การเสียสละตัวตนและนานาสังวาสในศาสนาพุทธคืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
การเสียสละตัวตนและนานาสังวาสในศาสนาพุทธคืออย่างไร _มั่นใจพุทธ บุญเสร็จ · น้อมกราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง หากลูกไม่ได้พบพ่อท่าน ไม่ได้เจอชาวอโศก ลูกคงไม่สามารถเสียสละ ตัวตนได้ถึงเพียงนี้ น้อมกราบขอบพระคุณพ่อท่าน ที่ยึดอายุเพื่อลูกๆ เพื่อศาสนา (ลูกเพิ่งได้พบพ่อท่านเมื่อ พ.ย. ๖๒)มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต ชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยน้อมสำนึกในพระคุณยิ่งเจ้าค่ะพ่อท่าน พ่อครูว่า...การเสียสละตัวตนนี่นะ ตัวตนคืออะไร ภาษาบาลีว่า อัตตา ตัวตน คือ อัตตา คือตัวเรา รวมทั้งหมดเลยคนเราเนี่ย พระพุทธเจ้าสรุปลงที่คำว่า ยึดตัวตน ยึดเป็นตัวเรา ศัพท์ท่านพุทธทาสแปลให้ถึงสะใจเลยว่า ตัวกู ตัวตน มันยึดตัวเรา ยึด หลงตัวเอง ไม่เข้าใจมันไม่รู้เรื่องง่ายๆ คนหลงตัวไม่รู้เรื่องง่ายๆ คนยิ่งมีความเก่ง ยิ่งมีความรู้เฉลียวฉลาด สามารถอีก ก็จะหลงตัว หลงตน หลงความเก่ง หลงความรู้ หลงความสามารถของตน มันเป็นสัจจะของมัน กิเลสมันจะซ้อนอย่างนี้ เพราะฉะนั้น การที่จะเป็นผู้รู้จริงๆ เก่งจริงๆ สามารถจริงๆแล้วไม่หลงตัวตน ไม่ยึดตัวยึด ใครจะเชื่อ ใครจะเคารพ ใครจะนับถือว่าเรานี้ถูก เรานี่ชัดเจนมีความจริง แต่เขาไม่เชื่อ ไม่เคารพ ไม่นับถือ เขาจะด่าจะทอ แม้แต่ที่สุดจะมาต่อต้านทำร้ายอะไรเรา ก็เข้าใจเขา เห็นใจเขา อย่างอาตมานี่ เห็นใจคนที่มาต่อต้านอาตมา มาจัดการอาตมา ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเลย ทำงานศาสนามา เริ่มต้นมา อาตมาก็จะมีคนต่อต้านมาเรื่อยๆ พอเริ่มแสดงตัวเองมา มันก็จะขัดแย้งกับเขา เขาจะค่อยๆต่อต้าน จนกระทั่งต่อต้าน หนัก พ.ศ.2532 ต่อต้านมากที่สุด ยกพรรคพวกทั้งนิกายธรรมยุตและมหานิกายมาร่วมกัน รวมกันมาซัดอาตมา เต็มทีเลย ซึ่งมันก็ผ่านมาแล้วเหตุการณ์ จนกระทั่งจบลงที่นานาสังวาสของพระพุทธเจ้า อาตมาก็
อ่านต่อ
ประกาศอย่างถูกต้องนานาสังวาสมาเขาก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทั้งๆมีผู้รู้มีปราชญ์ตั้งเยอะแยะ เข้ามาทำเยอะๆต่างๆนานา ไม่ยาวไปจนกระทั่งสุดท้าย ลงท้ายก็จบด้วยสัจจะของมัน นานาสังวาสแปลว่า ต่างคนต่างอยู่ เป็นพุทธร่วมกัน สังวาส เรียกว่า ร่วมกัน สังวาสเดียวกันแต่ เห็นพูดร่วมกัน แต่เห็นแตกต่างกัน นานาสังวาส เพราะฉะนั้น ต่างคนต่างเห็นแตกต่างกัน พระพุทธเจ้าก็มีหลักพระธรรมวินัย นานาสังวาส 1.จะมาฟ้องร้องกันไม่ได้ แต่เขาก็ฟ้องร้องอาตมา ฟ้องขึ้นศาลด้วย ซึ่งเขาอาบัตินะ เขาผิดนะ ฟ้องอาตมา นานาสังวาสนี้ฟ้องไม่ได้ อาตมาประกาศนานาสังวาสตั้งแต่ วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2518 ประกาศเป็นทางการเลยต่อหน้าสงฆ์ 180 รูป มีหลักฐาน มีเอกสารตัวหนังสือเขียนประกาศด้วย ส่งให้ไปเลย เอาขึ้นไปถึงเถรสมาคม ถึงเจ้าคณะอำเภอขึ้นไป ถึงเจ้าคณะจังหวัด ส่งไปถึงเถรสมาคม ยืนยันไปอยู่ในเอกสารที่เขาพิมพ์ตำรา หนังสือเกี่ยวกับเรื่องของเรานี่ เขาก็เอาลงไป ยืนยันหลักฐานว่าอาตมาได้ทำทุกอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยของพระเจ้าทุกอย่าง แต่เขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลย เหมือนคนเด็กๆไม่เดียงสา ไม่รู้เรื่อง ไม่ประสีประสา _สู่แดนธรรม... คงไม่มีธรรมเนียมไม่เคยเกิดมา พ่อครูว่า... ไม่มี ในยุคพระพุทธเจ้าท่านก็ประกาศแค่ว่าพระเทวทัตกับเราเป็นนานาสังวาส ท่านไม่ทำนิกาย แม้ท่านไม่ทำ พระเทวทัตจะเป็นอย่างนั้นท่านก็ไม่ทำให้เกิดนิกาย แต่ผู้ใดทำให้เกิดนิกายมีจิตเจตนา ต้องแยกกันให้เป็นนิกาย คิดแบบนั้น เป็นอนันตริยกรรมแล้ว ถ้าจิตเราไม่เอานิกาย เรานานาสังวาส อย่างอาตมานี่ เขาจะเอานิกายกับอาตมาอาตมาก็ไม่เอา อาตมาจะเอานานาสังวาสตามพระธรรมวินัย สำหรับผู้ใดจะเข้ามาก็ต้องมีลักษณะของสมานสังวาส หรือเป็นผู้ที่เข้าใจนานาสังวาส แล้วก็พูดกันรู้เรื่อง ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง มันมี อสังวาส แล้วก็สมานสังวาส แล้วก็นานาสังวาส ถ้า อสังวาส คือพวกที่ปาราชิกไปแล้ว พวกที่ไม่อยู่ในพุทธเลยต้องตัดทิ้งไป อสังวาส สมานสังวาส หมายความว่า ยังร่วมกันได้ สามารถที่จะสมานกันได้ วาระใดวาระหนึ่ง เพราะฉะนั้นยังไม่สมานกัน ก็อยู่กันอย่างนานาสังวาส อยู่กันอย่างต่างคนต่างอยู่แตกต่างกัน _สู่แดนธรรม...แล้ววิจารณ์กันได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ได้ วิจารณ์กันได้วิจารณ์กัน ปฏิกโกสนา คือหมายความว่าตำหนิกัน ตำหนิว่ากันอย่างแรงขนาดไหนก็ได้ ไม่เป็นไร แต่อย่าฟ้องร้องอย่าธรรมาธิกรณ์ อย่าให้เป็นคดี อย่าให้เป็นเรื่องเป็นราว 1. ไม่ทะเลาะวิวาท 2. ไม่เป็นคดีความ ไม่เป็นเรื่องเป็นราว เพราะฉะนั้นคุณจะแย้งอย่างไร คุณจะเถียงอย่างไร คุณจะค้านคอแตกอย่างไร เชิญ _สู่แดนธรรม... เหมือนกับพ่อท่านวิพากษ์วิจารณ์พวกหลับตา พ่อครูว่า... ทั้งนั้นแหละ เคยตำหนิพวกหลับตา เคยตำหนิธัมมชโย เคยตำหนิผู้ที่เขาไม่ถูกต้องว่ากันไปอย่างแรง สำหรับผู้ไม่แรง ก็แล้วไป _สู่แดนธรรม... อันนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ทำได้ตามหลักเกณฑ์ พ่อครูว่า... ไม่ได้พูดหยาบ ด่า ไม่เอา พูดแต่เรื่องที่ตำหนิอย่างแรง ค้านอย่างแรงได้ ปฏิกโฏสนา เพราะฉะนั้น ผู้ที่เสียสละและเข้าใจตัวตน ตัวตนคือมาเป็นตัวเรา แล้วก็มาเป็นของเรา มาเป็นของของเรา เพราะงั้นจะยึดอะไรมาเป็นของของเราตั้งแต่ หยาบๆ เป็นวัตถุ เป็นของเรา นั่นคือไม่เสียสละ ถ้าเสียสละออกไป คุณก็จะลดตัวตน เป็นวัตถุหยาบๆ 2.ยึดถือสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุแล้ว เป็นนามธรรม เป็นความรู้ เป็นความเห็น ยึดถือความเห็นยึดถือความรู้ ก็เป็นตัวตน ซึ่งใครแย้งก็โกรธก็เคือง ก็ถือดีอะไรต่างๆ สูงขึ้นไปอีกก็ยึดถือความดี ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ยึดความดีใดๆ ถ้ายังยึดอะไรเป็นเรา อะไรเป็นของเราอยู่ นั่นคือยังเป็นตัวตน ท่านให้เสียสละทุกอย่าง เช่น การทำทาน ทำทานแล้ว อย่าสร้างภพสร้างชาติใส่จิต คืออย่างไร ในทานสูตร ข้อแรกเลย ทำทานแล้วอย่าตั้งจิตให้มีภพชาติต่อไป คุณให้อะไรใครแล้ว เช่น ทำทานไป 900 ล้าน เหมือนอย่างเถ้าแก่จุล ทำทานไป 900 ล้าน แล้วไม่ต้องการอะไร กลับคืนมา จิตไม่มีสาเปกโข (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... ตอนนี้เราอยู่ในขั้นรายละเอียด การไม่มีตัวตน คนเรามักจะมีตัวตนเป็นอุปาทานของเขา เช่น การทำทานเสียสละ คนที่ไม่หมดตัวตน ก็จะมีความข้องเกี่ยวอยู่ในสรรเสริญ ถ้าทำทานด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองให้ออกไปโดยไม่มีความเกี่ยวข้อง ไม่ต้องไปติดตามหรอกว่า ทาน ของตัวเองจะเกิดประโยชน์แค่ไหน นี่คือ ตัดความยึดถือไปได้เลย พ่อครูว่า... ใช่ อธิบายได้ชัดเจนดีนะ การทำทานของพระพุทธเจ้าท่านที่ดีที่สุดแล้ว คือทำทานแล้วไม่ต้องคิดหวัง ไม่ต้องมีอาการความหวังอะไรต่อ ไม่มีอาการจิตที่จะหวังว่าให้แล้วนี่คือมีเราตามไปกับการให้ ไม่มีเราไม่มีตัวเราไปกับการให้ ให้แล้วก็หายไปเลย ให้แล้วก็วางไปเลย _สู่แดนธรรม... แม้ว่าเขาจะไม่คิดกตัญญูกับเราก็ตาม พ่อครู ไม่เกี่ยว หายไปเลย นั่นคือ ทำทานที่ดีที่สุดให้ทานและเสียสละ เป็น 0 การทำงานกับสังคมทำงานกับมนุษย์แม่เรียกว่าทาน แต่เรียกว่าทำงานรับใช้เสียสละ อย่างเช่นนักการเมืองหรือว่านักบริหารประเทศ ทำงานอย่างรับใช้ประชาชนซื่อสัตย์ แล้วก็ไม่คิดไปทวงบุญคุณอะไรจากเขา ไม่จดไม่จำ ที่ว่าเราทำดีแล้วจะไปคิดเป็นบุญทวงบุญคุณ จะทำดีกับคุณ ไม่ต้อง ให้เราลืมไปเลยสำหรับตัวเรา ลืมไปเลย ส่วนเขาจะตอบแทน จะกตัญญูกตเวทีเป็นเรื่องของเขา ผู้ที่มีภูมิธรรมมีปฏิภาณปัญญาก็จะตอบแทนบุญคุณ เป็นธรรมดา สัจจะมันจะเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตั้ง ว่าจะต้องทำอะไรแล้วจะต้องได้รับอะไร แลกเปลี่ยนหรือตอบแทนมา ไม่ต้องเลย นี่คือการเสียสละอัตตา 651019 ฟังธรรมให้เกิดปัญญาเพื่อสละตัวตน พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ