อรหันต์คือผู้มีอนัตตาธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
อรหันต์คือผู้มีอนัตตาธรรม _ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับวันนี้ผมขอให้พ่อท่านช่วยอธิบายในสภาวะของความเป็นพระอรหันต์ในพระอรหันต์ให้เข้าใจหน่อยครับ กราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า... โอ้โหดีจังเลย ใช้เวลาอีกสัก 10 20 ปีอธิบายคำว่า อรหันต์ในพระอรหันต์ ว่าจะอธิบายสัมมาทิฏฐิ อันนี้ก็คือทำให้สัมมาทิฏฐิเหมือนกัน อธิบายไปได้ในตัว อรหันต์ คืออะไร อรหันต์ในอรหันต์จะเป็นอย่างไร อรหันต์ มาจากคำว่า อรหะ + อันตะ อะ กับ รหะ อะแปลว่า ไม่, รหะ แปลว่า ลึกลับอยู่ ยังไม่รู้เรื่อง อรหะ แปลว่า ไม่ลึกลับแล้ว อันตะ แปลว่า ที่สุด อรหันต์จึงแปลว่า ไม่ลึกลับเป็นที่สุด นี่แปลบาลีอย่างโพธิรักษ์ ไม่ได้แปลตามหลักไวยากรณ์ของเขา ที่งงไม่รู้เรื่อง อาตมาแปลอย่างอาตมาเลย _สู่แดนธรรม... ที่พ่อท่านเคยแปลว่า อันตะ ฝ่ายนี้ก็ไม่มี อันตะฝ่ายนั้นก็ไม่มี พ่อครูว่า... ไม่ลึกลับทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ไม่ได้ลึกลับในอะไร ไม่ลึกลับในความสุขความทุกข์ ไม่ลึกลับในทุกข์อริยสัจ ไม่ลึกลับในความสุขที่เป็นมายา เป็นสุขอัลลิกะ สุขเก๊ ส่วน ทุกข์ นั้นคือ อาริยะ เป็นความประเสริฐที่จะต้องศึกษาและรู้ให้ทันว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เพราะฉะนั้น ภาราหเว ปัญจขันธา การเกิดมามีขันธ์ 5 คุณเลี่ยงเรื่องทุกข์ไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ผู้ที่เป็นอาริยะ ที่ประเสริฐ ผู้ที่ฉลาด พ้นทุกข์ 4อย่าง ทุกข์ อีก 6 อย่าง พ้นไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังทิ้งไม่ได้ แต่ความทุกข์อีก 4 อย่างนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พ้นได้ เพราะฉะนั้น อรหันต์แล้วพ้นทุกข์ 4 อย่างนี้ได้ นี่แหละคือความเป็นสิ่งที่ไม่ลึกลับสำหรับพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นยังไม่ถึงที่สุด ไม
อ่านต่อ
่ลึกลับในระดับขั้นต้น โสดาบัน ในกรอบของความเป็นโสดาบัน ในบริบทของความเป็นโสดาบัน คุณก็รู้จักกรอบของความเป็นโสดาบัน ท่านใช้พยัญชนะบอกว่า เป็นผู้ที่พ้น สักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา พ้นสีลัพพตปรามาส พ้นคือมีความเข้าใจ มีความรู้แล้ว รู้ว่ากายคืออะไร รู้ว่า สักกะอยู่ที่ไหน สักกะคือตัวเรา กาย คือสภาวะ 2 สภาวะภายนอกภายใน สภาวะรูปนาม ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะเข้าใจอย่างพ้นวิจิกิจฉา เรื่องกาย นี้ โอ้โห! ถ้าผู้ใดเข้าใจ กาย พ้น วิจิกิจฉาได้ แล้วมีหลักปฏิบัติเรียกว่า สีลพรต ปฏิบัติจริงๆ ไม่ใช่ลูบๆคลำๆ เล่นๆ พ้นสีลลัพตุปาทานมาแล้ว แม้มีสัมมาทิฏฐิแล้ว แต่ไม่เอาจริงเรียกว่า สีลพตปรามาส เอาจริงปฏิบัติจริง ไม่อย่างนั้น เหลาะแหละ รู้วิธีปฏิบัติประพฤติแต่ไม่ทำสักที เหลาะๆแหละๆ เหมือนตำรวจจับโจร โจรก็เห็นอยู่นี่ นั่งกินข้าวต้มกุ๊ยด้วยกัน แต่ไม่จับสักที ไม่ได้ มันต้องจัดการ รอไม่ได้ ความชั่วหรือบาปหรืออกุศลมีอยู่ในตัวเรา รีบเอาออก เหมือนผ้าชุบน้ำมันไหม้ลุกอยู่บนหัว ต้องเอาออก ไม่งั้นมันไหม้หัวพังหมด ความดีจะอยู่กับตัวเรานิดหนึ่งน้อยหนึ่ง นานเท่าไหร่ก็ไม่เสียอะไร แต่ความชั่วที่อยู่กับเรามันไม่ได้ มันเลวมันต่ำ มันทำให้เราไม่เจริญเท่านั้น ต้องรีบเอาออก เพราะฉะนั้นในคำว่า อรหะ ไม่ลึกลับ ท่านสรุปลงไปที่สุขทุกข์ ดีชั่วก็ไม่มีปัญหาแล้ว ดีชั่วก็ต้องทำด้วย ต้องเข้าใจดีชั่วก่อน แล้วทำดีจนกระทั่งไม่ทำชั่วเลย สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) แล้วทีนี้มาเรียนรู้สุขทุกข์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรัสรู้โดยพระพุทธเจ้า ผู้ที่จะรู้จักสุขจักทุกข์ แล้วทำให้ตัวเองหมดเรื่องสุขเรื่องทุกข์ในจิตได้จริง คุณจะถึงอนัตตาธรรม ผู้ถึงอนัตตาธรรม เป็นผู้ที่จบแล้วในความเกิดมามีจิตนิยาม ในความเป็นมนุษย์ คุณจะอยู่คนจะตายก็เป็นอมตะบุคคล ตายชาตินี้แล้ว แยกธาตุเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานไป เป็นดิน น้ำไฟ ลมไปแล้วไม่เกิดอีกได้ หรือจะเกิดอีกก็ได้ เป็นโพธิสัตว์ต่อมา สืบทอดศาสนาไปเรื่อยๆ แล้วตัวเองก็บำเพ็ญเพื่อจะมีภพภูมิสูงขึ้น ซึ่งเถรวาททางศาสนาพุทธเมืองไทย ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้หรอก อาตมาพูดแล้วเขาก็หาว่า ไม่เคยมีอาจารย์ที่ไหนสอน ใช่ ไม่มีอาจารย์ที่ไหนสอนหรอก อาตมาเป็นไก่ตัวพี่เอามาสอนเรื่องนี้ นี่ไม่ใช่พูดอย่างอวดดีอะไร แต่ว่ามีดีจึงพูดขึ้นมาให้ฟังคุณจะฟัง จะเชื่อหรือไม่เชื่อ เข้าใจหรือไม่เข้าใจ อาตมาก็พยายามให้คุณเข้าใจ แต่อาตมาอยากมากประเดี๋ยวก็เป็นทุกข์ ไม่เอา ก็เป็นเพียงต้องการหรือเจตนาให้ได้ ให้เข้าใจ ก็ทำสุดยอดเท่านี้ แล้วก็วาง อาตมาก็ปล่อย ไม่ทำอะไรมากมาย อย่างนี้เป็นต้น พูดไปพูดมาแล้ว นาฬิกาเคาท์ดาวน์บอกว่าหมดเวลาแล้ว 651019 ฟังธรรมให้เกิดปัญญาเพื่อสละตัวตน พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ