ธรรมะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข19 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข _สมนึก ไลลักษ์ · กราบนมัสการ พ่อครู กราบขอบพระคุณท่านมากค่ะ ที่เอาธรรมมาสอนให้ ลูกไม่ทุกข์เหมือนคนทั่วไปค่ะ เพราะธรรมทำให้ทำงานอย่างมีความสุข เจ้าคะ พ่อครูว่า...ธรรมะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข อันนี้เข้าสู่ธรรมะได้เลย ผู้ที่ธรรมะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข คือคนที่รู้จักปฏิบัติมรรค 8 นี้ตัวปฏิบัติก็มีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ มรรคมีองค์ 8 มีอะไรบ้าง 1. สัมมาทิฏฐิ 2. สัมมาสังกัปปะ 3. สัมมาวาจา 4. สัมมากัมมันตะ 5. สัมมาอาชีวะ 6.สัมมาวายามะ 7. สัมมาสติ 8. สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ ตัวนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร ชัดเจนว่า สัมมาสมาธิเกิดได้เพราะมีการปฏิบัติ มรรค 7 องค์ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วเกิดสัมมาสมาธิ นี่ก็เรียนมาหัวผุหัวพัง เขาเรียนกันมาเยอะ เปรียญ 9 ปริญญาเอกทางศาสนาพุทธ ก็เรียนกัน ก็ชัดๆ ในมหาจัตตารีสกสูตร [๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ

ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาและเกิดสัมมาสมาธิหรือไปเดินจงกรม เดินไปมาแล้วจะเกิดสัมมาสมาธิไม่ใช่ อันนั้นมันเป็นเรื่องสมถะไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นเป็นจิตที่กิเลส รู้จักกิเลส แล้วก็พิจารณาด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำให้กิเลสมันแพ้ กิเลสมันสลาย กิเลสมันจางคลาย กิเลสมันดับไปได้ ด้วยพลังปัญญา นี่คือ วิธีปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าไปหลับตาเสียแล้ว หลับตาไม่มีป

อ่านต่อ

ัญญาเกิดในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ ปัญญาเกิดในขณะลืมตาเท่านั้น ในมหาจัตตารีสกสูตรนี่แหละ ข้อ 258 เล่ม14 [๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะสัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้น ปัญญาจะเกิดจากการปฏิบัติมรรค 7 องค์ และการปฏิบัติมรรค 7 องค์นั้นไม่มีให้ไปหลับตา ปฏิบัติในขณะคิด สังกัปปะเป็นสัมมา ปฏิบัติในขณะพูดมีวาจาให้เป็นสัมมา ปฏิบัติในขณะมีการกระทำการงานต่างๆ กัมมันตะ ให้เป็นสัมมากัมมันตะ อยู่ในขณะทำงานอาชีพ ให้เป็นสัมมาอาชีพ มีสติตื่น พยายามตื่น ปฏิบัติ เรื่องนี้อาตมาพูดมาตั้งแต่ต้นจนทุกวันนี้ 50 กว่าปีแล้ว เขาไม่สะดุ้งสะเทือนกันเลย ผู้ที่ไปลงผิดไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ขอยืนยันว่า นั่งหลับตาปฏิบัติไม่อยู่ในลัทธิศาสนาพุทธ เป็นเดียรถีย์ 100% เดียรถีย์ คือ คนนอกรีตพุทธ คนนอกศาสนาพุทธ คนแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ คือผู้ที่พยายามจะสร้างจิตให้เกิดบุญ เข้าใจแบบนอกขอบเขตพุทธ ไปเข้าใจแบบเดียรถีย์ เพราะฉะนั้นคำว่า บุญ คำนี้ยิ่งใหญ่มาก เดี๋ยวนี้เสื่อมผิดเพี้ยนไปไกลมาก เข้าใจบุญว่าเป็นกุศล ผิดถนัดเลย ถ้าคุณเข้าใจว่า บุญ เป็นกุศลเมื่อไหร่ คุณจะไม่มีทางปฏิบัติธรรมบรรลุนิพพาน เพราะบุญนั้นทำงานเป็นพลังงานในปัจจุบัน ทำงานฆ่ากิเลสอย่างเดียว ฆ่าเสร็จก็หายไปไม่สะสมเลย กุศลนั้นสะสม ทำแล้วเป็นอันทำ กุศลนั้นทำแล้วสั่งสมเป็นวิบาก กุศลเป็นสิ่งที่เป็นความดีงาม เป็นโลกียะ ส่วนบุญนั้นเป็นโลกุตระเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าอยู่ในศาสนาพุทธศาสนาเดียว ศาสนาอื่นไม่มี ศาสนาอื่นที่เอาไปใช้เป็นคำว่า นักบุญนั้น นักบุญนี้ทั้งนั้นเลย เก๊ แล้วเอาคำว่าบุญของศาสนาพุทธไปใช้ให้เสียหายหมดเลย บุญ ไม่ใช่เป็นเทวนิยม บุญเป็น อเทวนิยมเป็นนิพพาน ฆ่ากิเลสแล้วสูญ ปุญญปาปปริกขีโณ ภาษาบาลีว่าอย่างนั้น ปุญญปาปปริกขีโณ แปลว่า สูญสิ้น สิ้นบาป สิ้นบุญ สิ้นบุญสิ้นบาป เพราะฉะนั้น ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิสังขาร 3 ผู้ที่ไม่สัมมาทิฏฐิจะเข้าใจไม่ได้ เข้าใจว่า บุญเป็นกุศล ก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ อปุญญาภิสังขาร เขาจะไปอธิบายว่า อปุญญ ว่าเป็นอกุศล ที่จริงไม่ใช่ ที่จริง อปุญญาภิสังขาร เป็นกุศล คือเป็นอภิสังขารที่ไม่ต้องใช้บุญอีกแล้ว เพราะฉะนั้นทุกกรรม สัพพปาปัสสะ อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) เพราะ สจิตต ปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) เพราะจิตท่านสะอาดแล้ว ท่านกระทำกรรมที่เหลือไม่มีบาป สัพพปาปัสส อกรณัง มีแต่กุศลเกิดท่าเดียว บุญก็ไม่มี บาปก็ไม่มี ปุญญปาปปริกขีโณ แล้ว ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆนะ พูดกัน โอวาทปาติโมกข์ 3 นี่ก็พูดกันจังเลย แต่ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจได้ชัดเจนละเอียดลออเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นยิ่งไปถึงคำๆหนึ่ง อยู่ในหนังสือเปิดยุคบุญนิยม เล่ม2 ข้อ 486 หน้า 361 หัวข้อบอกว่า บุพเพกตปุญญตา อธิบายกันอย่างไร บุพเพกตปุญญตา ที่มีอยู่ใน จักรสูตร เล่มที่ 21 ข้อ 31 จักร 4 นั้น บรรดาผู้รู้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ได้แปล บุพเพกตปุญญตา หรือให้ความหมายกันมาว่า ความเป็นผู้ที่ทำบุญไว้ในกาลก่อน หรือ ความเป็นผู้มีบุญ ได้กระทำไว้แล้วในปางก่อน บุพเพ แปลว่า ปางก่อน อดีตที่ผ่านมาแล้ว ปุพพะ ปุพเพ แปลว่า ก่อน ปุพเพกต แปลว่าทำไปแล้ว เพราะฉะนั้น ความเป็นบุญที่ทำผ่านไปแล้วเกิดจากคนพวกนี้ ผู้ใดเข้าใจคำว่า บุญเป็นกุศลเป็นสมบัติ บุญก็คือสิ่งที่ได้มาใส่ตน ความเป็นบุญก็เติมเพิ่มขึ้นใส่อัตตาของตนเป็นสมบัติ ข้ามภพข้ามชาติมาด้วยเลย นั่นผิดถนัดแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ บุญนั้นก็ไม่ใช่วิบัติ อันหมายถึง ทำความฉิบหายให้กิเลสไป กิเลสเสื่อมสิ้นไปจากจิตผู้นั้น แน่ะ ก็จะกลายเป็นว่า ผู้นั้นทำบุญก็สะสมบุญ บุญ ก็เป็นสมบัติที่ยิ่งทำบุญ บุญก็ยิ่งมากขึ้น ๆ บุญก็ไม่ใช่วิบัติ บุญก็กลายเป็นตัวสมบัติ ก็เลยไม่เป็นอัน สิ้นบุญสิ้นบาป (ปุญญปาปปริกขีโณ ) ก็เป็นอันไม่ได้สำเร็จ สิ้นบุญสิ้นบาปกันได้สักที แท้จริงนั้น บุญ คือ การชำระล้างกิเลสเท่านั้น แต่แท้จริงนั้นคำว่า บุญก็คือ ชำระกิเลสที่แปลงตัวเป็นจิตสันดานให้หมดจด สันตานังปุนาติ วิโสเทติ ก็คือการชำระกิเลสที่มันแปลงตัวอยู่ในจิตให้สะอาดเกลี้ยง แล้วบุญก็สิ้นไปจากจิตเช่นเดียวกับบาปที่สิ้นไป เป็นผู้ไม่มีบุญไม่มีบาปอีกแล้ว ที่เป็นสภาพของ ปุญญปาปปริกขีโณ ตรงตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า บุญ เมื่อชำระกิเลสเสร็จกิจ บุญก็หมดสิ้นไปพร้อมกับกิเลสหรือบาป ที่เป็น ซาตาน ให้หมดสิ้นไป ไม่เกิดในตนอีกแล้วตามที่บาลีว่า ปุญญปาปปริกขีโณ คนผู้นั้นจึงจะชื่อว่า มีนิพพานได้แท้จริง และเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป เป็นผู้จบกิจ ข้อต่อมา 488 หมดหน้าที่บุญ ที่เหลือคือ อภิสังขาร นั่นคือเป็นผู้ไม่มีกิเลส ไม่มีบาป ไม่มีซาตานเกิดขึ้นในจิตผู้นั้นอีกเลย ตลอดกาลนิรันดร ดังนั้นบุญก็หมดสิ้นไปด้วย เพราะพลังงานจิตก็ไม่จำเป็นที่จะต้องชำระกิเลสอีกแล้ว การปรุงแต่งจิต หรือปรุงพลังงานจิตขึ้นมาทำงานต่างๆ ที่ภาษาว่า อภิสังขารคือปรุงแต่งพลังงานจิตอยู่ตามปกติที่เป็นคนไม่ตาย ซึ่งไม่ใช่การสังขารปกติ ของปุถุชน แต่เป็นการปรุงแต่งอย่างอภิสังขารของอริยชนแท้ๆ และเมื่อจบกิจก็ไม่ต้องเป็นบุญกันอีกแล้ว เพราะฉะนั้น สังขารหรืออภิสังขาร พลังงานจิตที่ทำอภิสังขารได้ต่อกัน ไม่เป็นบุญกันอีกแล้ว แต่เป็น อเนญชาภิสังขาร สั่งสมลงไปให้ตั้งมั่นแข็งแรงไม่หวั่นไหวไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นภาษาก็คือ อปุญญะ ซึ่งก็คือไม่เป็นบุญ กันอีกแล้ว แม้จะมีการสังขารก็เป็นขั้นอภิสังขาร เช่น ยังเป็นฌานอยู่ เป็นต้น ก็ได้ พลังงานจิตที่เต็มไปด้วยปัญญา ฌานคือปัญญา แล้วไม่มีบาปเกิดในจิตอีกแล้ว จึงอย่าไปแปลคำว่า อปุญญะที่เป็น อปุญญาภิสังขารว่า บาป กันอีกล่ะ เพราะท่านผู้นี้เป็นคนสิ้นบุญ สิ้นบาปแล้ว ซึ่งแค่นี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเข้าใจกัน อาตมาก็เมื่อยๆ แต่เมื่อยก็ต้องทำ เพราะอาตมาเลือกงานนี้ ชีวิตของอาตมานี้ไม่มีงานอื่นที่จะทำ คนจะมาจ้างอาตมาไปทำงาน เดือนละ 50 ล้าน เดือนละ 100 ล้าน ให้เงินเดือน ไม่ได้ จริง แล้วคนก็จะบอกว่าใครจะมาจ้างเอ็ง ก็จริงอีก 651019 ฟังธรรมให้เกิดปัญญาเพื่อสละตัวตน พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน