “ภาวะ 2” คือ “ราชประชาสมาสัย” ที่สัมบูรณ์ เป็น “สาราณียธรรม 6” ชัดเจนถึงที่สุดแห่ง “บุญนิยม” นั่นคือ เป็น “สังคมสาธารณโภคี” ที่มี “กายปาคุญญตา” และ “จิตปาคุญญตา” เจริญทั้ง “กาย” และ “จิต” สัมบูรณ์

2. ประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ ขาเดียว เช่น อเมริกา คำว่า สองขา กับขาเดียวนี่ยิ่งใหญ่ กว่าจะรู้ว่า ประชาธิปไตยต้องมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้อง 2 ขา อาตมาก็เคยบอกว่าต้องมีทั้งกายทั้งใจ ต้องมีทั้งสองส่วนเป็นสภาพสองในความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นจะมีระบบ มีวิธีแล้วก็ทำสำเร็จรูปว่าเป็นประชาธิปไตยขาเดียว มันเป็นความไม่เต็มเต็งของความเป็นคน ของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นจิตนิยาม เพราะฉะนั้นมันจึงกลายเป็นความไม่ฉลาด อวิชชา ประชาธิปไตยที่แท้ก็คือ พยายามจะมีอำนาจ อำนาจในทุน อำนาจที่จะทำให้คนอื่นเขากลัวเรา ก็สร้างอาวุธยุทธภัณฑ์ เป็นเหมือนเขี้ยวเล็บ เป็นเครื่องมือที่จะข่มขู่คนอื่น นั่นแหละคุณก็ทำอย่า

อ่านต่อ

งนั้น คุณฉลาดที่ไหน อย่างนั้นมันเป็นคนไม่เจริญมันเป็นคนเถื่อน อย่างนี้เป็นต้น ที่เรียกว่าทุนสามานย์ จึงเป็นประชาธิปไตยที่รวมทั้งทุนสามานย์ ผู้ที่สร้างตนเองด้วยเขตและอาวุธยุทธภัณฑ์ ให้ฆ่าคนได้เก่งๆยิ่งกว่าหนังจีน ปล่อยแสงยิ่งกว่า หรือไม่เห็นแสง แค่ยกมือก็ตายระนาว ยิ่งกว่าสตาร์วอร์ เครื่องไม้เครื่องมือก็ฝันไป สารพัดต่างๆนานา จะไม่ได้มีความคิดว่าประชาชนเป็นลูกเป็นหลานที่ต้องดูแล

3. คอมมูนิสต์ สืบสันตติวงศ์ เช่น เกาหลีเหนือ คอมมิวนิสต์ที่จริงไม่มีระบบสืบสันตติวงศ์ แต่สุดท้ายเขาก็จะสืบสันตติวงศ์ อย่างเช่น ประเทศเกาหลีเหนือ เพราะมันเป็นอวิชชามันก็มีลักษณะความเห็นแก่ตัวอย่างถอดไม่ออก เมื่อได้อำนาจแล้วมันก็ทำหมด อย่านึกว่า อเมริกา จะไม่มีการสืบสันตติวงศ์นะ ลึกๆเขาก็ยังมีการสืบสันตติวงศ์ ประธานาธิบดีที่ถูกปลดแล้ว ก็ยังกุมอำนาจอยู่อย่างนั้น ต้องเป็นอาวุโส ต้องเป็นภันเตของประธานาธิบดีรุ่นต่อไป แล้วอวดดีด้วยนะว่าฉันเหนือกว่า อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นต้นแสดงออกมาเต็มรูป ข้อ 3 นี้ คอมมิวนิสต์สืบสันตติวงศ์ก็คือ จิตวิญญาณที่มันอวิชชา เป็นตัวกูของกู เป็นตระกูลของกูอยู่อย่างนั้น

4. ประชาธิปไตย ที่เริ่มมีปัญญา แต่ยังขาเดียว เช่น ฝรั่งเศส โหยหากษัตริย์ เขาก็ขาเดียวอยู่นั่น ประธานาธิบดี หรือแม้แต่อินเดียก็ไม่มีกษัตริย์แล้ว แต่จิตลึกๆมีศักดินา เชื่อผู้มีศักดิ์สูง เชื่อมั่นและเคารพผู้ที่มีคุณธรรม ยกย่องผู้ที่มีคุณธรรม เพราะฉะนั้นผู้ที่มีคุณธรรมนั่นแหละคือเนื้อแท้ของผู้ที่สูงศักดิ์จริงๆ อย่างเช่น เขาเคารพมหาตมะคานธี เป็นต้น ประชาธิปไตยอย่างนี้เริ่มมีปฏิภาณปัญญา ยังเป็นขาเดียวแต่ก็เริ่มรู้ว่ามันมียอดคน มีผู้ที่สูงยอด ผู้ที่มีคุณค่าประโยชน์จริงๆ อย่างมหาตมะคานธี มีรูปธรรมชัด กอบกู้ประเทศ ปลดแอก ทำอะไรต่ออะไรมาได้มากมายเลย เพราะฉะนั้นเริ่มมีปัญญาเข้ามา จนกระทั่งเป็นข้อ 5 5. ประชาธิปไตย มีปัญญาเริ่มเข้าข่ายโลกุตระและเข้าใจ ประชาธิปไตย 2 ขา สิ่งเหล่านี้มีนัยยะอย่างนี้ในจิตวิญญาณ แต่ในประเทศต่างๆ มันยังไม่มีตัวอย่างครบ 9 ข้อนี้ อย่าง ประชาธิปไตย สองขา อย่างประเทศไทย เข้าข่ายโลกุตระสำหรับผู้มีสัจธรรมที่เรียกว่าโลกุตระ แม้ไม่มีบัญญัติ อย่างอาตมารู้บัญญัติ รู้ภาษา รู้ลักษณะด้วย ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านเข้าใจโลกุตตรธรรมและท่านก็ทำ แต่มวลยังไม่รู้ยังตามท่านไม่ได้ แต่มันก็เกิดพลัง มีฤทธิ์ที่ค่อยๆเป็น รับถ่ายทอดกันมา ออสโมซิส กันมา ซึมซับกันมาอย่างลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ

6. คอมมูนิสต์ ที่กำลังผนวกประชาธิปไตย แต่ยังขาเดียว เข้าใจแล้ว ว่า ที่จริงจะต้องให้อำนาจแก่ประชาชนเฉลี่ยกันไป คอมมิวนิสต์นี้เป็นอำนาจเฉพาะกลุ่ม แล้วก็บังคับคนอื่นก็ไม่ค่อยดี เขาก็พอจะมีปฏิภาณปัญญาขึ้นมา ก็เลยได้พยายามที่จะให้ประชาชนได้รับอำนาจเพิ่มขึ้นบ้าง ให้มีพลังอำนาจ เป็นของตัวเอง ก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ที่กำลังผนวกประชาธิปไตยเข้าไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังเป็นขาเดียว ยังไม่มีกษัตริย์ที่สืบทอดสันตติวงศ์ ซึ่งความเป็นกษัตริย์สืบสันตติวงศ์นี้ลึกซึ้งมาก มันเป็นเรื่องของกรรมวิบาก เป็นเรื่องของ DNA ทางจิต ซึ่งเป็นเรื่องของ อจินไตยที่ เกี่ยวกับกรรมวิบากที่เขาไม่เข้าใจกันได้ง่ายๆ ที่อาตมาพูดนี้ ผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาก็อาจจะไม่เข้าใจได้ทันทีหรือง่ายๆ

7. ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เจริญโลกุตระตามลำดับ ถือเป็นประชาธิปไตยที่เจริญยิ่งขึ้นๆของประเทศไทย จะชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นผู้อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้ที่มีบารมี เป็นผู้ที่เข้าไปบริหารประเทศร่วมกัน ก็จะมีภูมิธรรมที่มีปัญญารู้จักโลกุตระ แม้จะไม่ได้กล่าวชื่อภาษาว่าเป็นโลกุตระ โลกุตระคืออะไร ดโลกุตระแท้ๆคือการรู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้จักอาการของจิต และรู้จักแยกกิเลสออกจากจิต แล้วทำให้กิเลสลดได้ เกิดเป็นอาริยบุคคล สายสัทธานุสารี มาเป็นสัทธาวิมุติ ก็ยังไม่ค่อยกระจ่างเรื่องเหล่านี้ แต่ค่อยๆเข้าใจประเทศจีนในขณะนี้ ก็คือคอมมิวนิสต์ ที่ผนวกเอาประชาธิปไตยที่อย่างเป็นขาเดียวเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นๆ ต่อไปก็คอยดูว่า คอมมิวนิสต์ที่มีการเลือกตั้ง เขาจะทำการเลือกตั้งใหม่ เหมือนคำทำนายของอาตมา คอมมิวนิสต์ที่มีการเลือกตั้ง ถ้าหากคอมมิวนิสต์มีการเลือกตั้งขึ้นมา เขาต้องกล้าพอเลยนะ ต้องกล้าพอที่จะแสดงต่อสาธารณะโลก เพราะการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย คนจะบอกว่า เอ็งจะทิ้งคอมมิวนิสต์ไปหรือ เอ็งจะมีการเลือกตั้งก็แสดงว่าละทิ้งคอมมิวนิสต์หรือ เพราะคนมีความรู้ว่าประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง อยู่ที่ว่า จีน จะกล้าประกาศเลือกตั้งไหม ตอนนี้ ถ้า สีจิ้นผิง ลงเลือกตั้งประธานาธิบดีเหมือนอเมริกา เขาจะได้ไหม ...ได้ ตอนนี้ความเห็นเขาให้เลย จีน ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นสีจิ้นผิงเปิดเลย ให้มีการเลือกตั้ง ก็จะสนุกนะ คอมมิวนิสต์ บริหารเป็นคณะอำนาจเป็นคณะ ประชาธิปไตยเฉลี่ยอำนาจให้ประชาชนทั่วไปเลย ให้ช่วยกันบริหารประเทศด้วยกัน ซึ่งมันก็จะเจริญขึ้น เขาจะมีปัญญาเจริญขึ้นอย่างนี้หรือไม่ ถ้าเขามีปัญญาเจริญขึ้นเขาก็จะกล้าทำ ใช่ไหม สีจิ้นผิงก็จะกล้าทำ ซึ่งเขาจะกล้าหรือไม่ เพราะฉะนั้นลองไปเปรียบเทียบกับเกาหลีเหนือดู หากว่าคิมจองอึนบอกว่าให้มีการเลือกตั้ง คิมจองอึนจะกล้าไหม ซึ่งได้ฆ่าใครต่อใครไว้เยอะ แต่เขาก็จำนนด้วยการถูกอำนาจกดข่มไว้ตั้งเยอะแยะ ดีไม่ดีจะรอดชีวิตหรือไม่ถ้าหากเปิดเลือกตั้ง นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... สีจิ้นผิง จะต้องมาดูเมืองไทยว่า มีการเลือกตั้งแล้วมีการโกงกันเยอะแยะ ประเทศจีนเขามีประชากรเยอะน่าจะมีการโกงเยอะ พ่อครูว่า... อินเดียเขาก็มีการเลือกตั้งนะ ลักษณะการโกงของจีนมีเยอะกว่าอินเดียมาก ถ้าขืนเลือกตั้งขึ้นมา ประเทศจีนจะฆ่ากันขนาดไหน สมณะเดินดิน... พ่อครูกำลังให้พวกเราได้เห็นว่า สภาพการปกครองที่สมบูรณ์ต้องมี 2 ลักษณะ มีทั้งประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ จีนเขามีความลงตัวแม้เป็นคอมมิวนิสต์แต่ให้อิสระค้าขายร่ำรวยได้ ปล่อยพอสมควร เรียกว่าคอมมิวนิสต์แต่มีประชาธิปไตย แต่ยังไม่ใจถึงจะปล่อยให้มีการเลือกตั้งได้ คงจะคิดมากทีเดียวฃ แต่ประเทศประชาธิปไตยแต่มีการบังคับในตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ก็ได้รับการยกย่องว่า มีความเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศใดๆ นี่ก็เป็น ประชาธิปไตยนะ แต่มีกฎหมายบังคับเด็ดขาด แต่ประเทศไทยอิสรเสรีภาพมาก มีม็อบอย่างไม่หยุดยั้ง ตำรวจก็อดทนไปเรื่อยๆ ถ้าหากไปทางสิงคโปร์บ้างก็คงจะสงบสุขกว่านี้ แต่หัวใจคือ ต้องมีหัวเจาะ 7 ของ ประชาธิปไตย นี้ พ่อครูว่า... อันที่ 9 9. ประชาธิปไตยที่เป็นคอมมูน พร้อม “ภาวะ 2” คือ “ราชประชาสมาสัย” ที่สัมบูรณ์ เป็น “สาราณียธรรม 6” ชัดเจนถึงที่สุดแห่ง “บุญนิยม” นั่นคือ เป็น “สังคมสาธารณโภคี” ที่มี “กายปาคุญญตา” และ “จิตปาคุญญตา” เจริญทั้ง “กาย” และ “จิต” สัมบูรณ์ เป็นระบอบการปกครองสมบูรณ์แบบมีทั้งประชาธิปไตยและคอมมูน เรียกว่า ภาวะนี้ว่า ราชประชาสมาสัยที่สมบูรณ์ คำว่าราชประชาสมาสัยนี้ไม่รู้ว่าใครบัญญัติไว้ ราชประชาสมาสัย มี ประชาชนกับพระเจ้าแผ่นดิน พึ่งพาอาศัยกัน _ทองแก้ว...จาก google บอกว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นผู้บัญญัติคำว่า ราชประชาสมาสัย ฉันใช้มาก่อน พ่อครูว่า... ท่านว่า ราชะ กับประชาชนต้องอาศัยกัน ทำงานร่วมกัน ท่านชัดเจนไม่ได้ยึดตัวตน เพราะฉะนั้น ในคุณธรรมที่ซ้อน ต้องมีหัวเจาะ 7 สังคมก็จะเกิดการอยู่อย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ประเทศไทยจึงเกิดคุณธรรมสาธารณโภคี ลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา เกิดระบบสาธารณโภคีได้ในประเทศไทย ในยุคของพระพุทธเจ้าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส คนไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน พระพุทธเจ้าจึงทำได้แต่ในวงสงฆ์ที่เป็นสาธารณโภคี มาถึงกาละนี้ ทุกอย่างต่างก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่ยุคทาส เป็นยุคที่มนุษย์ทุกคนรู้จักสิทธิมนุษยชนเต็มที่ ก็จึงเป็นสาราณียธรรมที่ครบแบบ แม้อย่างชาวอโศก เป็นพลเมืองประเทศไทย ที่เป็นกันอยู่ คุณจะมาเล่นหม้อข้าวหม้อแกงเสร็จแล้วก็จะหนีออกไปหรือไม่ ...ก็ไม่ใช่ เราเข้าใจจริง แล้วก็มาเป็นอย่างนี้อย่างชัดเจน เอาชีวิตมาอยู่กับสภาพนี้ไป วัฒนธรรมแบบนี้ พฤติกรรมแบบนี้ไป มันดีที่สุดของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นสังคม ที่เราเข้าใจ ที่เราเลือกแล้ว มันเกิดได้เป็นได้ในโลก ซึ่งมันเป็นกันได้ง่ายๆที่ไหน นักเศรษฐศาสตร์ก็ดี นักรัฐศาสตร์ก็ดี เขาฟังเราแล้วก็เฉยๆ เขาก็ว่ามันก็มีได้อยู่ได้กระเจาะนึง นิดนึง ก็ใช่แล้วยอดของพีระมิดมันจะใหญ่โตได้ที่ไหน แต่มันเป็นจริง มันเป็นพลังของสังคมมนุษยชาติ ที่เขาเป็น เขาก็พอใจและสมัครใจจะเป็นอย่างนี้ไปจนตาย ซึ่งเป็นคนทำคุณสมบัติหรือเป็นคุณวิเศษที่ มนุษย์พึงทำให้ถึง ทำได้เป็นได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งมีสาราณียธรรม 6 มันชัดเจนที่สุดในสภาพที่เรียกว่า ถ้าเป็นได้อย่างนี้เพราะเกิด บุญนิยม บุญนิยมคืออะไร ก็คือลัทธิบุญ คุณก็จะต้องเข้าใจว่าบุญคืออะไร ไม่ใช่เข้าใจลัทธิบุญก็เป็นเพียงพยัญชนะ แต่ต้องเข้าใจเนื้อแท้ที่สัมมาทิฏฐิว่า บุญคืออะไร บุญคือมีปัญญา มีภูมิรู้ ที่เข้าไปรู้กิเลส แล้วก็กำจัดกิเลส เกิดฌาน เกิดพลังงาน อุณหธาตุที่เผากิเลสได้ ไม่ใช่ไปกดข่มกิเลสไว้ ดองเค็มกิเลสไว้ ไม่ใช่ แต่เผาผลาญกิเลสให้สลายหายไปเลย ตายไม่ฟื้นเลย หมดเกลี้ยง จนเป็นคนไม่มีกิเลสเลยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในความเป็นมนุษย์ ที่คนอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วก็มาทำงานนี้ เมื่อท่านระลึกถึงได้เป็นโพธิสัตว์ในแต่ละชาติ ท่านก็มาทำงานอย่างนี้ทั้งหมด อย่างเช่น อาตมานึกได้ก็มาทำงานนี้ แม้จะยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็มาทำงานนี้ พระโพธิสัตว์ที่เลยจากพระอรหันต์แล้ว เมื่อรู้ตัวแล้วก็จะมาทำงานทางนี้หมด มาต่อภพภูมิโพธิสัตว์ทางนี้หมด เรื่องอะไรจะเป็นลูกกะโล่ของโลกีย์เขา ต้องมีสัมมาอาชีพ 5 ไม่มอบตนในทางผิด เราสะอาดบริสุทธิ์แล้วจะไปเป็นข้าทาสของทุนนิยม ของอำนาจโลกีย์ จ้างก็ไม่ยอมให้จ้าง อย่ามาจ้างให้ยากเลย จ้างเท่าไรก็ไม่ไป เพราะมีปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นคำว่าบุญก็ดี หรือคำอะไรหลายๆคำที่ได้ผิดเพี้ยนไปจากโลกุตรธรรม ศาสนาพุทธได้เสื่อมไปมาก อาตมาจึงเหนื่อยมากที่จะกอบกู้โลกุตรธรรมขึ้นมา เพราะนักปราชญ์ท่านผู้รู้ท่านก็ยึดถือ ว่าท่านเองท่านรู้ อาตมาเองไม่มีที่ไปที่มา ไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีสำนักหลักแหล่ง เป็นซำเหมามาจากไหนไม่รู้ แล้วมาบอกตัวเองเป็นผู้รู้ธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าเนื้อแท้แข็งๆด้วย เขาก็ไม่เชื่อ เพราะเขาไม่มีภูมิรู้พอที่จะเชื่อ ว่าอย่างนี้จริงหรือ แต่ผู้รู้ก็มีบ้างแล้ว แม้แต่ในเถรสมาคมที่ท่านได้ศึกษา แต่ท่านก็ออกจากบัลลังก์ที่ตัวเองอยู่ออกจากทางโลกไม่ได้ รู้แต่ออกมาไม่ได้ มันเหมือนกับคนอยู่ในประเทศเกาหลีเหนือแต่ออกจากเกาหลีเหนือไม่ได้หรอก ออกยาก ถ้าคนสำคัญของเกาหลีเหนือออกมาเขาตามเก็บเลยนะ ขนาดเป็นพี่ชายออกมาก็ถูกตามฆ่าทิ้งเลย เห็นไหม เกาหลีเหนือ มันมีอะไรซับซ้อนที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้กันอย่างหลงโลกธรรม สู่แดนธรรม... พ่อท่านเขียนมา 9 ข้อ ผมได้ข้อสรุปว่า ประชาธิปไตย ที่ดีที่สุดต้องมีกายและจิต และถ้าเป็นรูปธรรม ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จะขาดคอมมูนไม่ได้ เพราะเกิดจากศรัทธาที่ทำให้เกิดสาธารณโภคี การจะสร้างคอมมูนได้ต้องเป็นอย่างพ่อท่านบอกคือต้องมีหัวเจาะ 7 ประการนี้ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... มันต้องมี 2 ต้องมีศรัทธาและมีปัญญา มีเจโตและปัญญา ต้องมีพลังรวม บุญนิยมนั้นเป็นสังคมสาธารณโภคีที่มี กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา เจริญทั้งกายและจิตสัมบูรณ์ อย่างที่ได้เขียนเอาไว้แล้ว สู่แดนธรรม...ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์คือต้องมีคอมมูน พ่อครูว่า... ใช่ คอมมูนที่สูงสุดคือสาธารณโภคี ได้เคยอธิบายไปแล้ว ประชาธิปไตยคือการบริหารในด้านเศรษฐกิจ ก็เพื่อที่จะให้คน สร้างแล้วก็เอาภาษีส่งเงินของตัวเองเข้ากองกลาง ให้มากที่สุดให้ได้ เมื่อมาเป็นคอมมูน ก็ใช้กฎหมายบังคับ ที่เป็นเศรษฐีมามากร่ำรวยมากก็จะดึงเงินออกมาให้มากให้จ่ายให้มาก ภาษีนี่แหละเป็นตัวชี้บ่งถึงลักษณะคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย ประชาธิปไตยอย่างอเมริกาเสียภาษีโหดนะ แต่ประชาชนก็หลอก หลบเสียภาษีได้เก่งมาก แต่เขาถือว่าเขาใช้ความฉลาด ประชาธิปไตยอย่างอเมริกา แต่มันก็หนีภาษี ทางคอมมูน ออกกฎหมายครอบคลุมมีบัญญัติคลุมไม่ให้หนีได้เลย ไม่เหมือนอเมริกา ซึ่งคอมมิวนิสต์เขาก็ได้เอาเข้ากองกลางได้เยอะโดยใช้กฎหมายบังคับ ก็ถึงอยู่ได้ ทีนี้ ถ้าเป็นประชาธิปไตยที่เป็นคอมมิวนิสต์รวมกันอย่างสมบูรณ์แล้ว ทุกอย่างไม่ต้องไปกดข่มไม่ต้องไปบังคับ แต่เป็นการเต็มใจ เป็นการยินดี เป็นการมีปัญญา เห็นว่าอย่างนี้ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ถูกกดขี่ ไม่ถูกบังคับ ปัญญามันชัดเจน รู้ว่าเอาไปสิ เอาไปเถอะ เรามีน้อยก็อยู่เป็นสุขแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมีมากหรอก เรารู้ความจำเป็นของชีวิต ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย รู้โลกรู้อัตตา รู้ธรรมาธิปไตย ชัดเจนเลย เป็นโลกุตรธรรมที่สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นจึงมีกายและจิตที่สมบูรณ์ คำว่า กาย คำนี้ที่ได้เพี้ยนไปนี่ ยิ่งใหญ่มากเลย เพราะฉะนั้นคำว่า กาย จึงเป็นคำแรกที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ผู้ที่จะมาเรียนรู้ศาสนาพุทธ จะมาบวช พระพุทธเจ้าท่านบอกให้อุปัชฌาย์สอนแยกกายแยกจิตให้ออก นั่นคือสอนให้มาเรียนรู้กาย รู้จิต เมื่อใดจิตนิยามไม่เป็นกาย และเมื่อใดจิตนิยามไม่เป็นทั้งสนกายและไม่เป็นทั้งชีวะ ก็เป็นอุตุ แต่ถ้าไม่มีกายแล้วเป็นชีวะ ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เรียนรู้ทฤษฎีบัญญัติ แล้วก็ปฏิบัติโดยมีกรรมนิยาม จนกระทั่งสำเร็จเป็นธรรมนิยาม ทรงไว้ซึ่งสภาพที่บรรลุธรรมสำเร็จ พระพุทธเจ้าให้อุปัชฌาย์สอนแยกกายแยกจิตในธรรมนิยาม 5 ให้ได้ แต่เดี๋ยวนี้อุปัชฌาย์ทั้งหลายแหล่ไม่รู้เรื่องแล้ว ขออภัยที่แปลว่า จะไปรู้อย่างที่อาตมาเข้าใจได้แค่ไหน เขาเข้าใจว่าการแยกกายแยกจิตคือการนั่งหลับตา และถอดจิตออกจากกาย ล่องลอยกลายเป็นสัมภเวสี นี่คือการแยกกายแยกจิตของเขา ซึ่งมันไปกันใหญ่เลย มันไม่ใช่เรื่องธรรมะที่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ แต่มันกลายเป็นเรื่องลึกลับ เป็นเรื่องจิตนิยม ที่มันปั้นรูปปั้นเรื่องเป็นนิยาย พระพุทธเจ้าให้ศึกษากายที่สัมมาทิฏฐิแล้ว ก็มาศึกษาที่ตนเป็น สักกายะ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สักกายะ จึงเป็นข้อแรกของการศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ถ้าสัมมาทิฏฐิไม่ได้ในข้อสักกายะ ก็ปิดประตูเลยที่จะไปนิพพาน เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ตั้งแต่เข้าใจสภาพจริงๆเลยว่า ธรรมนิยาม 5 คือ การแยกกาย แยกจิต ลักษณะของกายคือเป็นเช่นใด กายคือภาวะ 2 ของกายและจิต กายคำเดียวนี้ถึงยากมากที่จะเข้าใจ มันลึกซึ้งซ้อนมันจึงได้เสื่อมลง มาถึงยุคนี้ 2,500 กว่าปีของศาสนาพุทธได้เสื่อมกันหมดแล้ว เพราะว่าไม่พ้นสักกายทิฐิกัน เนื่องจากรู้คำว่า กาย ไม่สัมมาทิฏฐิกัน อาตมาอธิบายไปมากหลายเหลี่ยมมุม ก็รู้สึกว่ายังยากที่จะเข้าใจกัน แต่อย่างไรก็ต้องศึกษา ต้องพูดย้ำซ้ำซากปากเปียกปากแฉะอย่างไรก็จำเป็นต้องพูด เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถที่จะเข้าใจเข้าไปตามลำดับเรื่อยๆ เรื่องกาย ก็จะเริ่มต้นปฏิบัติธรรม พอมีมรรคมีผลไปตามลำดับ ถ้าเข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิเรื่อง กาย สักกายะที่ตน แล้ว มนสิการทำใจในใจของตน เพื่อจะลดละกิเลส กายและจิต กายที่มีกิเลสควบคุมคือ กิเลสเป็นเจ้าเรือน หยาบภายนอกก่อน กาย ถือว่าข้างนอกเป็นเบื้องต้น อาทิ พรหมจรรย์ ข้างนอกเขาติดยึดในกามคุณ 5 ก็ต้องเรียนรู้กามก่อน ต้องล้างกามก่อน เหมือนปอกเปลือกระกำ สละ ทุเรียน ส้มโอ ก่อน พวกไปปฏิบัติแบบหลับตาจึงเป็นโมฆะ เป็นพวกเดียรถีย์เก่า ไม่สามารถพ้นจากอวิชชาไปได้เลย อาตมาพูดชัดเจนและพูดแรง โดยที่พูดเพราะสงสารเขา พูดอย่างไรเขาก็ไม่สะดุ้งสะเทือน แต่คิดว่าคงจะมีผู้ที่ตั้งใจแสวงหาจริงๆ ไม่มีอคติมาก อคติไม่แรงไม่สูง ไม่รังเกียจอาตมามาก ก็คงจะพอได้ไปเรื่อย เอาน่า 640827_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ระบอบบริหารประเทศที่โลกมีกัน 9 แบบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน