chapter 1.pdf
เนื้อหาในไฟล์
i 1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา บทที่ 1 บทนํา นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 2493 เป็นต้นมา วิถีชีวิตของผู้คนและสังคมเกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง (Drastically Change) ภายใต้การประกาศกระบวนทัศน์ใหม่ ที่ว่าด้วยการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย (Modernization) เป็นวาระที่ประเทศมหาอํานาจทาง การเมืองและเศรษฐกิจของโลกในช่วงเวลานั้น ต้องการให้โลกดําเนินไปภายใต้วิถีเดียวกัน นั่นคือ การพัฒนาไปเป็นประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตย (Liberal Democracy) ภายใต้ระบอบเศรษฐกิจทุน นิยม (Capitalism) ด้วยเส้นทางของอุตสาหกรรมนิยม (Industrialism) การพัฒนาไปสู่การเป็นสังคม เมือง (Urbanism) (อรศรี งามวิทยาพงษ์, 2545 : เว็บไซต์) กระบวนทัศน์การพัฒนาไปสู่ความทันสมัย มีข้อเสนอที่สําคัญว่า ทุกประเทศควร พัฒนาไปในเส้นทางเดียวกัน คือ เอาเรื่องเศรษฐกิจเป็นหัวหอกหรือเป็นแกนหลักของการพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่งคั่ง (Wealth) ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ระดับความพอเพียงใน ประเทศเช่นอดีตที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ควรผลิตให้ได้ปริมาณมากและคุณภาพดีที่สุด แล้วนําผลผลิต ที่แต่ละประเทศผลิตได้ มาแลกเปลี่ยนผ่านระบบเงินตรา เมื่อนั้นทุกประเทศจะมีเงินที่จะนํามาใช้ใน การพัฒนาประเทศของตน เพราะเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นจะฉุดการพัฒนาในมิติอื่นๆ ให้เกิดการพัฒนา หรือดีขึ้นตามไปด้วย (ดุจฤดี คงสุวรรณ์, 2555 : เว็บไซต์) กระบวนทัศน์การพัฒนาไปสู่ความทันสมัย ถูกประกาศให้เป็นชุดความรู้ในการพัฒนา นับตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งปัจจุบันการพัฒนาไปสู่สังคมทันสมัยมีอํานาจเข้มแข็งและมีอิทธิพลต่อ วิถีของโลกในฐานะที่เป็นการพัฒนากระแสหลัก ความน่าเชื่อถือหรือความศักดิ์สิทธิ์ของชุดความรู้ ดังกล่าว เกิดจากการสร้างชุดความรู้ขึ้นมาจากประสบการณ์การพ
อ่านต่อ
ัฒนาของประเทศมหาอํานาจ ตะวันตกว่า ภายใต้เส้นทางการพัฒนาดังกล่าว ทําให้ประเทศกลุ่มหนึ่งมีระดับการพัฒนาที่ดีขึ้นใน ทุกด้านดังข้อเสนอเชิงทฤษฎีที่นักวิชาการ นักทฤษฎี และองค์กรการพัฒนาระหว่างประเทศ ประกาศไว้ ทําให้ประเทศตะวันตกกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนา เหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดให้ทุก ประเทศเข้าสู่กระแสการพัฒนาที่มองประเทศตะวันตกเป็นตัวแบบในนามของทฤษฎีที่ว่าด้วยการ พัฒนาไปสู่ความทันสมัย (Theory of Modernization) มีอํานาจที่แผ่ซ่านแทรกซึมและครอบงํา ความคิดและวิถีชีวิตของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอที่ว่าความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นได้ 2 .: ด้วยเส้นทางของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจเป็นภาค เกษตรกรรมไม่สามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งหรือหลุดพ้นจากการเป็นประเทศยากจนด้อยพัฒนา หรือประเทศโลกที่สามได้อย่างแน่นอน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของ ประเทศจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม (มูลนิธิชัยพัฒนา, 2555 : เว็บไซต์) นอกจากข้อเสนอเชิงทฤษฎีให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ แล้ว ยังมีนักทฤษฎีอีกกลุ่มหนึ่งที่เสนอว่า จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมไปพร้อม ๆ กันด้วย ซึ่งโครงสร้างทางสังคมในที่นี้หมายถึงระบบคุณค่า แบบแผนวิธีคิดและพฤติกรรมของ ผู้คนจะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับเป้าหมายของสังคมใหม่ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทาง สังคมจึงเป็นเงื่อนไขสําคัญเบื้องต้น (Pre-requisite) ของการพัฒนาไปสู่ภาวะความทันสมัย ดังเช่น แมคซิลแลนด์ (McCelland, 1961) เสนอว่า การพัฒนาคือการกระตุ้นหรือปลุกเร้าให้คนเกิดแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Motive) หรือความมุ่งมาดปรารถนาที่จะประสบความสําเร็จในชีวิต โดย มีนัยยะว่าความสําเร็จ หมายถึง ความสามารถ สมรรถนะ ทักษะในเชิงเศรษฐกิจและความสามารถ ในการหาเงินเป็นหลัก เมื่อโครงสร้างทางสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางเศรษฐกิจจึงจะสัมฤทธิ์ผล โดยนักเศรษฐศาสตร์อีกกลุ่มได้กําหนดค่าของระดับการ พัฒนาหรือความเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดภาวะทางเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product - GDP) หรือมูลค่าของสินค้าและ บริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ผลิตได้ภายในอาณาเขตของประเทศในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และค่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product - GNP) หรือ มูลค่าของสินค้าและบริการ ขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ประชาชาติผลิตได้โดยใช้ทรัพยากรของประเทศ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่ง สะท้อนให้เห็นอย่างสําคัญว่า ภายใต้กระบวนทัศน์การพัฒนาไปสู่ความทันสมัย ได้ให้ความสําคัญ กับมิติทางเศรษฐกิจโดยละเลยที่จะให้ความสําคัญกับคนซึ่งเป็นหัวใจสําคัญของการพัฒนา แต่กลับ ลดทอนมนุษย์ลงเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยการผลิตเท่านั้น ย นอกจากนี้ การพัฒนาไปสู่ความทันสมัย ยังหมายความถึงการพัฒนาไปสู่ความเป็นเมือง (Urbanization) ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแบบแผนการดําเนินชีวิต การบริโภค และ ความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นต้น ที่ต้องเร่งรีบ เร่งรัด เคร่งครัดและเคร่งเครียดตามแบบวัฒนธรรม อุตสาหกรรมนิยม ที่เชื่อว่าภาวะการแข่งขันทางสังคม (Social Competition) จะเป็นภาวะที่กระตุ้น ให้เกิดการพัฒนา ผู้คนแก่งแย่งแข่งขันกับผู้อื่นและกดดันตนเองอย่างหนักเพื่อต้องการเป็นผู้ประสบ ความสําเร็จในชีวิตตามนิยามของสังคมทันสมัย โดยวัดค่าจากประสิทธิภาพและสมรรถภาพทาง เศรษฐกิจเท่านั้น 3 เป็นที่ยอมรับว่า แนวคิดการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยก่อให้เกิดการพัฒนาในหลายด้าน ลักษณะทางกายภาพ โครงสร้างและสถาบันทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น ดัชนีชี้วัดระดับการพัฒนา ทางเศรษฐกิจพบว่ามีความเติบโต ระดับของการพัฒนาเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างไร้ขีดจํากัด ระดับการศึกษาของคนในสังคมสูงขึ้น รายได้ค่าตอบแทนสูงขึ้น การครองชีพที่ดีขึ้น สินค้าเครื่อง อุปโภคบริโภคมีคุณภาพและปริมาณที่พอเพียงจนล้นเกิน เป็นต้น แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับพบว่า โรงพยาบาลทั่วไป (General Hospital) มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับจํานวนผู้ป่วยที่นับวันจะเพิ่ม จํานวนมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ยังไม่นับโรงพยาบาลเฉพาะทางที่รักษา เช่น โรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วย ระบบประสาทและสมอง (Neurological and Brain Hospital) โรงพยาบาลบําบัดจิต (Mental Hospital) มีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มจํานวนมากขึ้นจากอดีต มีเตียงรองรับผู้ป่วยมาก ขึ้น อาคารใหญ่โตกว่าเดิม เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานทางการแพทย์ที่สูงขึ้น แพทย์มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นกว่าเดิม มีความก้าวหน้าในการคิดค้นพัฒนาและผลิตยาที่ ครอบคลุมโรคเกือบทั้งหมด แต่ผู้ป่วยกลับล้นโรงพยาบาล ยังไม่นับรวมผู้ที่ไม่ยอมรับว่าตนเอง เป็นผู้ป่วยและไม่สามารถเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ ในอีกด้านหนึ่งทุกที่สร้างขึ้นเพื่อขังคน ขยาย ทั้งขนาดและความเข้มข้นรุนแรง เป็นต้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในอีกด้านหนึ่งของการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยเป็นสาเหตุของภาวะการเจ็บป่วยของผู้คนและ สังคม โรคที่เกิดจากภาวะความทันสมัยไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกิดจากแบบแผนการบริโภค การดําเนิน ชีวิต และการทํางานของผู้คนในสังคมทันสมัย เช่น ภาวะอ้วน (Obesity) ความดันโลหิต เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง เป็นต้น จากสถิติยังพบว่า จํานวนผู้ป่วยเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้น แต่กลับพบว่าอายุ ของผู้ป่วยน้อยลงกว่าในอดีต เช่น ผลจากการตรวจสุขภาพคนไทยของรองศาสตราจารย์ ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า คนไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป มีภาวะอ้วนและ อ้วนลงพุงร้อยละ 34.7 และ 32.1 ตามลําดับ (ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา และคณะ, 2554 : 9) ทางพุทธ ศาสนากล่าวว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นสิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะการ เจ็บป่วยเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเข้าสู่วัยชรา แต่ปัจจุบันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผู้คนเจ็บป่วย ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่วัยชรา 1 ภายใต้กรอบแนวคิดของการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยที่มีประเทศตะวันตกเป็นแม่แบบ ของการพัฒนาในทุกมิติ รวมถึงมิติทางการแพทย์ด้วย ปัจจุบันระบบบริการทางการแพทย์ทุก ประเทศทั่วโลก ถือเอาชุดความรู้และแบบแผนในการรักษาพยาบาลแบบตะวันตกเป็นมาตรฐาน ของการรักษา แม้ว่ามาตรฐานในการรักษาจะสูงขึ้น แต่กลับพบว่าผู้ป่วยจํานวนมากไม่สามารถ หายขาดจากภาวะและอาการของโรคที่เกิดขึ้นได้ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการมองคนแบบแยกส่วน และรักษาคนแบบแยกส่วน โดยให้ความสําคัญกับโรคและภาวะทางกายเท่านั้น และแม้ว่าจะให้ 4 ความสําคัญกับภาวะทางจิต แต่เป็นอํานาจและดุลพินิจของแพทย์ที่จะวินิจฉัยว่ามีความเหมาะสม สมเหตุสมผลที่จะส่งผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางหรือไม่ ผู้ป่วยไม่มีอํานาจที่จะบอกถึงความ ปรารถนาในแบบแผนการรักษาที่ตนเองต้องการ สัจธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ คือ ทุกคนต่างมีกายและจิตคู่กันอยู่เสมอมิอาจแยกออก จากกันได้ เมื่อจิตเข้มแข็ง กายจะแข็งแรง เมื่อกายเจ็บป่วย จิตจะอ่อนแอและเจ็บป่วยทางจิตไป ด้วย การแพทย์ตะวันตกในปัจจุบันเชื่อเหมือนแพทย์ตะวันออกที่เชื่อมานานนับศตวรรษว่า สุขภาพ และโรคไม่ได้เกิดมาจากความผิดปกติของสารเคมีและสรีระวิทยาภายในเซลล์เท่านั้น แต่ยัง เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจด้วย จากการศึกษาค้นคว้าการทํางานของระบบปกป้องร่างกาย ร่างกายมีเซลล์ส่งต่อความรู้สึกไปยังสมอง พบว่า จึงมีผลกับอารมณ์นอกเหนือจากผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย ในทางกลับกัน ไม่ว่าจะคิดหรือรู้สึกอย่างไรจะมีผล ต่อระบบป้องกันดังกล่าว และแน่นอนมีผลต่อสุขภาพของคนเรา แนวทางการส่งเสริมสุขภาวะ องค์รวมเชื่อว่า กาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยยะสําคัญ เพราะปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกายมีอิทธิพลต่อการเกิดโรคหรือสุขภาวะ การให้ความเอาใจใส่แก่ สุขภาพกายแต่เพียงด้านเดียวจึงเท่ากับได้เพียงส่วนเดียวและเป็นเพียงส่วนน้อยในการสร้างเสริม สุขภาวะ (พระไพศาล วิสาโล, 2550) เริ่มต้นจากศตวรรษที่ 20 นายแพทย์ เฮนรี ลินคลาห์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ใช้การบําบัด โดยการล้างพิษ การนวด การจัดไขสันหลัง และอาหาร มาผสมผสานกับผลต่อจิตใจและจิต วิญญาณ โดยตระหนักว่าความคิดเชิงลบมีพลังทําให้เกิดความเสื่อมแก่ร่างกายและจิตใจ แนวคิด ทางตะวันออก โดยเฉพาะการแพทย์จีน จีนแผนโบราณเชื่อว่า อารมณ์เครียดมีผลต่อสุขภาพ โดยเมื่อเกิด ความเครียดและกดดันหรือความกังวลจะมีความสัมพันธ์กับธาตุดินซึ่งต้องการความเห็นอกเห็นใจ เป็นพื้นฐานของอารมณ์ ความตกใจและความกลัวเป็นพื้นฐานอารมณ์ที่สัมพันธ์กับธาตุน้ําและการ ทํางานของไต ส่วนความโศกเศร้าและไม่ปล่อยวางมีสัมพันธ์กับธาตุทองที่ต้องการให้ปล่อยวาง ซึ่ง ตรงกับการทําจิตให้มีอุเบกขา ความอิจฉาขัดเคือง โกรธแค้นเดือดดาล มีความสัมพันธ์ทางอารมณ์ กับธาตุไฟที่ต้องแก้ไขด้วยความรัก ความสนุกสนานความเอื้อเฟื้อ ซึ่งสอดคล้องกับการมีเมตตา กรุณา ในหลักทางพุทธศาสนา (อาคิวเมติก, 2555 : เว็บไซต์) แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาวะแบบองค์รวม (Holistic Well-being) นับเป็นมิติใหม่ของแนวคิด ในการส่งเสริมสุขภาพของบุคคลที่ครอบคลุมทุกมิติที่นําไปสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคมและทางจิตวิญญาณ (Healthy Holistic Living, 2555: Web-site) ทั้งนี้เนื่องจากการประเมิน สุขภาวะของคนไทยที่เป็นผลลัพธ์จากการพัฒนาระบบบริการสุขภาพตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจาก อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า ประชากรไทยยังเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เพิ่มมากขึ้นทั้งๆ ที่อัตราส่วน 5 บุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรดีขึ้น จํานวนเตียงในสถานบริการสุขภาพมีมากขึ้น เครื่องมือ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ทันสมัยขึ้น ยาและเวชภัณฑ์ได้รับการพัฒนาจนมียาสําหรับการ เจ็บป่วยแทบทุกโรคอย่างพอเพียง ประชาชนสามารถเข้าถึงสถานบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ยิ่งขึ้นตลอดทั้งปี แม้ว่าปัจจัยต่างๆ จะได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้น แต่เป็นการพัฒนาที่สืบทอดแนวคิดจาก ทฤษฎีเก่าทางการแพทย์ เป็นการแพทย์ที่ยึดถือเรื่องโรคเป็นหลัก (Disease-Oriented Medicine) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ทฤษฎีโรค สุขภาพองค์รวมเป็นแนวคิดทฤษฎีใหม่ทางการแพทย์ที่ให้ ความสําคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นหลัก (Health-Oriented Medicine) ซึ่งอาจเรียกสั้นๆ ว่า “ทฤษฎี สุขภาพ” มีความเห็นว่าโรคมิได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว โรคแต่ละโรคนั้นเกิด จากหลายสาเหตุ มีหลายองค์ประกอบเข้ามาเกี่ยวข้อง และองค์ประกอบเหล่านั้นมิได้มีแค่ องค์ประกอบทางกายภาพเท่านั้น มักมีองค์ประกอบทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคมเข้า มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ในทฤษฎีสุขภาพมีเรื่องโรครวมอยู่ด้วย การพัฒนาสุขภาพตามแนวคิดทฤษฎี ใหม่ไม่ได้ปฏิเสธทฤษฎีเก่า แต่รวมทฤษฎีเก่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีใหม่ซึ่งมีกรอบใหญ่กว่า การกําหนดสุขภาพ สิ่งแวดล้อมเป็นฐานใหญ่กว่าสังคม กายของปัจเจกบุคคลเล็กกว่าสังคม จิตนั้น อยู่สูงสุดและมีอิทธิพลกระทบกาย สังคม สิ่งแวดล้อม (ประเวศ วะสี, 2547 : 15) การแพทย์ตาม ทฤษฎีเก่า ผลลัพธ์คือ การซ่อมสุขภาพเป็นราย ๆ แต่ตามทฤษฎีใหม่ ผลลัพธ์คือการพัฒนา มนุษย์-สังคม-สิ่งแวดล้อมทั้งหมด ทฤษฎีใหม่ทางการแพทย์ เป็นระบบการแพทย์องค์รวมที่ คํานึงถึงความสมดุลของทุกองค์ประกอบ ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือกับหลายส่วน ทุกฝ่ายจะต้อง ร่วมกันทําด้วยการส่งเสริม (Promote) ดํารงรักษา (Maintain) และฟื้นฟู (Restore) ดุลยภาพ 4 มิติที่ เชื่อมโยงกัน คือ กาย-จิต-สังคม-จิตวิญญาณ โดยใช้เครื่องมือทั้ง 4 มิติ คือ กาย จิต สังคม และจิต วิญญาณ ไม่ใช่เฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เท่านั้น 9/ ในปัจจุบันการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมเป็นทางเลือกของสังคมที่ได้รับความนิยม ทั้งนี้เนื่องจาก (สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, 2555 : เว็บไซต์) 1.1.1 มโนทัศน์เรื่องสุขภาพและการรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยในระดับโลกกําลังเปลี่ยน ไปสู่การยอมรับในความหลากหลายของแต่ละท้องถิ่น และมีความสนใจในภูมิปัญญาตะวันออก อย่างมาก 1.1.2 ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มยอมรับในประสิทธิภาพของการแพทย์พื้นบ้าน เช่น ยาสมุนไพร อาหารแนวธรรมชาติบําบัด การนวดรักษาโรค ฯลฯ พร้อมๆ กับเริ่มตระหนักใน ผลข้างเคียงของการใช้ยาเคมี การผ่าตัด หรือวิธีการแบบวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ที่มีราคา แพงและบางครั้งก็รักษาไม่หาย t : 6 1.1.3 โครงสร้างภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศไทย กําลังอยู่ในกระบวนการปฏิรูปอย่างมีนัยยะสําคัญ อาทิ บทบาทของสถาบันการแพทย์แผนไทย สํานักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และมูลนิธิ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในการอนุรักษ์ พัฒนา วิจัย ผลิตสื่อเผยแพร่ และจัดกิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจแก่ สังคม มีเครือข่ายความร่วมมือ รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่น เช่น กองทุนหมู่บ้าน โครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตําบล เป็นต้น 1.1.4 4 ประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลา ดีที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง นับเป็นต้นทุนสําคัญในการพัฒนาด้านการแพทย์ในแนวภูมิปัญญาตะวันออก มีทุนวัฒนธรรมที่ดี เช่น พุทธปรัชญา ระบบจริยธรรม และลักษณะนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งนับเป็นจุดแข็งสําหรับ สังคมไทยที่แตกต่างจากโลกตะวันตก แม้การแพทย์องค์รวมจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและสามารถแก้ปัญหาการเจ็บป่วยได้ ในเชิงประจักษ์ แต่ก็มีข้อจํากัดหรือข้อด้อยในด้านความน่าเชื่อที่ไม่สามารถอธิบายได้ในเชิง วิทยาศาสตร์เหมือนการแพทย์สมัยใหม่ กล่าวคือการแพทย์ทางเลือกบางวิธีไม่มีหลักฐานในการ พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้เกี่ยวข้องในวงการสุขภาพซึ่งส่วน ใหญ่จะมีมิติของสุขภาพในเชิงการแพทย์สมัยใหม่ แต่ในทัศนะของการแพทย์ทางเลือกได้ใช้ ประสบการณ์ของการรักษาที่มีสืบเนื่องกันมาในสังคมอย่างยาวนานก่อนมีการพัฒนาด้านการแพทย์ แผนปัจจุบัน ในพุทธศาสนามิได้ให้ความสําคัญกับการเจ็บป่วยที่ร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ ความสําคัญทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณเป็นอันดับแรก ดังคํากล่าวที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” (มโน บุพพัง มา ธรรมมา มโน เสฐฐา มโน มายา) ดังนั้นในกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์ รวมวิถีพุทธจึงมุ่งที่การรักษากาย จิต สังคม และจิตวิญญาณอย่างองค์รวม ค การสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการดูแลรักษาสุขภาพแต่เป็น เรื่องที่พระพุทธเจ้าได้ทรงนํามาปฏิบัติตั้งแต่ครั้งพุทธกาลดังปรากฏเนื้อความในพระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 135 “จีวรขันธกะสูตร” กล่าวถึงการระบายพิษออกจากร่างกาย ว่า คือในสมัยนั้นพระกายของ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ พระองค์จึงรับ รับสั่งว่า ถ่าย” “ดูก่อนอานนท์ กายของเราตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ เราต้องการจะฉันยา พระอานนท์จึงไปหาหมอชีวกโกมารภัจจ์ แจ้งเรื่องให้ทราบ หมอชีวกขอให้พระพุทธเจ้า ทรงทําร่างกายให้ชุ่มชื่นมีกําลังก่อนสัก 2-3 วัน จากนั้นจึงถวายพระโอสถเป็นยาถ่ายที่ทําอย่าง } 7 ประณีตคือ อบก้านอุบล (ดอกบัว) 3 ก้าน ด้วยยาต่างๆ แล้วถวายให้พระพุทธเจ้าทรงสูดดมก้านอุบล ทีละก้าน ซึ่ง 1 ก้านจะทําให้ถ่าย 10 ครั้ง เมื่อรวม 3 ก้าน จะทําให้ถ่ายถึง 30 ครั้ง เป็นการระบายพิษที่ หมักหมมออกจากร่างกาย แต่ก่อนที่จะทรงถ่ายในครั้งที่ 30 นั้น หมอชีวกให้พระพุทธเจ้าสรงพระ กายด้วยน้ําอุ่น แล้วจึงถ่ายล้างท้องได้ครบ 30 ครั้ง จากนั้นหมอชีวก ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ยังทรงมีพระวรกายอ่อนเพลีย ไม่ควรเสวยพระกระยาหารที่ปรุงด้วยน้ําต้มผักต่างๆ จนกว่า จะทรงมีพระวรกายเป็นปกติ (นวมพุทธ, 2541 : 33-34) การยอมรับในอํานาจและอิทธิพลของแนวคิดการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย ที่ยังคงเป็น กระแสหลักของการพัฒนาและครอบงําภาวะทางสังคมอย่างที่ไม่มีอํานาจอื่นใดจะมาลดทอนลงได้ ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องอยู่ภายใต้แนวคิดการพัฒนากระแสหลักที่ถือเรื่องเศรษฐกิจเงินตราเป็นเรื่อง ใหญ่ ภาวะการเจ็บป่วยของผู้คนในสังคมจะยิ่งทวีความรุนแรงและชัดเจนมากขึ้น ในขณะที่ การแพทย์แบบตะวันตกไม่ใช่ชุดความรู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถดูแลมนุษย์ได้อย่างครอบคลุมครบถ้วน ในทุกมิติของชีวิต จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมีแนวทางในการทําให้แนวคิดเรื่องการ สร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมเกิดขึ้นได้จริงและเป็นจริงอย่างไร เพราะในขณะนี้แนวคิดเรื่องสุขภาพ องค์รวมเป็นที่ยอมรับในระดับองค์กรสุขภาพโลก นั่นคือ กฎบัตรออตตาวาเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ (Ottawa Charter for Health Promotion) ขององค์การอนามัยโลกที่เกิดขึ้นจากการประชุมเกี่ยวกับ การส่งเสริมสุขภาพ เมื่อวันที่ 17-21 พฤศจิกายน พ.ศ.2529 ที่กรุงออตตาวา (Ottawa) ประเทศ แคนาดา (Canada) สําหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศความพยายามในการ ปรับเปลี่ยนแบบแผนในการดูแลสุขภาพไว้ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เพื่อมุ่งสู่ จุดหมายที่เป็นเอกภาพในการสร้างระบบสุขภาพไทยที่พึงประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อนําไปสู่การพัฒนา สุขภาวะที่เป็นองค์รวม ทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ ที่ทุกหน่วยงาน ภาคีร่วม ทางสุขภาพจะต้องให้ความร่วมมือผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ค่านิยม วิธีการ ทํางาน การประสานความร่วมมือกับทุกระดับเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุขภาวะองค์รวม แต่ในเชิง ปฏิบัติ ระบบการดูแลรักษายังคงดําเนินไปภายใต้กระบวนทัศน์เก่าและกระบวนการเดิม โดยยัง ไม่มีรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีสถาบันหรือบุคลากรด้านสุขภาพใดได้นําแนวคิดดังกล่าวมา ปรับเปลี่ยนและสร้างแบบแผนในการดูแลรักษาพยาบาลที่เป็นองค์รวมแต่อย่างใด (วิชิต เปานิล, 2546) ในขณะเดียวกันมีชุมชนแห่งหนึ่งที่ได้พัฒนาระบบการสร้างเสริมสุขภาพองค์รวม โดยมี แกนหลักคือพระพุทธศาสนา มุ่งรักษากาย จิต อารมณ์และจิตวิญญาณของผู้คนและสร้างให้เป็น การดําเนินชีวิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 นับจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 40 ปี และได้จัดระบบการ ดูแลสุขภาพแก่คนภายนอกทั่วไปอย่างจริงจัง เมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยใช้หลักสุขภาพองค์รวม 8 อ. t: เน้นการล้างพิษออกจากร่างกายและจิตวิญญาณ นําไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นเหตุ แห่งความเจ็บป่วย มีผู้คนที่แวะเวียนมาเรียนรู้การฟื้นฟูส่งเสริมสุขภาพที่พึ่งตนเองจําานวนมากกว่า 8,000 คน และกล่าวขานถึงผลในเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับสุขภาพของตนเองทั้งกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคม จนมีการบอกกันแบบปากต่อปาก เป็นรูปแบบการดูแลสุขภาพที่ไม่ได้ตัดขาดหรือ ปฏิเสธการแพทย์สมัยใหม่ หากแต่มีการนําหลักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สมัยใหม่มาอธิบายและ ยืนยันถึงผลของสุขภาพที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ ในขณะเดียวกันก็มีองค์ความรู้อันเป็นที่ยอมรับในระดับสากลรองรับ รวมทั้งของเสียหรือพิษที่เป็น ต้นเหตุของความเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยขับถ่ายออกมาจากร่างกาย คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทําให้เกิด กระแสการยอมรับในการสร้างเสริมสุขภาพองค์รวมวิถีพุทธมากขึ้น จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงมีความจําเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องค้นห องค้นหากระบวนการสร้าง สุขภาวะบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง และสร้างเป็นองค์ความรู้ที่บูรณาการวิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิถีชีวิตชุมชนตลอดทั้งค่านิยมของสังคมที่เป็นองค์รวม ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษา ค้นคว้ากระบวนการเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ ซึ่งจะมีผลต่อการนําแนวทางดังกล่าวไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างสุขภาวะแก่ทุกระดับของสังคมต่อไป 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษากระบวนการและผลกระทบของการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ 1.3 คําถามการวิจัย 1.3.1 คําถามหลัก การสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ มีกระบวนการอย่างไร 1.3.2 คําถามรอง กระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ ส่งผลกระทบต่อสุข ภาวะทางกาย จิต อารมณ์และจิตวิญญาณ อย่างไร 1.4 ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า ดังนี้ 嗶 ในการวิจัยเรื่องกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ มีขอบเขตการวิจัย 1.4.1 กระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ เป็นรูปแบบและกระบวนการที่ ชุมชนศีรษะอโศก ได้บูรณาการแนวทางปฏิบัติขึ้นมาจากวิธีการของสํานักต่าง ๆ ทั้งในและ ต่างประเทศ ทั้งวิทยาการสมัยใหม่และความรู้พื้นถิ่น ทั้งสังคมและพุทธศาสนา นํามาบูรณาการ 9 สร้างขั้นตอน วิธีการ แนวทางปฏิบัติในการรักษาสุขภาพองค์รวมวิถีพุทธ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ของศีรษะอโศก เป็นต้นแบบให้เกิดการเผยแพร่เรียนรู้ไปยังแหล่งต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เช่น ชุมชน หินผาฟ้าน้ํา สวนช่างฝัน สถาบันฝึกอบรมผู้นํา และกลุ่มอื่น ๆ 1.4.2 ในการศึกษากระบวนการและผลของการสร้างเสริมสุขภาะองค์รวมวิถีพุทธจะ ศึกษาตามแนวทางของการศึกษาอัตชีวประวัติ (Autobiography) ของผู้ป่วยและผู้ที่มีภาวะเสี่ยงด้าน สุขภาพ 1.4.3 ผู้ป่วยและผู้ที่มีภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพ ที่มีประสบการณ์ในกระบวนการสร้างเสริม สุขภาพองค์รวมวิถีพุทธ ที่เป็นกรณีศึกษามีความหลากหลายทั้งอาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทาง สังคม แบบแผนการเจ็บป่วยและภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพ รวมถึงประสบการณ์ในการใช้บริการทาง การแพทย์แผนปัจจุบันในอดีตอย่างหลากหลาย กระจายอยู่ในภูมิภาคและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไทย โดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อจํากัดในระยะทาง 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5.1 ประโยชน์ด้านการสนับสนุนพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กล่าวคือ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ที่อัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มีคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา เพื่อมุ่งสู่จุดหมายที่เป็นเอกภาพในการสร้างระบบสุขภาพไทยที่พึงประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อนําไปสู่ การพัฒนาสุขภาวะที่เป็นองค์รวม ทั้งทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ ที่ทุก หน่วยงาน ภาคีร่วมทางสุขภาพจะต้องให้ความร่วมมือผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ค่านิยม วิธีการทํางาน การประสานความร่วมมือกับทุกระดับเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุขภาวะองค์รวม การสร้างเสริมสุขภาวะวิถีพุทธที่ใช้วิธีการล้างพิษออกจากร่างกายจึงเป็นทางเลือกที่สําคัญให้แก่ผู้ที่ ทั้งอยู่ในภาวะสิ้นหวังจากการรักษาความเจ็บป่วย และที่ยังไม่มีอาการเจ็บป่วยให้เห็น ใช้เป็น ทางเลือกในการสร้างเสริมสุขภาวะให้ดีขึ้น และเพิ่มความยืนยาวของชีวิต โดยมีสุขภาวะองค์รวม พร้อมสรรพทั้ง 4 ด้าน คือ สุขภาวะด้านร่างก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive