สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สมณพราหมณ์ผู้มาเปิดเผยสัมมาทิฏฐิของพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สมณพราหมณ์ผู้มาเปิดเผยสัมมาทิฏฐิของพุทธ กู เอง HYPERLINK "https://www.youtube.com/watch?v=YG1TCkyShT8&lc=Ugwr7RDb19mzw341Jq94AaABAg" 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา พวกท่านนี่เค้าเรียกว่าตะแบงสุดๆ ท่านพูดเหมือนท่านนี่เก่งรุ้ธรรมคนเดว สมแร้วที่เค้าขับออกเถระสมาคม ถ้าท่านเกิดยุคเดียวกับพระพุทธเจ้าเชื่อเหลือเกินว่าท่านก้อต้องเห็นแย้งกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ากว่าจะบรรลุยังต้องใช้อานาปาณสติ ในการทำสมาธิ เจริญสติหรือะไรก้อแร้วแต่ แสดงว่าพวกคุนก้อว่าพระพุทธเจ้าอรหันต์เก๊หราาาาาาไอ้ควาย มาเจอคลิปนี้กูหายสังสัยเรย...เอ้ย มั่วแน่นอน ไปข้างๆคูๆ สำเร็จได้โดยไม่มีการ วิปัสนา กรรมฐาน ผมไม่เชื่อหรอก ยิ่งอ้างว่าพระพุทธเจ้าไม่นั่งสมาธินี่ยิ่งมั่วไปใหญ่แร้วโอ้ยเนาะ ผมก้อไม่รู้ธรรมะหรอกคับ แต่ผมว่าที่พุดกันนี่มั่วสุดๆๆๆๆๆ พ่อครูว่า...ขอขยายความนิดหนึ่ง พระพุทธเจ้า เมื่อท่านบวชก็เห็นแต่คนนั่งสมาธิ ลิงลมอมข้าวพอง คุณเข้าใจความหมายนี้ยาก ท่านก็เลยต้องไปนั่งสมาธิ แต่ท่านนั่งไปท่านก็ไม่ได้บรรลุอะไรสักอย่าง ไปนั่งกับอาฬารดาบส อุทกดาบส จนกระทั่งวันสุดท้ายวันเพ็ญเดือน 6 ท่านก็นั่งของท่าน แต่การนั่งอันนี้ คนทั้งหลายที่ไม่เข้าใจละเอียดพอ จะไม่รู้ว่าท่านนั่งอานาปานสติ อะไร? ท่านเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านนั่งท่านก็ไปตรวจสิ่งที่ท่านมีท่านได้แล้วมีแล้วในสัญญาไม่ได้สร้างปัญญา ท่านไม่ได้ตรัสรู้ด้วยการนั่ง แต่เขาไปเรียกด้วยหวัดๆว่า ท่านตรัสรู้ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ตอนที่ท่านนั่งหลับตาเข้าไป แต่ความจริงแล้วท่านนั่งเข้าไปตรวจสอบอดีตที่ท่านสั่งสมสัมมาสัมโพธิญาณ ตั้งแต่ยามสองยามสามท่านก็รู้แล้วว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าท่านสำรวจตรวจสอบตัวเองเสร็จจนรู้แน่ใจว่า สิ่งที่เราได้ทำมา
อ่านต่อ
แล้ว เราทำครบแล้วเราเป็นพระพุทธเจ้า จะบอกว่าท่านตรัสรู้ ท่านก็รู้ตอนนั้นในร่างเจ้าชายสิทธัตถะ รู้ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้ามาแล้วแต่ก่อนมา จะเรียกอันนี้ว่าตรัสรู้ท่านก็ตรัสรู้มาแล้ว มาก่อน ท่านไม่ได้ไปปฏิบัติธรรมอะไร การไปนั่งหลับตาปฏิบัติตามฤาษีเป็นทางผิดตั้ง 6 ปี ท่านออกมาอยู่ในป่าปฏิบัติตามแบบ ลิงลมอมข้าวพอง เขาพาปฏิบัติ ท่านก็ทำได้อย่างอุกฤษฏ์เกินกว่าเขาที่เขาทำมาด้วย แต่ท่านก็ไม่ได้บรรลุอะไร ท่านก็มานั่งตรวจสอบ ยามหนึ่งยามสองยามสาม รู้ว่าเราได้ปฏิบัติมาครบหมดแล้ว ท่านก็รู้ตัวเองว่าท่านนี่แหละเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จะบอกว่าท่านตรัสรู้ท่านก็คือรู้ตัวเอง ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรม เพราะท่านได้ตรัสรู้มาแล้ว ฟังให้ดีอย่าใส่อคติฟังให้ดีเหมือนกับเทน้ำออกจากถ้วยเป็นถ้วยที่ว่างแล้ว อันนี้ จะเรียกว่าท่านตรัสรู้ ท่านก็ทบทวนรู้ของเก่า ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไรเลย แล้วที่ท่านปฏิบัติธรรมมา 6 ปีมันปฏิบัติทางที่ผิด ท่านก็ได้เล่ามาแล้วว่า 6 ปีที่ท่านปฏิบัติไม่ใช่วิธีที่ถูกทุกอย่าง นั่งหลับตาก็ดี ทำการทรมานร่างกายต่างๆทุกอย่างแบบที่เขาพาทำกันออกป่าเขาเข้าถ้ำ แบบนี้มันผิดทั้งนั้น คนที่มีปัญญาก็คงจะพอเข้าใจ จะยากมากเลย ในยุคพศ. 2560 กว่า ศาสนาพระพุทธเจ้ามันเสื่อมไปจนเกือบหมด อาตมาจึงจำเป็นต้องบอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา ผู้นั้นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 มากอบกู้คืนมา เช่น อาตมาอธิบายตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ 9 ข้อ อาตมาเป็นผู้ที่อยู่ในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ 10 เป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) ในยุคนี้จะมีใครมาอธิบายสัมมาทิฏฐิ 10 ได้ยังอาตมา เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) คนในยุคนี้ทำทานแล้วมีแต่จิตใจจะขี้โลภเพิ่มขึ้น แล้วไม่ได้ทำจิตที่ลดกิเลส มีแต่อยากได้แลกกลับมามากขึ้น คุณให้ไปล้าน แต่ขอแลกกลับมา1 บาทก็มีกิเลสตัวตนกลับมา 1 บาท ทำไมไม่ให้ทานไป 1 ล้านก็ไม่ต้องเอาคืนเลยแม้แต่บาทเดียว ทำไมไม่ให้แบบหมดตัวตน อย่างนั้นแปลว่าคุณทานไม่เป็น เพราะว่าไม่มีใครอธิบายให้คุณฟังแบบนี้ใช่ไหม อาตมาอธิบายว่าทำทานแล้วจิตใจจะมีผลคือการลดกิเลส แต่นี่โอ้โห จะเอากลับคืนมามากมาย มันก็ไม่มีผล มีแต่มีผลคือหนาไปด้วยกิเลส โลภะ ทำทานเอากลับมาอย่างไม่มีขีดจำกัด มีใครอธิบายอย่างอาตมาไหม นี่คือผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิที่ข้อที่ 10 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ในการปฏิบัติข้อปฏิบัติธรรมแบบผิด ไปนั่งหลับตาปฏิบัติอาตมาอธิบายสมาธิที่เป็นสมาธิของพระอริยะเป็นมรรคมีองค์ 8 ในมหาจัตตารีสกสูตร ก็ไม่รู้กันแม้แต่ใน พรหมชาลสูตร ว่าไว้ ล. 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เวทนาที่เป็นเวทนาเก๊ ไปหลงสุขขัลลิกะ ก็ไม่รู้ว่าต้องทำเวทนาเก๊ให้หมดไป เหลือแต่เวทนาแท้ที่เป็นเวทนาหนึ่งเดียว แล้วทำให้เป็นศูนย์ได้ วิธีปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติเวทนา 108 แล้วใครขยายความ มรรคเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่อาตมา ขออภัยคนที่มีอคติจะหมั่นไส้ แต่คนที่ไม่มีอคติฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสูสัง ลภเตปัญญัง คุณฟังอาตมามีอคติก็ไม่มีฉันทะ ฟังไม่เข้าใจ เพราะว่าโลกุตรธรรมเป็นเรื่องลึกซึ้ง ไม่ใช่ของยากที่จะเข้าใจได้ง่าย ต้องฟังอย่างเปิดเลยไม่มีอะไรต้าน ต้องมีฉันทะมีความยินดีพอใจที่จะฟัง ถ้าไม่เช่นนั้นไม่มีทางที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่สัมมาทิฏฐิข้อที่ 2 ที่เป็นวิธีปฏิบัติ อาตมาก็ขอวิจัยให้ฟังว่าวิธีปฏิบัติปฏิปทาของพุทธเจ้า ที่เขาทำกันทุกวันนี้มันล้มเหลวหมดแล้วมันวิปริตผิดทาง มันเพี้ยนไปหมดแล้ว ศาสนาพุทธวิกฤตหมดแล้ว มันฝังรากหยั่งลึกลงหมดแล้ว จึงได้แก้ไขยาก อาตมาจึงต้องรักษาอายุให้ยืนยาวไปถึง 151 ปี ต่อไปจะไม่ว่าต่อ ไม่ติเตียนมาก ก็ขออธิบายเนื้อหาสาระธรรมะต่อไปดีกว่า พระพุทธเจ้าทำอานาปานสติอย่างสัมมาทิฏฐิ คือให้นั่งนี่แหละแต่อย่าทิ้งภายนอก แม้จะหลับตาก็ต้องมีความรู้สึกอยู่กับลมหายใจมีภายนอกอยู่ ตาก็หลับ หูไม่ได้ยิน แต่ว่าต้องรู้สึกลมหายใจภายนอกอยู่เสมอ จริงๆแล้วไม่ต้องไปเหลือแต่ทวารเดียวคือลมหายใจเข้าออกมันปิดทวารอีก 5 อย่าง มันกลายเป็นทำให้สติเหลือนิดเดียว ไม่ครบ 6 ทวาร ก็เลยน้อย คุณทำให้ตัวเองได้น้อยมีผลน้อยโดยการหลงผิดอย่างนี้เป็นต้น คนที่ฟังด้วยดีก็จะชัดเจน อานาปานสติถึงไม่ใช่วิธีนั่งหลับตา อานาปานสตินั้นจะต้องมีสติปัฏฐานอยู่ด้วย พิจารณากายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตธรรมในธรรมรู้จักการเดินการก้าวการกินการเคี้ยวการอุจจาระปัสสาวะ หมดทุกอย่าง จึงจะเรียกว่าปฏิบัติอานาปานสติถูกต้องครบถ้วน จะไปนั่งหลับตานั้นเป็นพวกที่ผิด เพราะศาสนาพระพุทธเจ้านั้นหลับตาไม่ได้ แม้แต่แค่หลักธรรมพระพุทธเจ้าวิชชาจะระณะสัมปันโน ในจรณะ 15 นั้น 1. มีศีล มีศีลจะต้องสัมผัสกับสัตว์กับคนกับข้าวของกับตาหูจมูกลิ้นกาย จึงจะปฏิบัติศีลได้ ศีลนั้นการปฏิบัตินั่งหลับตาไม่มีศีล 2. อันนี้เป็นอปัณกปฏิปทา ถ้าไม่มีสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตาชาคริยานุโยคะ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ไม่มีสัมผัสกับคนกับสัตว์กับของไม่มีการตื่นรู้ตัวจากกิเลส ก็เป็นการปฏิบัติผิดไปจากการปฏิบัติธรรมที่ไม่ผิดของพระพุทธเจ้า 3 ข้อนี้ เพราะฉะนั้นอปัณณกปฏิปทาต้องมีสัมผัสทั้ง 6 ต้องมีการสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ต้องเรียนรู้เรื่องกินเรื่องใช้ที่เกี่ยวข้องสัมผัสอยู่ ต้องมีความตื่นเต็มเป็นชาริยาหรือโยคะ ถ้ามันไม่ตื่นมันเข้าไปในภวังค์มันไม่ตื่น ดีไม่ดีมันหลับไปเลย ตกในภพถีนมิทธะ ต้องตื่น ขนาดตื่นมีดวงตาลืม หูก็ได้ยินฟัง ถ้าหากสติสัมปชัญญะของคนไม่ครบเต็มร้อย สติคุณก็ยังไม่ครบเลย ต้องให้ตื่นเต็มมีสติทั้งนอกทั้งใน อย่างนี้เป็นต้น ฟังธรรมะให้ดีอาตมาอธิบายครบทั้งพยัญชนะและสภาวะ มีคนตำหนิว่าตามามีแต่พยัญชนะไม่มีสภาวะ แต่คุณต่างหากตามไม่ถึงสภาวะที่อาตมาพูดเป็นพยัญชนะออกไป นี่เขาก็บอกมาเขาก็น่าสงสารเขาหัวเราะเยาะอาตมามา คนที่มองอาตมาไม่ออกคือคนที่ …..นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ คือคุณเกิดมาในโลกนี้แล้วไม่เห็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เหมือนกามนิตที่คุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนที่บ้านช่างปั้นหม้อ บอกว่าศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่แสดงตัว จนรุ่งเช้าก็บอกว่าคุยธรรมะเมื่อคืนนี้ดีจังเลยที่ได้คุยกับท่าน โอกาสครั้งหน้าพบกันอีก ยังจะขอลาท่านไปหาพระพุทธเจ้าก่อน นี่คือกามนิต ที่แปลว่าผู้มีกามตลอดกาล นิจจัง น่าสงสาร แม้ว่าอาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่อาตมาก็คือ สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็น สยัง อภิญญา พูดอย่างไม่มีสาเฐยจิต ไม่มีจิตใจอยากอวด แต่เป็นสิ่งที่เปิดเผย มันสมควรจะพูดแล้วก็พูด620203_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตีแตกเทวะด้วยคอมเม้นท์ที่เห็นต่างจากพ่อครู