chapter 3.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย การวิจัยเรื่องกระบวนการและผลกระทบของการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการและผลกระทบของการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ ทั้งนี้โดยมีคําถามหลักของการวิจัยว่า การสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธมีกระบวนการอย่างไร โดยนําแนวคิดของระบบสุขภาวะองค์รวม (Holistic) ของกาย (Body) จิตใจ (Mind) สังคม (Society) และจิตวิญญาณ (Spiritual) บูรณาการเข้ากับแนวคิดวิถีพุทธ ซึ่งจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง “จิตวิญญาณ” มีผลกระทบต่อสุขภาวะองค์รวมเชื่อมโยงหนุนเนื่องกันไป เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ ของสุขภาวะที่บูรณาการเข้ากับหลักอริยสัจ 4 อันเป็นหัวใจสําคัญของ “วิถีพุทธ” เพื่อตอบคําถาม การวิจัยดังกล่าว ผู้วิจัยจึงเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในแนวทาง การศึกษาอัตชีวประวัติ (Autobiography) ในการดําเนินการวิจัย โดยให้ผู้เล่า (Narrator) ที่มี ประสบการณ์จากกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ เป็นผู้เล่าสภาวะทุกข์-สุข ของ กาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ ทั้งในแง่ของกระบวนการและผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วนําข้อมูล เรื่องเล่านั้นมาสังเคราะห์ในเชิงพรรณาโวหาร แม้ว่ารูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพจะสามารถให้ข้อมูล เชิงประจักษ์ และอธิบายพฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ได้อย่างละเอียด แต่สภาพความ ลุ่มลึกทางจิตใจและจิตวิญญาณยากแก่การวัดในเชิงปริมาณ ดังนั้น หากจะนําผลการวิจัยไป ประยุกต์ใช้ต้องผ่านการแปลความหมายที่อาจไม่คงเส้นคงวากับผลการวิจัย วิธีดําเนินการวิจัยมีดังนี้ 3.1 ภูมิหลังของระเบียบวิธีการศึกษาอัตชีวประวัติ (Autobiography Method) 3.2 แนวทางในการศึกษาอัตชีวประวัติ (Autobiography) 3.3 แนวทางในการเก็บข้อมูล 3.4 วิธีด
อ่านต่อ
ําเนินการวิจัยและการเข้าสู่สนาม 3.5 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 1 3.1 ภูมิหลังของระเบียบวิธีการศึกษาอัตชีวประวัติ (Autobiography Method) การศึกษาอัตชีวประวัติ (Autobiography) เป็นแนวทางหนึ่งของการวิจัยเชิงคุณภาพ Gerhard Rietnamun (2003) ได้เขียนถึงภูมิหลังเอาไว้ว่าประมาณปี ค.ศ. 1960s ในประเทศเยอรมัน 88 : ตะวันตก แนวทางของสํานักปฏิฐานนิยม (Positivism) ได้รับการวิพากษ์อย่างหนักโดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง Jurgen Habermas (2003) และ Cicourei (1964)รวมทั้งการเคลื่อนไหวของนักสังคมวิทยาอเมริกัน แนวตีความ (Interpretive sociology) กลางปี ค.ศ. 1970s Fritz Schutze ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชา สังคมวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Bielefeld ใช้แนวทางในการวิจัยที่เรียกว่า ปฏิสังสรรค์สัญญลักษณ์ นิยม (Symbolic Interactionism) ระเบียบวิธีวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณา (Ethnomethodology) เป็นต้น ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมวิทยา ชูลท์ส วิพากษ์ว่าการให้ผู้ให้ข้อมูลตอบคําถามจากการ สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Systematic Structured Interview) นั้นไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริง ของชีวิตได้ และยังทําให้เกิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้เล่าต้องการพูดกับสิ่งที่ต้องพูด ชูลท์ส กล่าวว่า “คนมีความสามารถและควรมีอิสระที่จะเล่าเรื่องราวในชีวิตของตนเอง และนักสังคมวิทยาจะต้อง ปรับแนวทางของตนเองเพื่อความจริงข้อนี้” ชูลท์สร่วมกับผู้ช่วยนักวิจัยของเขา คือ Gerhard Riemann และ Christine Bruehne ทําวิจัยในแนวทางใหม่นี้ที่เรียกว่า การศึกษาอัตชีวประวัติเชิง พรรณนา (Narrative Autobiography) ในการศึกษาเรื่องความรู้สึกที่ถูกกดทับปิดกั้น (Oppress) อัน เป็นผลมาจากการปฏิรูประบบราชการของอเมริกา ศึกษาในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง พบว่า การปฏิวัติ ระบบราชการมีผลทําให้นักการเมืองท้องถิ่นกลายเป็นคนชายขอบ นอกจากนี้ยังมีการนําแนวทางนี้ ไปศึกษาประสบการณ์ ประวัติชีวิตของบุคคลที่จะต้องฝืนทุนจากการปฏิวัติระบอบการปกครองใน รัสเซีย ซึ่งพบว่า ชาวรัสเซียไม่ได้ต่อสู้เพื่อการมีวัตถุ (Material Struggle) เพื่อการยังชีพเท่านั้น แต่ จะต้องต่อสู้ในด้านจิตใจ (Mental) ด้วย หลังจากที่อุดมการณ์และเป้าหมายของชาวรัสเซียถูกทําลาย ลงเหลือแต่อุดมการณ์และเป้าหมายของชาติเท่านั้น และผลของเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงระบอบการ ปกครองในครั้งนั้น เปรียบเสมือนเงาดําทะมึนที่ครอบอยู่ในชีวิตและจิตใจของผู้หญิงชาวรัสเซียคน หนึ่งที่ชื่อ Elna แม้ว่าเธอจะสามารถหนีไปอยู่ในดินแดนห่างไกลและหลุดพ้นจากอิทธิพลของระบบ การปกครองดังกล่าว แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในครั้งนั้นกลับครอบงําและ ติดตามเธอไปตลอดชีวิตที่เธออาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ในกระบวนการศึกษาอัตชีวประวัติ เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างผู้เล่าซึ่งเป็น เจ้าของเรื่องเล่า ผู้วิจัยผู้เขียน ผู้อ่าน และผู้นําผลการวิจัยไปใช้ Biographical Material จะอยู่ใน รูปแบบที่หลากหลาย เช่น เอกสารที่เป็น Case Notes ประวัติผู้ป่วย และแผนการรักษา บันทึก ประจําวัน เป็นต้น ในประเทศอังกฤษ มีการนําการศึกษาอัตชีวประวัติมาใช้เป็นเครื่องมือใน กระบวนการทางสุขภาพและการสังคมสงเคราะห์มากขึ้น มากขึ้น ระยะเวลากว่า 20 ปีของการก่อเกิดเทคนิค วิธีวิทยานี้ มีการนําไปใช้ในประเด็นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น กับผู้ที่มีความบกพร่องในการ เรียนรู้ (Learning Disability) Frail Older People โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นบ้า (Dementia) (Gibson, 1991, Kitwood, 1997; Schweitzer, 1998) และการดูแลเด็ก (Ryan and Walker, 1993) ค i : 89 3.2 แนวทางในการศึกษาอัตชีวประวัติ (Autobiography) การศึกษาอัตชีวประวัติ (Autobiography) ผู้ให้ข้อมูล (Informant) จะ ข้อมูล (Informant) จะเป็นผู้เชื่อมโยง ประเด็นต่าง ๆ อันเป็นเรื่องราวชีวิต (Life Story) อันเกิดจากความเข้าใจของผู้เล่าเอง โดยมีประเด็น หลักอยู่ที่เรื่องสุขภาวะ และเชื่อมโยงกับประสบการณ์หรือเรื่องราวในชีวิตที่ผู้เล่าเป็นผู้พิจารณาว่า เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ผู้เล่าจะพรรณาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของตนเองอย่างเชื่อมโยง หมายความว่า ผู้เล่าจะ เล่าเรื่องที่มีความหมายต่อชีวิต และเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นอย่างเชื่อมโยงกันด้วยตนเอง หน้าที่ของผู้วิจัยเป็นเพียงผู้สร้างจุดที่น่าสนใจ ในพื้นที่ทําการวิจัย 3.3 แนวทางในการเก็บข้อมูล เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interviewing) เพื่อให้ผู้ เล่าได้ประกอบเรื่องราวชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Auto-ethnography ในหนังสือชื่อ “The Sociological Imagination” ซี ไรท์ มิลส์ (C. Wright Mills, 1950) กล่าวถึงข้อมูลและขั้นตอนที่ สําคัญของการศึกษาอัตชีวประวัติ คือ 3.3.1 การค้นหาข้อมูลที่เป็นปัญหาความยุ่งยากส่วนบุคคล (Private Troubles) หมายถึง การใช้ชีวิตส่วนตัวภายใต้บริบทและเงื่อนไขของสังคม ที่มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและข้อเท็จจริง ทางสังคม ที่ชี้นําหรือมีอํานาจเหนือบุคคล 3.3.2 การสร้างความหมาย (Meaning Making) ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่นักสังคมวิทยา สนใจ ดังนั้น โครงสร้างของงานวิจัยที่ใช้ในการศึกษาอัตชีวประวัติในเชิงสังคมวิทยาตามแนวทาง ของมิลส์ ก็คือ การค้นหาความเป็นจริงทางสังคมโดยทั่วไป และการค้นหาความสัมพันธ์ของ เหตุการณ์และการตีความ ดังนั้น การศึกษาอัตชีวประวัติจึงเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพรรณนา โดยการสร้างวิถีของเนื้อหา (Trajectory Content) จากเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่ถูกฉีกออกเป็นส่วนๆ และไร้แบบแผน (Fragmentary and Chaotic Events) } 4 3.3.3 บทบาทของผู้วิจัย คือ การนําอัตชีวประวัติที่มีอยู่ / ดํารงอยู่ ซึ่งเป็นการวิจัยแบบ ทุติยภูมิ (Secondary Research) มาสร้างเป็นการวิจัยปฐมภูมิใหม่ (Primary Research) ด้วยการถาม ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้เล่าถึงสิ่งที่เขาหรือเธอมองเห็นหรือเข้าใจ ซึ่งการศึกษาอัตชีวประวัติจะต่างจาก แนวทางของนักปฏิฐานนิยม (Positivist) และการวิจัยแบบนิรนัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการ ของการสร้างความหมาย คือ ในแนวทางของการศึกษาอัตชีวประวัติ ผู้วิจัยจะถามเกี่ยวกับ i 90 ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่แวดล้อมประเด็นที่ศึกษา เพื่อที่จะสร้างเรื่องราวชีวิตขึ้นมาใหม่โดยการ เชื่อมโยงร้อยเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านั้นให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน 3.3.4 การเก็บข้อมูล โดยการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) เป็นกระบวนการซึ่งช่วยให้ผู้เล่าเข้าใจสถานการณ์ของตนเองได้ดีขึ้ ที่ดีขึ้นและสามารถสื่อสารออกมาได้ (Oakley, 1986) การกระตุ้นการสนทนาเพื่อให้ผู้เล่าสามารถสื่อสารเรื่องราวชีวิตของตนเองออกมา โดยไม่ได้ต้องการรายละเอียดที่ลึกซึ้งของเหตุการณ์ต่างๆ เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กระบวนการสัมภาษณ์ที่ไม่มีโครงสร้างในแนวทางของการศึกษาอัตชีวประวัติจะเริ่มต้น ด้วย าถามเปิดประเด็นที่ทําให้ผู้เล่าเปิดใจเกี่ยวกับความซับซ้อนของเหตุการณ์ในชีวิตมากกว่าการ ๆ รักษาหน้าหรือการแต่งข้อมูล (Self-justification) หลังจากนั้นผู้สัมภาษณ์จะนําผู้เล่าเข้าสู่การทบทวน เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้เล่า ซึ่งผู้สัมภาษณ์ คือ ผู้ที่ไม่รู้เรื่องชีวิตของผู้เล่า (Unknowing) ดังนั้น ผู้เล่าจึงเป็นผู้รู้ที่จะอธิบายถึงเหตุการณ์ต่างๆ อย่างสมบูรณ์ด้วยตนเอง โดยที่ ตัวผู้เล่าจะไม่ถูกขัดจังหวะขณะเล่าเรื่อง ดังนั้น เหตุการณ์ที่ผู้เล่าได้เล่าจึงเป็นการพรรณนา (Narrative) โดยตัวของมันเอง ผู้สัมภาษณ์จะต้องแสดงท่าที ทัศนะเชิงบวก แต่จะไม่ชี้นํา แต่หากผู้วิจัยสับสนไม่ สามารถเชื่อมโยงได้ว่าผู้เล่ากําลังพูดถึงเรื่องอะไร ผู้วิจัยก็อาจมีคําถามแทรกเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งผู้สัมภาษณ์ได้จดคําถามแทรกไว้ แล้วนําไปถามตอนท้ายๆ ของการสัมภาษณ์ โดยที่ ผู้สัมภาษณ์จะไม่กดดันผู้เล่า โดยจะต้องไม่ให้ผู้เล่าอึดอัด (Condense) เรื่องราวที่เล่าและหลีกเลี่ยง การถามในรายละเอียด แต่ให้ค้นหาประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทําความเข้าใจเหตุการณ์เพื่อ นําไปสู่การพรรณนา โดยที่เนื้อหาในการพรรณนาจะเป็นการเชื่อมโยงประเด็นทั้งหมด มากกว่าที่จะ มุ่ง งไปสู่ความจําเพาะเจาะจงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (Narrow Focus) อาทิ เช่น ชีวิตครอบครัวและการ ทํางาน เหตุการณ์ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์หนึ่งไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง ทักษะและความสามารถเชิง สร้างสรรค์ของผู้เล่า แรงกดดันที่ทําให้ผู้เล่าเกิดภาวะผิดปกติ (Personal Disorder) และวิกฤติในชีวิต ที่ทําให้เกิดความยากลําบาก (Suffer) เช่น การเปลี่ยนทิศทางชีวิตโดยกะทันหัน ความจําเป็นที่จะต้อง ยอมจํานน (Conform) ต่อชีวิตในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การรับรู้และความวิตกกังวลเกี่ยวกับความ ยากลําบากที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตในภายภาคหน้า การต้องอยู่กับปัญหา การตกอยู่ในภาวะความขัดแย้ง ในตนเอง การพูดจาที่ต่อต้านหรือขัดแย้งกับผู้อื่น และความพยายามที่จะหลุดพ้นจากภาวะ ยากลําบาก การศึกษาอัตชีวประวัติไม่ได้ให้ความสําคัญกับเรื่องเล่าเท่านั้น แต่ยังให้ความสําคัญกับ การนําเรื่องเล่านั้นมาเล่าในภาษาเชิงพรรณาอีกด้วย ซึ่งผู้วิจัยจะต้องรักษาระดับคุณภาพในการที่จะ 91 สะท้อน (Express) เรื่องเล่าออกมาอย่างครอบคลุมครบถ้วน มีความเป็นตัวแทน (Representation) ของเรื่องเล่าและตัวผู้เล่า ซึ่งเรียกขั้นตอนนี้ว่า การสร้างความหมาย (Meaning Making) ทั้งนี้เพราะ การศึกษาอัตชีวประวัติ คือ การบอกเล่าเรื่องราว (The Story Telling) ที่เหตุการณ์ในอดีตจะถูกนํามา ประสาน (Weave) เพื่อนําไปสู่การพรรณนา ซึ่งในการพรรณนาจะต้องแสดงให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนที่ สําคัญๆ ในชีวิต และมีผลต่อชีวิตทั้งหมดหลังจากนั้น ตัวอย่างเช่น การเจ็บป่วยจนเข้าใกล้เส้นความ ตาย เป็นต้น ดังนั้นในการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ จึงต้องชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเรื่องราว ในอดีต และเงื่อนไขของการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน การศึกษาอัตชีวประวัติกับความเป็นอัตวิสัย (Subjectivity) และความเป็นวัตถุวิสัย (Objectivity) ซึ่งแน่ ซึ่งแนวคิดยุคหลังทันสมัยปฏิเสธแนวคิดทั้งสอ สองขั้วที่ตรงข้ามกันดังกล่าว โดยให้ ทัศนะว่า ความเป็นวัตถุวิสัย คือ มายาคติของความเป็นไปไม่ได้ที่ว่าความรู้ใดๆ จะบริสุทธิ์และ ปลอดจากค่านิยม (Pure Value-free) และเมื่อใดก็ตามที่มีความเป็นอัตวิสัย ความหมาย (Meaning) ก็ จะสูญหายไป ดังนั้น แนวทางในการศึกษาอัตชีวประวัติ ผู้วิจัยจึงมีบทบาทเป็นเพียงผู้เขียนร่วม (Co-author) มากกว่าการเป็นผู้ที่ตีความหรือสร้างความหมาย ดังนั้นกฎซึ่งเป็นทั้งแนวทางและประเด็นทางจรรยาบรรณของการศึกษาอัตชีวประวัติ คือ (Gerhard Riemann, 2003) ความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้สัมภาษณ์และผู้เล่า ผู้เล่าจะมี พัฒนาการจนมองเห็นคุณค่าของเรื่องที่เล่าและผลวิจัย และงานวิจัยจะต้องปกป้องความเป็นส่วนตัว ของผู้เล่าด้วย ดังนั้น ในการวิจัยครั้งนี้ จึงได้ใช้ชื่อสมมติกับผู้เล่าในกรณีที่สาระในเรื่องเล่านั้นอาจ กระทบต่อวิถีชีวิตของผู้เล่า ในขณะที่ผู้เล่าบางราย ในงานวิจัยนี้จะใช้ชื่อจริงเนื่องจากพิจารณาเห็น ว่าเรื่องเล่าเหล่านั้นไม่กระทบต่อผู้เล่า 3.4 วิธีดําเนินการวิจัยและการเข้าสู่สนาม การ วิจัยครั้งนี้ จะศึกษากระบวนการและผลของการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ โดยให้เวทีกับผู้ที่มีประสบการณ์ในกระบวนการดังกล่าว ได้เป็นผู้สร้างสรรเรื่องราวเกี่ยวกับ สุขภาวะภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่ในการสร้างเสริมสุขภาวะ ผู้ที่เป็นเจ้าของกาย จิต สังคม และจิต วิญญาณจะเป็นผู้ที่บอกได้ถึงภาวะที่สุขหรือเป็นทุกข์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ที่เกิดจาก กาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ และสามารถเชื่อมโยงภาวะดังกล่าวได้โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือวิจัย อื่นใด ในการวิจัยครั้งนี้มีผู้เล่าจํานวน 10 คน ที่มาและเหตุผลของการเลือกผู้เล่าแต่ละคนมาจาก เหตุผลที่หลากหลาย เช่น 3.4.1 กรณี ท่านสมณะโพธิรักษ์ ซึ่งเป็นผู้นําที่ริเริ่ม และยึดแนวทางการสร้างเสริมสุข ภาวะองค์รวมด้วยวิถีพุทธ เพื่อนําไปสู่การสร้างสมดุลทางจิตวิญญาณ ที่ลดโลภ โกรธ หลง พัฒนา : 92 ชีวิตเพื่อเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นําหลักสุขภาพองค์รวม 8 อ. มาใช้สร้างความสมดุลชีวิต ทั้งทาง ร่างกาย ทางจิตใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ 3.4.2 กรณี ท่านพลตรีจําลอง ศรีเมือง ซึ่งเป็นผู้นําที่มีบทบาททางสังคม การเมือง และ การศึกษา แม้ท่านจะไม่ได้เรียนมาทางแพทย์ แต่ท่านเป็นบุคคลที่สนใจเรื่องสุขภาพ มีคลินิก ฟอกไตช่วยเหลือผู้ป่วยโรคไตในราคาที่คํานึงถึงความมีมนุษยธรรม ชีวิตของท่านเด่นชัดในมิติ ความสัมพันธ์ของสุขภาวะองค์รวมทั้ง 4 ด้าน ที่มีความสมดุล และมีแนวทางการดูแลสุขภาพอย่าง เป็นองค์รวมโดยใช้หลักวิถีพุทธ 3.4.3 กรณี คุณแก้ว ซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่ในสมุยที่มีภาวะความบีบคั้นจากความ ทะเยอทะยานภายในตัวเอง ประกอบกับการถูกประเมินค่าทางสังคมด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ เป็น เครื่องกระตุ้นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง การประสบความสําเร็จในชีวิตของการเป็นนักธุรกิจ แต่ ขาดความสมดุลทางสุขภาวะได้เกิดผลกระทบต่อสุขภาวะทางร่างกายอย่างรุนแรง กระบวนการ สร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ เป็นวิธีการที่นําไปปฏิบัติเพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย จิตใ สังคม และจิตวิญญาณ ต่อชีวิตของตนเอง และผู้อื่น 3.4.4 กรณี คุณจ๋า ถูกเลือกเพราะความเด่นชัดในบทบาทของความเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ที่มีแนวคิดสวนทางกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นผู้มีแรงบีบคั้นในชีวิตจากภาวะของสังคม การต่อสู้ ดิ้นรนเพื่อเรียกร้องให้เกิดการยอมรับ อิทธิพลของผู้นําครอบครัว รวมถึงพื้นฐานการถูกเลี้ยงดูมา ในอดีต ซึ่งมีอิทธิพลต่อสุขภาวะองค์รวมในปัจจุบันทั้งสิ้น กระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์ รวมวิถีพุทธ เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เกิดความ เข้มแข็ง สามารถเอาชนะภาวะความเจ็บป่วยที่รุนแรงได้ 3.4.5 กรณี คุณแก่นฟ้า แสนเมือง ถูกเลือกเพราะเป็นตัวแทนของวิศวกรที่ประสบปัญหา ความเจ็บป่วยมายาวนาน มีประสบการณ์การรักษาด้วยการแพทย์กระแสหลักที่ทันสมัย มีระบบประกันสุขภาพที่ดีเยี่ยม แต่ท้ายที่สุดสิ้นหวังจากระบบการแพทย์กระแสหลักเพราะไม่ สามารถกลับมามีสุขภาวะที่สมบูรณ์ดังเดิมได้ เมื่อใช้กระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถี พุทธ เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง คุณแก่นฟ้า สามารถเอาชนะภาวะความเจ็บป่วยที่รุนแรงได้ และมีสุขภาวะทางจิตวิญญาณเปลี่ยนแปลงจาก ผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีจิตใจช่วยเหลือผู้อื่น 3.4.6 กรณี สมณะแก่นหล้า เป็นนักบวชชาวอโศกที่มีพื้นฐานแนวคิดของการแพทย์ กระแสหลัก แต่ใช้กระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธมาเป็นแนวทางหลักในการสร้าง สมดุลให้ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ สมณะแก่นหล้าเอาชนะภาวะความเจ็บป่วยที่มีฐาน 93 ความเชื่ออันเกิดจากแรงพยาบาทของวิบากกรรมในอดีตซึ่งตัวเองเป็นคนทํา และส่งผลให้เกิดการ เจ็บป่วยในปัจจุบันด้วยแนวทางวิถีพุทธ 3.4.7 กรณี ป้านาง เป็นตัวแทนเกษตรกรที่ได้รับความเจ็บป่วยจากแรงบีบคั้นของ ความจน ซึ่งไม่มีทางเลือกในการทําการเกษตร ที่ตกอยู่ภายใต้ระบบเงินเป็นใหญ่ การเกษตรที่ใช้ เคมี ยาฆ่าแมลง สารเร่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง ๆ ชายได้มากๆ ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ ของเกษตรกร โดยเฉพาะการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงสะสมเป็นระยะเวลานาน ๆ ทําให้เสียสมดุล ทางสุขภาวะทางกายอย่างรุนแรง จนป้านางแทบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อใช้กระบวนการสร้างเสริมสุข ภาวะองค์รวมวิถีพุทธมาเป็นแนวทางหลักในการสร้างสมดุล ช่วยให้ร่างกาย จิตใจ สังคม และ จิตวิญญาณ กลับคืนสู่ภาวะสมดุล ๆ 3.4.8 กรณี คุณอุดม ตัวแทนเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขที่มีองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพ เป็นอย่างดี แต่แบบแผนการใช้ชีวิตที่อยู่ในภาวะเร่งรีบในการทํางาน ทําให้เกิดการเสียสมดุลทาง สุขภาพ ใช้ฐานแนวคิดของกระบวนทัศน์เดิมในการรักษาโรคหลายปีแต่ไม่หาย เมื่อใช้กระบวนการ สร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธมาเป็นแนวทางหลักในการสร้างสมดุล ช่วยให้ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ กลับคืนสู่ภาวะสมดุลได้อย่างน่าอัศจรรย์ ภาวะของแรงบนบก 3.4.9 กรณี ซิสเตอร์ สุจิตรา คงอยู่ เป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ ตัวแทนที่นําเสนอ ความแตกต่างทางศาสนา แต่นํากระบวนการวิถีพุทธ ไปใช้ในชีวิตเพราะได้รับความเจ็บป่วยจาก ซึ่งแรงบีบคั้นทางสังคม เกิดความสับสนในชีวิตอย่างรุนแรง ที่กํากึ่งระหว่างคนบ้ากับคน ปกติ ความผิดปกติทางจิตใจส่งผลกระทบต่อความเจ็บป่วยทางร่างกาย เมื่อใช้กระบวนการสร้าง เสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธมาเป็นแนวทางหลักในการสร้างสมดุล ช่วยให้ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ กลับคืนสู่ภาวะสมดุลเป็นปกติ เปลี่ยนจิตวิญญาณของซิสเตอร์ให้เข้มแข็ง พลิก บทบาทจากคนป่วยที่สิ้นหวังจนใกล้บ้า เป็นซิสเตอร์ที่มอบความรักความเมตตาให้กับคนอื่น มี ความสุขกับการช่วยเหลือผู้อื่นให้มีสุขภาวะที่ดี 3.4.10 กรณี คุณทรายศีล ชาวหินฟ้า เป็นหญิงสาวชาวบ้านที่มีภาวะความเจ็บป่วยทาง จิตใจมาตั้งแต่เด็กและไม่ได้รับการแก้ไขจนผ่านวัย ได้สะสมภาวะความเจ็บป่วยทางจิตใจให้ทวี ความรุนแรงตามอายุที่มากขึ้น จนมีผลกระทบให้เกิดความเจ็บป่วยทางร่างกายและทางจิตวิญญาณ เมื่อคุณทรายศีลใช้กระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธมาเป็นแนวทางหลักในการสร้าง สมดุล ช่วยให้ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ กลับคืนสู่ภาวะสมดุลได้ดีกว่าเดิม จิตวิญญาณที่ เคยเป็นคนป่วยได้เข้มแข็งขึ้น และได้เปลี่ยนจิตวิญญาณสู่การเป็นผู้ให้ เป็นผู้ช่วยเหลือผู้อื่นและมี ความสามารถเป็นผู้รับผิดชอบคอร์สล้างพิษซึ่งจัดขึ้นทุกเดือน 94 ในการสัมภาษณ์ ได้มีการนัดหมายล่วงหน้าและผู้วิจัยในฐานะคนในและเกี่ยวข้อง โดยตรงกับกระบวนการดังกล่าว จึงสัมภาษณ์เพียง 3 รายเท่านั้น เพื่อให้เกิดพื้นฐานความเข้าใจกับ เรื่องที่ศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นของการวิเคราะห์เพื่อสร้างความหมาย และเพื่อป้องกันอคติ (Bias) ที่จะเกิดขึ้นกับงานวิจัย จึงมีผู้ช่วยวิจัยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้สัมภาษณ์ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ อธิบายถึงวัตถุประสงค์ คําถามการวิจัย แนวทางการวิจัยแบบการศึกษาอัตชีวประวัติ และแนว คําถามปลายเปิดแก่ผู้สัมภาษณ์ มีการซักถามจนเกิดความเข้าใจที่ชัดเจน มีการทดลองสัมภาษณ์แล้ว นําผลการสัมภาษณ์มาศึกษาก่อนที่จะให้ผู้ช่วยวิจัยทั้ง 4 ราย ดําเนินการเก็บข้อมูลจากผู้เล่าจนครบ 10 ราย 3.5 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสัมภาษณ์โดยไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interviewing Guideline) แนวทาง ในการสัมภาษณ์ ประกอบด้วยข้อมูล 6 ส่วน ได้แก่ 1 ส่วนที่ 1 อัตชีวประวัติ (ประวัติส่วนบุคคล) ส่วนที่ 2 ภาวะการต่อสู้ทางจิตใจเพื่อนําไปสู่การพัฒนาค้านจิตวิญญาณ ส่วนที่ 3 การเลือกมาเข้าคอร์สที่ศีรษะอโศก และผลที่เกิดต่อสุขภาพ เป็นไปตามที่ คาดหวังไว้ได้มากน้อยอย่างไร ส่วนที่ 4 การเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ 4 ด้าน ทางกาย จิตใจ สังคม และจิต วิญญาณ มีวิธีการอย่างไร ส่วนที่ 5 ความสัมพันธ์ของสุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ ส่วนที่ 6 ผลกระทบของกระบวนการต่อสุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการเก็บข้อมูลตามลําดับดังนี้ 3.6.1 การจัดระเบียบข้อมูล (Data Organizing) ผู้วิจัยจัดระเบียบข้อมูลทางกายภาพ ได้แก่นําเทปเสียงจากการบันทึกเสียงการ สัมภาษณ์ มาทอดเทปบันทึกเสียง การบรรณาธิกรณ์ข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลเป็น Text ชนิด คําต่อคํา (ชาย โพธิ์สิตา, 2549 : 365) รวมทั้งบรรยากาศของการสนทนา หลังจากนั้นทําการขัดเกลา ภาษา แต่ผู้วิจัยยังรักษาเนื้อความหมายเดิมและอารมณ์ของผู้พูดไว้ในลักษณะเดิม หลังจากนั้นจึง จัดเก็บข้อมูลให้เป็นระบบตามหมวดหมู่ } 95 3.6.2 การจัดระเบียบเนื้อหาข้อมูล ผู้วิจัยคัดสรรเอาข้อความต่างๆ ที่กระจายอยู่ในข้อมูลและที่มีความหมายตรง ประเด็นกับเรื่องที่ต้องการวิเคราะห์ออกมา แต่ความหมายซึ่งเป็นเป้าหมายสําคัญของการวิเคราะห์ นั้นไม่ได้ลดลง ความหมายของข้อความเดิมยังคงอยู่เท่าเดิม การจัดระเบียบเนื้อหาข้อมูลโดยการให้ รหัสข้อมูลตามกรอบแนวคิด 3.6.3 การให้รหัสข้อมูล ผู้วิจัยทําความเข้าใจข้อมูลโดยละเอียด กําหนดประเด็นหลัก ประเด็นรองตาม กรอบแนวคิด ค้นหาความหมายที่สอดคล้องกับประเด็นหลักเพื่อนํามากําหนดรหัสสําหรับแต่ละ ความหมาย การให้รหัสข้อมูลใช้การให้รหัสแบบอุปนัย ซึ่งนักวิจัยจะไม่ได้เตรียมรหัสไว้ล่วงหน้า แต่จะรอจนได้ข้อมูลมาแล้วจึงเริ่มด้วยการอ่านข้อมูลให้เข้าใจ จนมองเห็นว่ามีประเด็นสําคัญ (Themes) อะไรบ้างที่โผล่ขึ้นมาจากข้อมูล แล้วนํามากําหนดรหัสข้อมูล จากนั้นจึงมองหาว่ามี ข้อความตรงไหนบ้างที่ให้ความหมายสอดคล้อง หรือไปกันได้กับประเด็นสําคัญเหล่านั้น และใน การอ่านข้อมูลผู้วิจัยให้ความสนใจสิ่งต่อไปนี้เป็นพิเศษ คือ เนื้อหาของข้อมูลทั้งหมด กุณภาพ ข้อมูล และแบบแผนในข้อมูล สําหรับใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ต่อไป 3.6.4 การแสดงข้อมูล (Data Display) ผู้วิจัยนําเสนอข้อมูลในเชิงพรรณนาซึ่งมาจากการเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้จากการ สัมภาษณ์ และการสังเกตที่จัดระเบียบแล้วเข้าด้วยกันเพื่อจัดกลุ่มข้อมูลที่ให้รหัสตามประเด็นหลัก และประเด็นรอง จัดให้เกิดเป็นกลุ่มเป็นประเภทตามความหมายที่สัมพันธ์กันของข้อความเหล่านั้น มองหาประเด็นสําคัญที่จะตอบคําถามการวิจัย ทําการเชื่อมโยงประเด็นที่สัมพันธ์กันให้มีความหมาย และนําผลที่ได้ไปบรรยายเพื่อจะทําให้เกิดความหมายใหม่ อันจะช่วยให้เข้าใจและตอบคําถามใน การวิจัยได้ 3.6.5 การจัดกลุ่มข้อมูล ผู้วิจัยจัดรหัสทั้งหมดให้เป็นกลุ่มๆ โดยใช้ประเด็นหรือหัวข้อการวิเคราะห์ที่ได้ กําหนดไว้แล้วเป็นแนวทาง คัดเอาข้อมูลที่ตรงกับรหัสแต่ละตัวมารวมไว้ที่เดียวกัน เพื่อให้สะดวก ในการอ่านเพื่อหาความหมายและหาข้อสรุปต่อไป 3.6.6 หาข้อสรุป การตีความ และการตรวจสอบความถูกต้องตรงประเด็นของ ผลการวิจัย (Conclusion, Interpretation and Verification) หลังจากผู้วิจัยพรรณนาข้อมูลเพื่อแสดงเรื่องราวของสิ่งที่ศึกษา ซึ่งมาจากการ ถอดเทปการสัมภาษณ์ นํามาหาข้อสรุปและสร้างความหมายให้ข้อมูลที่แสดงไว้แล้ว นําเนื้อหาของ คําสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เพื่อสร้างความหมาย (Meaning) ว่าผู้เล่ากําลังเล่าถึง โต ด้วยเหตุผลใด 96 ผู้เล่าให้ความห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive