631004_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าศีลอันเป็นอาริยะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
631004_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าศีลอันเป็นอาริยะ
อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/19DCuFlxcuozefHwv8TM7ZI7njOAwe_ZvRDXqcuq-sJY/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1ri87CtwwzSo2Gz_-3eIfi85CmC_2SOqb/view?usp=sharing
และยูทูปที่
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงนี้เป็นช่วงออกพรรษา พระสงฆ์ก็ต้องปวารณาตัวให้หมู่กลุ่มชี้ขุมทรัพย์ ที่ได้เห็นก็ดีได้ยินก็ดีหรือสงสัยก็ดี ว่าเป็นความบกพร่องก็ให้บอกกันได้ ให้หมู่สามารถบอกกันได้ด้วยความสบายใจ เรามาฟังเรื่องที่พ่อครูจะมาบอกให้เราทำบุญให้เป็นกันดีกว่า
พ่อครูว่า...SMS วันที่ 30 ก.ย. – 1 ต.ค. 2563
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำไมพ่อครูต้องดันสุรังตำหนิหลวงตามหาบัว _xx xx (เอ็กเอ็ก เอ็กเอ็ก) : พระคุณเจ้า ท่านก็เลิกพาดพิงซะทีเหอะเจ้าค่ะ เรื่องท่านมหาบัวเนี่ย น้ำขุ่นไว้ในน้ำใสไว้นอก เจ้าค่ะ / มันจะไปสร้างความขุ่นเคือง ให้คนอื่นเปล่าๆ เพราะธรรมของท่านนี่ ต้องปราศจากโมหะ มิใช่หรือ? ยกตัวอย่าง คนอื่นไปจะดีกว่า อย่าไปเอ่ยถึงสำนักอื่นเลยเจ้าค่ะ พ่อครูว่า...แล้วทำไม ไม่ให้ไปยกตัวอย่างมหาบัว แล้วบอกว่ายกตัวอย่างคนอื่นดีกว่า คุณคงจะต้องไปคิดคำพูดของคุณให้ดีแล้วนะ บอกให้อาตมาไปยกตัวอย่างคนอื่นไปจะดีกว่า ก็มหาบัวไม่ใช่คนอื่นหรือ มหาบัวไม่ใช่อาตมานะ ก็คนอื่นแน่แล้วนะ คนอื่นเขามีสำนัก ยกตัวอย่างคนอื่นหรือใคร คนนั้นก็มีสำนักกัน ขนาดอาตมาเองไม่มีสำนักของอาตมา ตั้งแต่ต้น เพราะอาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ก็ไม่มีสำนักที่เป็นสำนักที่อาตมาต้องมีอาจารย์เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง อาตมาเป็นอาจารย์ประกาศสำนักเอง มาตั้งสำนักเองเป็นห
อ่านต่อ
ัวหน้าสำนักในชาตินี้ ไม่ได้ตั้งสำนักโดยไม่ได้มีสำนักโดยมีครูบาอาจารย์มาเก่า แล้วอาตมาก็ไปร่วมสำนักกับครูบาอาจารย์นั้น ที่มีครูบาอาจารย์แล้วอาตมาก็เป็นศิษย์สำนักนั้นแล้วมีเพื่อนศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักนั้นอาตมาไม่มี อาตมาตั้งตนเป็นเจ้าสำนักเองในชาตินี้ปางนี้ พูดแล้วก็ต้องขออภัย เหมือนกับหลงตัวหลงตนแล้วพิสูจน์ตัวเองมาว่าอาตมาไม่ได้หลงตัวเอง อาตมาเป็นเจ้าของสำนักเป็นผู้สร้างเองเป็นสยังอภิญญา คือเป็นผู้รู้เองมีอภิญญาติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน ก็อธิบายละเอียดไปแล้ว ว่าธรรมะพระพุทธเจ้านั้นมีวิบากสะสมสัมภาระวิบากสะสมผลของกรรมวิบากที่ได้สร้างแล้วมา อาตมาก็สะสมคุณธรรมที่เป็นพุทธธรรมโลกุตระ ซึ่งโลกุตระนี่แหละอาตมาก็ต้องขออภัย ว่าไม่มีใครอธิบายโลกุตระได้ชัดเจนลงครบถ้วน เท่ากับอาตมาหรอกในยุคนี้ขออภัยพูดแล้วเหมือนยกตัวยกตนอีกแล้ว แต่มันเป็นความจริงที่พูดไปนี้ ย้ำสำทับความรู้วิชาการให้เป็นความจริง ไม่ได้มีกิเลสอยากอวดดีอวดตัวหลงตัวหลงตนยกตัวยกตน ขอยืนยันที่พูดนี้ด้วยความจริงใจ ได้ความรู้ที่ยืนยันตามจริงว่าไม่ได้พูดเล่นลิ้น พูดทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองไม่จริงไม่มีจริงไม่เป็นจริง ยืนยันว่ามีจริงมีที่อ้างอิงยืนยันทุกอย่างเลย มีทั้งในตำราพระไตรปิฎกก็มียืนยันมีทั้งการปฏิบัติประพฤติ ตัวเองประพฤติ มีการอธิบาย มีคนอื่นมาปฏิบัติตาม ได้มรรคผลตาม ไม่ได้หมายความว่าพูดไปแล้วไม่มีอะไรยืนยัน แล้วก็ยังจะพิสูจน์ต่อไปอีก พาปฏิบัติการไปอีกอย่างจะไม่ยอมตายง่ายๆ ว่าจะหาว่าไอ้นี่หนังเหนียว อย่ามาหาว่า จะเป็นคนหนังเหนียวนี่แหละ จะดันสุรังอยู่ให้ได้นานที่สุด อาตมาไม่ได้ดันทุรังนะ แต่ดันสุระ ไม่ใช่ดันทุระ ดันทุระคือดันทุรัง แต่ดันสุระคือดันสุรัง แต่ดันอย่างดีๆ พูดแล้วมีพยัญชนะ หลักฐานอ้างอิงอาตมาไม่ได้พูดเล่นๆไม่ได้พูดอย่างคนที่ไม่มีความรู้นะ สุระแปลว่าดีใหญ่ ทุระแปลว่าเลวใหญ่ อาตมาขอพูดอีกก็ขอดันสุรังอีกว่าอาตมาจะพูด ไม่ใช่ว่าขอทีเถอะไม่ใช่อาตมาจะพูดอีกหลายที ขอทีนั้นน้อยไป คุณก็ยกตัวอย่าง น้ำขุ่นอยู่ในน้ำใสเอาออกนอก อาตมาเองเข้าใจในความหมายของคุณพูดว่าอย่าไปสร้างความขุ่นเคือง แต่มันจำเป็น เรื่องความขุ่นเคือง คนที่โง่สร้างความขุ่นเคืองใส่ใจตัวเอง ขอยืนยันที่พูดนี้เป็นภาษาวิชาการด้วยนะ คนสร้างความขุ่นเคืองใส่ใจตัวเองนี่เป็นคนอวิชชาเป็นคนโง่ พระอรหันต์แล้ว ใครจะมาด่ามาว่ามากระทบกระแทกกระเทือนจะมาตีเช้าตีเย็น ตีกลางคืนตีดึกๆตีซ้ำซ้อนว่าไปด่าไปเท่าไหร่ ท่านก็ไม่ขุ่นท่านก็ไม่เคือง ที่บอกว่าน้ำขุ่นไว้ในน้ำใสไว้นอกนี้ อาตมาไม่มีทั้งน้ำขุ่น มันไม่มีน้ำใส ที่จริงมันใสยิ่งกว่าใสอยู่ตลอด มันไม่มีน้ำขุ่นน้ำใสที่แบ่งเป็น 2หรอก มันเป็นน้ำเดียวคือเป็นน้ำใสตลอด ยิ่งตียิ่งใสๆนะ นี่ไม่ได้เล่นลิ้นนะ เพราะฉะนั้นความเข้าใจของคุณ xxx กับอาตมาเป็นความเข้าใจคนละอย่าง ขออภัยที่ไม่ได้เข้าใจอย่างที่คุณเข้าใจ แล้วก็จะขอทำอย่างที่อาตมาเข้าใจ คุณก็คิดอยากให้อาตมาทำอย่างที่คุณเข้าใจ อาตมาก็ขอฝืนใจคุณหน่อยนะ ตั้งใจฟังดีๆอย่าโกรธกันล่ะ โกรธเคืองก็โง่นะ แล้วไม่ฟังสิ่งที่ควรจะฟังโง่ซ้ำซ้อนอีก ฟังดีๆฟังสิ่งที่ควรจะฟังไปเรื่อยๆ ที่บอกว่าจะสร้างความขุ่นเคืองเพราะกรรมของท่านปราศจากโมหะหรือเปล่า ซึ่งอาตมาไม่มีโมหะเลย คุณยังเข้าใจไม่ได้ หาว่าอาตมายังมีโมหะที่พูดนี้ ที่ว่า บอกให้ยกตัวอย่างคนอื่นไปจะดีกว่าไหม อาตมาก็บอกยกตัวอย่างมหาบัวนี้มันชัดเจนรู้ทั่วกันแพร่หลาย เป็นคนที่มี favor เยอะ มีคนเข้าใจคนรู้จักกิตติศักดิ์สูงเยอะ เพราะฉะนั้นใช้ได้ผล อาตมาก็เลือกสิ่งที่ใช้ได้ผลด้วย เพราะฉะนั้นความเห็นของคุณกับความเห็นอาตมา คงจะไม่ตรงกับที่คุณต้องการเสียแล้ว ขออภัยนะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน กาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมาณกาย _Compud Waysok (คอมพุด เว สก) : ศาสนาเดียวกันท่านยังกล้าที่จะตำหนิท่าน ซึ่งท่านก็เป็นที่ยอมรับจากลูกศิษย์ลูกหาของท่านทั่วประเทศ ว่าท่านนั้นพ้นแล้ว แต่ท่านยังกล้าที่จะตำหนิพระอรหันต์ / ธรรมะที่ออกมาจากใจมันต่างกันมาก กับธรรมะที่เกิดจากสัญญาจากตำรับตำรา ความพิสดาร ละเอียดมันแตกต่างกันมาก พ่อครูว่า...พูดถูกมากอาตมาละเอียดพิสดารกว่ามหาบัวเยอะ คงหมายถึงอาตมาแล้วกระมัง ตีความเข้าข้างอาตมา คุณ คอมพุด รู้จักอาตมาดีนะ ขออภัยมหาบัวไม่มีทางอธิบายพิสดารได้อย่างอาตมาหรอก มีแต่แบบพิสดารแบบตายเป็นตายอย่างนั้นไม่ใช่พิสดารแบบคำสอนพระพุทธเจ้า ท่านเรียนเปรียญมากกว่าอาตมาด้วยนะ แต่ว่าอาตมารู้ว่าอาตมารู้บาลีมากกว่ามหาบัวเยอะ มหาบัวเรียนบาลีมาแต่ใช้ไม่เป็น มหาบัวพูดภาษาไทยทั่วไปคนก็เข้าใจได้ง่ายๆ วนซับซ้อนละเอียดลึกซึ้ง ไปในทางที่บอกว่าเป็น รูปอรูปๆ จนคนตามไม่ได้ไม่ทัน คนที่สามารถสร้างรูป สร้างอรูป โดยที่เป็นนิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย เป็นกาย 3 นี้ มันมีจริงๆ แล้วคนก็สร้างและจมอยู่กับกาย 3 นี้ นิรมาณกาย คือ สร้างสภาพนี้เอง เนรมิตเอง สร้างเอง แล้วให้คนอื่นรับรู้ร่วมด้วย เข้าใจตามได้ด้วย ให้คนอื่นเข้าใจอย่างซาบซึ้งเหมือนกันเลยนะ บริโภคร่วมกันเลยเรียกว่าสัมโภคกาย แต่ต่างคนต่างอาทิสมานกาย ไม่มีใครเห็นความจริงของใครของใครเลย ของตัวเองคนเดียวๆ ไม่ร่วมกันครบภายนอกภายใน ภายในของตัวเองคนเดียว แต่ดูเหมือนว่าตรงกับของคนอื่นภายนอก มันจึงเป็นเรื่องจินตนาการ ตรงกันทั้งนั้นเลย มันเป็นอุปทาน เป็นอุปทานหมู่ เช่น จะสะกดจิตคน ตอนนี้ยกนาฬิกาข้อมือพร้อมกันตอนนี้เวลา 18.18 น. ใช่ไหม ทุกคนก็บอกว่าใช่ เราสามารถสะกดจิตให้คนเห็นตรงกับเขาได้หมดเลย เรียกว่าอุปาทานหมู่ เช่น ยกตัวอย่างที่ง่ายๆแต่เข้าใจได้ยาก คือ โอ้โห.. กล้วยหอมอันนี้อร่อยเหลือเกินๆ คนนี้ก็เอาไปกิน กิน บอกอร่อย แล้วอร่อยมีไหม ...ไม่มี พูดอย่างพวกเรานี้รู้เลย อร่อยไม่มี เราไม่มีอร่อยแล้ว เราเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นของ เก๊ อัสสาทะอร่อย มันเป็นรสที่ทุกๆคนไปสมมุติไปอุปทานไว้แล้วก็มีของตน แล้วอร่อยของคุณจริงๆนั้น มันเหมือนอร่อยของคุณคนนี้ไหม ไม่ ก็เป็นของใครของมัน อาทิสมาณกาย ไม่มีใครเห็นของใครหรอก แต่อร่อยเหมือนกันนะ ตรงกันนะ คนไม่อร่อยเขาก็ไม่อร่อย คนนี้บอกว่ากินกล้วยหอมอันนี้แล้วไม่อร่อย อีกคนก็บอกว่าไม่อร่อยเขาก็ตรงกัน ไม่อร่อย แล้วเป็นไง กล้วยใบเดียวกันเลย _สู่แดนธรรม..คุณคอมพุด ก็คงจะนึกว่าพ่อท่านเอาตำรามาอธิบาย ก็เลยเหมาว่าไม่มีธรรมะมาจากใจ ก็เลยตำหนิมาว่า ไม่เห็นความพิสดารแบบพ่อท่าน ที่เค้าไปเชื่อหลวงตาว่ามีความพิสดารแบบอาทิสมานกายนั้น ผมก็เคยเชื่อว่า พระอรหันต์มีความพิสดารแบบนั้น พ่อครูว่า..ขออธิบายคำว่า ธรรมะออกมาจากใจ ที่คุณคอมพุด เว สก พูดมานี้ ธรรมะออกมาจากใจนี้ ขอยืนยันว่า จริง ของมหาบัวนี้ออกมาจากใจ แต่ใจของท่านยังเป็นอวิชชา ใจของท่านเป็นการสร้าง นิรมาณกาย แล้วก็สร้างโลกจินตา ออกมาหลอกคนไปมากมายมหาศาลอย่างไรก็ได้ คนที่จะสร้างภพสร้างชาติ สร้างรูปธรรม อรูปธรรม เป็นนิรมาณกายต่างๆให้คนอื่นฟังแล้วเคลิ้มตามง่ายๆมันไม่ใช่ง่ายนะ มหาบัวนี้เก่ง ต้องใช้ศัพท์คำว่าเรือหายเลย เก่งไม่ใช่น้อยจริงๆ เพราะฉะนั้นคนจึงต้องตกเป็นเหยื่อของมหาบัวไม่ใช่น้อย เป็นธรรมะออกมาจากใจจริงและตำราน้อยด้วย แต่ของอาตมานั้นก็ออกมาจากใจจริงๆ แต่ไม่ใช่นิรมาณกาย อาตมาสอนรูปนามและกายที่เป็นของจริงทั้งภายนอกและภายใน อธิบายร่วมกันได้หมดขยายความและทุกคนเอาไปปฏิบัติได้หมด แต่ของมหาบัวเอาไปปฏิบัติตามไม่ได้ ไม่ได้อะไร ไม่ได้ทั้งภายนอกและภายใน เขาจะทำได้แต่ภายใน ซึ่งก็เป็นนิรมาณกายของใครของมันอีกนั่นแหละ ที่นั่งหลับตากันไปของใครของมันเลย สวรรค์ก็สวรรค์ วิมานก็วิมาน ภพชาติก็เป็นภพชาติ รูปภพ อรูปภพ ก็ของใครของมัน เป็นนิรมาณกายกับสัมโภคกายอาทิสมานกายทั้งนั้น ของแต่ละคนแต่ละคน ไม่ใช่สัจจะมีหนึ่งเดียว ต่างคนต่างมีสัจจะ เพราะฉะนั้นคำว่า สัญญายนิจจานิโลเก มีความหมาย 2 ความหมาย แต่เป็นความหมายเดียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อันนี้พึ่งอธิบายวันนี้ สัจจะมีหนึ่งเดียว สัญญายนิจจานิโลเก ในโลก พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว เอกังหิสัจจะ คืออาริยสัจ 4 เว้นแต่ สัญญายนิจจานิโลเก อันนี้แหละเป็นคำที่เป็นสิริมหามายา ในคำว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว กับคำว่า อัญตระคือเว้นแต่ สัญญายนิจจานิโลเก อันล่างนี้ สัจจะนั้นมีหนึ่งเดียวไม่มีสอง ไม่มีมากกว่านี้ เว้นแต่ สัญญายนิจจานิโลเก สัญญาที่กำหนดยึดมั่นถือมั่นแล้ว หรือกำหนดเที่ยงแท้แน่นอนแล้ว นิจจา เที่ยงแท้แน่นอน ผู้ที่เขาเป็นคนที่ยึดมั่นถือมั่นแบบอวิชชา เขาก็ยึดมั่นถือมั่น ผู้ที่มั่นคงแล้วไม่ต้องยึด เขาก็เป็นสัญญาของเขาเหมือนกัน สัญญาการกำหนดหมายของเขาเหมือนกัน เขาไม่ต้องยึดนะ แต่เขาสัญญาของเขา ในโลกนี้เขาถูกกำหนดรู้กับใครกับใครเขาก็รู้ได้ อย่างอาตมาก็รู้ได้ แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แต่คนที่ยึดมั่นถือมั่นเขาจะไม่รู้ตัวเป็นสัญญาที่มีความยึดมั่นถือมั่น เขาแน่นอนทั้งคู่เหมือนกัน คนที่แน่นอนเที่ยงแท้แล้ว พระอรหันต์เป็นผู้ที่แน่นอนเที่ยงแท้แล้วทุกคน พระอรหันต์เป็นที่แน่นอนเที่ยงแท้แล้ว เป็นผู้ที่มีคุณธรรมเด็ดขาดเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ยากไหม ไม่ใช่ง่ายๆเลยเห็นมะ ฟังด้วยดีจะเกิดปัญญา คุณ คอมพุด เวสก นี้ มาจากใจนั้น คุณเข้าใจว่ามหาบัวมาจากใจต่างหาก แล้วคุณเข้าใจว่าของอาตมาไม่ใช่มาจากใจตัวจริง แต่มาจากตำราเท่านั้น ก็ขอยืนยัน ว่าของอาตมาทั้งมาจากใจจริงๆเป็นแกนหลัก ตำราเป็นเรื่องรอง และมีตำราด้วย แต่ของมหาบัวไม่มีตำรา เอาตำราไปจับเอาไล่ไปเลย ตั้งแต่ติดอบายมุข ติดกามคุณ 5 เอาตำราไปจับเลย ออกนอกหมดเลยจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มี ที่อาตมากำลังอธิบายอยู่นี่ กำลังขยายความ เป็นตัวอย่างที่อธิบายได้ดีมาก ก็จึงขอบคุณมหาบัว แล้วก็ขอฝืนใจผู้ที่ยังติดยึดอะไรอยู่บ้าง ก็ขออภัยนะ เพราะว่าใช้เป็นประโยชน์ อาตมาจะใช้เป็นสิ่งที่สร้างความเข้าใจสร้างความรู้ให้แก่คน ก็ต้องขอขัดใจสำหรับผู้ที่ติดยึดก็แล้วกัน อาตมาขอกันกินหน่อยน่า สู่แดนธรรม...พ่อครูใช้ตำรามาเพื่อสำหรับอ้างอิง เพราะต้องการยืนยันตามหลักฐาน พ่อครูว่า..หากจะไม่ต้องการยืนยันอ้างอิงก็แล้วไปนั้นมีใจด้วยแล้วก็มีหลักฐานยืนยันอ้างอิงด้วย อย่างที่ใจของมหาบัวนั้นก็เป็นใจมหาบัว แต่อาตมาอ้างตำราพระไตรปิฎกมากมายก่ายกอง แต่มหาบัวไม่ค่อยได้อ้าง อ้างนิดๆหน่อยๆในฐานะที่เป็นมหา ก็เอาบาลีมาใช้บ้าง แต่ไม่พิสดาร เป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นปฏิจจสมุปบาท เป็นปัจจยาการอย่างเช่นอาตมาหรอก _มาดี ตะวันวง : นมัสการพ่อครูเจ้าค่ะ อย่ายกตัวอย่างชื่อหลวงตาบ่อยเลยเจ้าค่ะ ทุกคนทำได้เท่าที่ตนทำได้นะเจ้าคะ พ่อครูว่า...ก็อาตมาไม่พูดซ้ำก็ขอฝืนคุณมาดี ตะวันวงด้วย อาตมารู้ว่าพวกคุณไม่อยากให้อาตมาได้รับการย้อนแย้งจากลูกศิษย์ลูกหา ของท่านมหาบัว เป็นเจตนาดีของพวกคุณแต่ว่าอาตมาเจตนาว่า อาตมาเจตนาดี เข้าใจของตัวเองว่าอาตมาจะช่วยลูกศิษย์มหาบัวนั่นแหละ เพราะฉะนั้นลูกศิษย์มหาบัวทั้งหลายที่ฟังอาตมาอยู่โดยไม่มีอคติ และแสวงหาตั้งใจฟังด้วยดีจะได้ปัญญา ก็จะได้คนที่น่าสงสาร ผู้ที่เป็นลูกศิษย์มหาบัวน่าสงสารทุกคน จะได้คนพวกนี้มา อาตมามั่นใจเชื่อว่าจะได้ ไม่ใช่จะสูญเปล่า ได้ ขอยืนยัน เพราะผู้ที่ตั้งใจแสวงหามีจริง พูดไปเรื่อยๆอธิบายไปเรื่อยๆ เขาฟังไปบางทีเขาอาจจะฟังแล้วคิดว่าชังน้ำหน้า สักวันหนึ่งเขาจะนึกว่าโพธิรักษ์ทำไมมันดื้อด้านดึงดันนัก ฟังมันดูๆ สักวันหนึ่ง จะนึกถึงฉัน และแล้ววันนั้น เธอต้องร้องไห้ จริง ต้องร้องไห้อย่างซาบซึ้งเลย สงสารตัวเอง มีความระลึกได้สำนึกได้ มีหิริโอตตัปปะขึ้นมา จึงเกิดความสำนึกขึ้นมา
_waja วาจา : แค่อบายมุข หมากพลูยังไม่รู้ พ่อครูว่า...ในยุคโบราณยังมีติดหมากพลูบ้าง แต่ในยุคนี้ ไปถึงไหนแล้ว ไปสร้างสถานีภายนอกโลกรบกันแล้ว คุณยังจะงมงายงุ่มง่ามมาติดหมากพลูอยู่ จะตกยุคไปถึงไหน
_Veraro ANN เวราโร แอน : หมากพลู ถ้าหากเราไม่ไปพอใจ เป็นก็เป็นเพียงแค่รูป แต่เมื่อไหร่บุคคล ไปลิ้มรสมันแล้วพอใจ(ฉันทะ)นั้นคือกาม พ่อครูว่า...ถูกต้องแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความเป็นกลางต่างจากทางสายกลางอย่างไร _Veraro ANN (เวราโร แอน) : พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ปฏิจจสมุปบาท นั้นคือทางสายกลาง พ่อครูว่า..ปฏิจจสมุปบาทคือ ปัจจยาการ เหตุปัจจัยเมื่อมีสิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้ แต่ ที่บอกว่าปฏิจจสมุปบาทคือทางสายกลางนั้น อาตมาก็ยังไม่เคยเห็น สู่แดนธรรม...พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าปฏิจจสมุปบาทคือทุกข์สมุทัย แต่ไม่เคยเห็นบอกว่าเป็นทางสายกลาง พ่อครูว่า..ทางสายกลางนี้เป็นคำผิด ทางสายกลางเป็นภาษาไทยที่แปลผิดมาจากคำว่ามัชฌิมาปฏิปทา ปฏิปทา แปลว่า ทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หลักปฏิบัติ มัชฌิมา แปลว่า ความเป็นกลาง เป็นผลเป็นสภาวะของผล กลาง เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติตามหลัก ตามข้อปฏิบัติ เรียกว่ามรรค ปฏิปทาคือมรรค แล้วคุณจะได้ผล คือกลาง สภาพกลางนี่คือจิต มันอธิบายไม่ง่ายทีเดียว คือจิตมันไม่มีอันตาแล้ว อันตาแปลว่าข้างนี้ๆสองข้าง ไม่ใช่ทาง แล้วคุณก็เดินกลางทางสายกลาง ทางถนน 8 เมตร คุณก็เดินอยู่กึ่งกลาง 4 เมตร 4 เมตร ยาวเท่าไหร่ถึงไหนถึงกัน คุณก็ต้องเดินไปนั่นแหละเรียกว่าทางทุรกันดาร ไม่รู้เรื่องเลยว่าคุณจะไปไหน ต้องรู้องค์รวม กระบวนการ 2 ข้างเรียกว่า อันตา ข้างนี้คือ กาม ข้างนี้คือ อัตตา แล้วล้างกามล้างอัตตาๆ มันก็จะหมดลงไปจนเหลือน้อยลงน้อยลงจนไปเป็น รูป เป็นอรูป หมดอรูปแล้วก็หมดอันตา อันตาแปลว่าข้าง แปลว่าฝ่าย แปลว่าโต่ง ก็ไม่มีแล้ว หรือแปลว่าที่สุด ทางนี้ก็ไม่มีที่สุด ทางนี้ก็ไม่มี มันกลางไม่มีที่สุด สุดข้างนี้ก็ไม่สุดๆ มันกลางๆ สภาวะที่สูงสุดแล้วไม่มีภาษาพูดจะบอก มันต้องอธิบายทำมือทำไม้ องค์ประกอบแวดล้อมให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นจึงไม่ง่าย
_สู่แดนธรรม...มัชฌิมาปฏิปทา พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี มรรคมีองค์ 8 ปฏิจจสมุปบาทและ สติปัฏฐาน 4 ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทางสายกลางเท่านั้น
_Jaitham (ใจธรรม) : ความเห็นส่วนตัวนะคะ พ่อครูพูดไม่อ้อมค้อม ชัดเจน เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ต้องเข้าใจเรื่องกามคุณทุกระดับ ระดับกามต่ำ ๆ ใครก็รู้แล้ว เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ ถ้าไม่ใช่พ่อครูแล้วใครจะกล้าพูดคะ
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ _สมณะฟ้าไท...ที่สหกรณ์บุญนิยมและอุทยานบุญนิยม 2 ร้านนี้ในเทศกาลงานเจจะไม่ขายของสด เปิดแต่เพียงร้านของแห้ง เพราะเราจะจัดการคนไม่ได้ถ้าคนมาเยอะ ในช่วงโควิดนี้ อย่างพ่อครูทำงานศาสนา เป็นเรื่องที่พ่อครูจะต้องให้คนเข้าใจสัมมาทิฏฐิ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความหวังกับการตั้งจิตอธิษฐานต่างกันอย่างไร _แก้วตะวัน พวงบุบผา : น้อมกราบนมัสการพ่อครูค่ะ...มีคนกล่าวว่า หวังผิดเลยทำให้ผิดหวัง...หรือเมื่อคุณตั้งความหวัง ความผิดหวังจะรอคุณอยู่... หรือหวังลม ๆ แล้ง ๆ ..แต่เราก็อดที่จะมีความหวังไม่ได้...กราบเรียนถามพ่อครูว่าความหวังเป็นกิเลสไหมคะและจะตั้งจิตอย่างไรดีคะ.. พ่อครูว่า...ความหวังภาษาบาลีว่า สาเปกโข แต่ ความตั้งจิตภาษาบาลีเรียกว่า อธิษฐาน มันเป็นคนละคำเป็นคนละความหมาย การตั้งความหวังคือคุณไปสร้างภพไว้ข้างหน้า ส่วนการตั้งจิตอธิษฐานนี้คุณใช้ความรู้ อาตมาเคยพูดไว้ว่า คุณ เจตนาแต่อย่าอยาก เจตนาหมายความว่าคุณมีความตั้งใจ รู้ว่าเดินไปนี่ ถ้าเดินตรงไปตรงนี้จะถึงตรงโน้นด้วยความรู้นำ คุณดูแล้วก็มี เจตะ เจตโสหรือเจตสิก เจตคติ เป็นจิตที่มีคติที่ไป เจตคติ เสร็จแล้วคุณมี เจตะคือจิตที่ไป มันมีที่ไปรู้จุดมุ่งหมายแล้ว แต่คุณไม่ต้องอยากได้ ผู้อยากได้จุดมุ่งหมายอยากได้สวรรค์นิพพานนั้นไม่ต้อง คุณรู้วิธีเจริญอุบายโกศลด้วยวิธีปฏิบัติ คุณทำอันนี้ๆ มันก็ไปของมันเอง โดยไม่ต้องไปรู้ว่ามันได้หรือจะไม่ได้ คุณจะรู้เลยถ้าทำถูกก็จะมีอย่างนี้ให้อย่างนี้ให้พอรู้ตัวก็ถึงเสียแล้ว รู้ตัวก็สูงเสียแล้วอะไรอย่างนี้ รู้ตัวก็เสร็จแล้ว มันจะเป็นเองไม่ต้องไปนำด้วยตัวอย่าง ตัวต้องการ เสียพลังงานซ้อน นี่มันละเอียด ที่อาตมาใช้คำว่า เจตนาแต่อย่าอยาก อธิบายใช้พยัญชนะแค่นี้ก็แล้วกัน เพราะในความหมายที่คุณพูดมานี้ บอกว่า กล่าวว่า หวังผิดเลยทำให้ผิดหวังเป็นภาษาเท่านั้นเอง ก็ไปหวังผิดๆ เริ่มต้นก็หวังผิดแล้วมันก็เลยผิดหวัง หรือ เมื่อตั้งความหวัง ความผิดหวังจะรออยู่ ต้องอธิบาย ตั้งคือ อธิษฐาน แล้วก็มีความรู้อุบายโกศลว่า ไปอย่างนี้แล้วจะได้อย่างโน้นคุณก็ทำตามที่คุณรู้ ถ้ามี 1 แล้วคุณมี 1 คุณอยากได้ 2 เป็นที่หมาย ทำอย่างไรจะได้อีก 1 คุณก็ทำมัน อ๋อ.. ท่านสอนมีความรู้ว่า ทำอย่างนี้มันจะได้เป็น 2 คุณก็สร้างอันนี้ เท่าที่มันมีสูตรมีทฤษฎีมีวิธีการ ทำตามอันนี้ คุณก็ทำ 1 ขึ้นมาได้อีก มันก็เป็น 2 ให้คุณแล้ว อาตมาว่า อาตมาอธิบายเก่งพอสมควรนะ เนาะ หวังลมลมแล้งแล้งคือไม่มีที่มั่นหมายอะไร ต้องทำให้แม่นทำให้ชัดจะไปหวังลมๆแล้งๆนั้นมันเสียความหวังไป สูญเปล่า ไม่เอาอย่างนั้นจะต้องทำให้แม่นๆ ความหวังเป็นกิเลสไหมคะ ถ้ามันไม่เข้าท่าอธิบายไปแล้วไม่ทวน มันไม่เข้าท่ามันก็เป็นกิเลสถือว่าไม่ได้เรื่อง แต่ถ้าว่ามันไม่เป็นกิเลสมันก็เป็นการตั้งจิตอธิษฐาน เรียกว่าหวัง มันก็เป็นภาษา สาเปกโข หวัง คุณเข้าใจอธิษฐานคือ มีลักษณะตั้งใจ มีทิศทางไป คุณจะเรียกว่าหวังก็ได้ ใช้ภาษาพยัญชนะว่าความหวัง แต่คุณเข้าใจสภาวะดีแล้วว่า ไม่ได้ตั้งภพชาติไว้ อย่างที่อธิบายไปแล้ว พูดไปพูดมาจะวน เอาละ
_เยาวลักษณ์ วัฒนเสรีกุล : กราบนมัสการพ่อครูค่ะ หนูอยากถามพ่อครูค่ะ หนูอยากไปอยู่บ้านราชช่วงนี้ได้ไหมคะ หนูจะทำตามกฏระเบียบกักตัว 28 วันก็ได้ค่ะ พ่อครูว่า...มาถ้าแน่ใจว่าทำได้ก็มาเลย ที่นี่ถ้าให้กักตัวอยู่ 28 วันก็ได้ มาเลย
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำไมธรรมชาติทุกอย่างจึงเหมือนเดิมทุกครั้งเป็นหนึ่งเดียว _ธีรเมศร์ พูลเกษมจิรานนท์ : กราบนมัสกรานครับพ่อท่าน ทำไมทุกอย่าง(ธรรมชาติ)ถึงเหมือนเดิมทุกครั้งครับ พ่อครูว่า...อันนี้ลึกซึ้งมากเลย ถ้าคุณรู้แล้วว่าในมหาจักรวาลนี้ มันวนเวียนมาซ้ำซ้อน ถ้ามันเดินจากจุดนี้ไป คุณก็ไปเรื่อยๆแล้วมันมีทางโค้งด้วยองศาที่น้อย จุด 00 00 1 องศา จุด 00 001 องศา มันก็ไป กว่าจะมาถึงตรงนี้แล้วคุณก็ลืมไป คุณไปสร้างวิบากไว้เยอะ ถ้าหากว่าองศามากขึ้นมากขึ้นคุณก็จะเร็วขึ้น จนกระทั่งองศามันเกือบ 180 องศา มันก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย คุณก็จะวิ่งไปในแนวระนาบมี 2 เท่านั้น ถ้าคุณไม่ขยับตัวเลย คุณก็จะอยู่ที่นี่ ไม่วิ่งไปไหน ถ้าหากวิ่งคุณก็จะต้องมีองศา มีความไม่ใช่เส้นตรงเส้นเดียว ไม่ใช่จุดๆเดียวแล้ว คุณจะมีองศาแยกออกไป เท่านั้นเอง หากองศาของคุณมีมาก 1 องศา 5 องศา 10 องศา 20 องศา 90 องศาครึ่ง 180 องศาเป็นเส้นตรงแล้ว เส้นตรงนี้คุณก็ไม่ต้องวิ่งอะไรมาก ถ้าคุณขีดองศาไปคุณก็จะเป็นเส้นโค้ง เส้นโค้งแล้วก็จะสั้นเข้า อย่างเช่นดาวหาง วิ่งไกลนาน ดาวหางที่มีวงโคจรที่ยาวไกล ถ้าหากดาวหางที่มีวงโคจรโค้งมากขึ้นก็จะเข้าใกล้โลก สุดท้ายมันก็จะมาใกล้ชิดโลกเป็นดาวหางดวงที่ใกล้โลกที่สุด สุดท้ายก็หายไป จะรวมตัวเข้ามาอยู่กับโลกเดียวกันเท่านั้นเอง สรุปแล้ว ทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ถ้าคุณจบ แต่คุณจะไปเรียนรู้ทีละล้านๆอย่างมาเป็นอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องเรียนรู้ทีละ 2 เรียนไปทีละ 2 แล้วคุณจะมีความสามารถมากขึ้นมากขึ้น ที่ได้แล้วมันจะเป็นตัวต้นทุน เป็นตัวแข็งแรง เป็นตัวสนับสนุนคุณ เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น แล้วคุณจะทำอะไรได้มากขึ้น จะรวบรวมได้มากขึ้น จะทำอะไรองค์ประกอบอื่นๆได้มากขึ้น มันจะเก่งขึ้นอย่างนั้นๆ แล้วก็จะทำได้เท่าที่คุณสามารถทำได้มากขึ้น จะเร็วขึ้นเท่าที่คุณสามารถ ยกตัวอย่าง เสียงมันช้ากว่าแสงเยอะเลย อย่างอาตมาดูทีวีทีละ 3 จอ อาตมาเห็น 3 จอแล้ว แสงมันเร็วกว่าเสียง เพราะฉะนั้น อาตมาฟังเสียง ไม่ต้องดูแสง อาตมาก็รู้แล้วเพราะว่าจิตของอาตมาเร็ว อาตมารับเสียงได้ โดยที่จิตของอาตมาเร็วกว่าแสง มันก็เลยรู้ทัน 3 สิ่งนี้ได้เลย ฟังทันไหม มันเป็นปฏิสัมพัทธ์กัน ระหว่างเสียงกับแสง อาตมาฟังเสียงโดยไม่ต้องดูภาพ แต่อาตมาฟังเสียง อาตมารู้แล้วว่าในภาพมีอะไรๆ 3 จออาตมารู้แล้ว เพราะใจของอาตมามันเร็วกว่าแสง แสงที่ภาพสื่อมานี้ก็สื่อภาพ แต่เสียงนี้อาตมารับได้แล้วครบหมดเลยทั้ง 3 จอ อาตมาก็รู้ทั้ง 3 จอก็รู้แล้ว สู่แดนธรรม...พ่อท่านรู้วจีสังขารของคุณพูดด้วย พ่อครูว่า...บางทีคนอื่นยังพูดไม่จบเลยอาตมาก็รู้แล้ว จิตของอาตมาเร็วกว่าแสงกว่าเสียงนี่อีก พูดไปแล้วก็เหมือนคุยตัวยกตัว เหมือนกับพวกดูดวงดูดาวมันจะซับซ้อน เขาเอาสถิติมาทำนายได้ เรียกว่าสถิติศาสตร์โหราศาสตร์นี้เป็นสถิติศาสตร์ เพราะฉะนั้นเรารู้ตรงนี้เราคำนวณอนาคตได้ด้วย เพราะมันจะวนมาตรงนี้อีก ระยะเวลาเท่านี้ๆมันจะเป็นอย่างนี้เหมือนพวกอุตุเขาคำนวณ อันนั้นมันง่ายๆเพราะเป็นวัตถุ มันเดินทาง กว่าจะมาก็คำนวณง่ายกว่ากัน นอกจากสึนามิที่เขาคำนวณไม่ได้เพราะมันอยู่ใต้น้ำ เขาไม่สามารถจับพลังงานสึนามิที่แผ่นดินได้น้ำมันเคลื่อนที่ อะไรต่างๆนานาก็เลยทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำ น้ำมันอยู่ลึก หลายหมื่นไมล์ เขาคำนวณไม่ได้ แล้วกว่านมันจะเคลื่อนเป็นคลื่นใต้มหาสมุทรหลายหมื่นไมล์มาข้างบน เขาคำนวณไม่ได้อะไรนะสูตรทางโลกเขา m
_เกื้อดิน สุวรรณ...พ่อท่านคำนวณ 14 ตุลาคมให้ฟังด้วยค่ะ พ่อครูว่า...อาตมาไม่ใช่หมอดูนะ หมอดูเขาดูได้ อาตมาไม่ใช่หมอดู มาถามผิดคนแล้วคุณต้องไปถามหมอดู ไม่ใช่เกี่ยงนะ แต่อาตมาไม่ใช่หมอดู รับรองไว้ก่อน ถ้าอาตมาเป็นหมอดูอาตมาจะทำงานง่ายกว่านี้เยอะ แต่อาตมาพอจะรู้อนาคตังสญาณบ้างนิดหน่อย ซึ่งไม่ใช่หลักเกณฑ์แต่มันรู้ด้วยอภิญญา อธิบายไม่ได้เหมือนกัน เป็นความลึกซึ้งละเอียดกว่าตัวเลขอะไรงวดนี้ บางอย่างเท่านั้นเอง ซึ่งอธิบายไม่ได้เหมือนกัน พอดูได้บ้าง จะไปรู้ทำไมตั้งใจให้ดีๆ นี่มีคนชวนให้อาตมาไป 14 ตุลาคม อาตมาว่าจะไปทำไม อาตมาเองไม่ต้องไปหาเรื่องไปเสริมเรื่องให้มันเป็นเรื่อง 14 ตุลาคมนี้ปล่อยให้เขาตบมือข้างเดียวเถิด ให้เขาตบมือข้างเดียว พวกนั้นเขาหาเรื่อง แล้วคุณจะไปเต้นตามคลื่นตื่นตามลมไปทำไม โง่ ศัพท์นี้คงจะพอฟังเข้าใจนะ คนที่สร้างคลื่นสร้างลมก็จะสร้างขึ้นมาเพื่อให้ได้มวล ก็เราไม่เห็นตามเขาเราจะไปสร้างมวลตามไปอีกทำไม 1. สร้างมวลขึ้นไปจะได้อะไรเท่าไหร่ 2. จะไปห้ามการปะทะได้หรือไม่ ถ้าเกิดหมู่ 2 หมู่ประชาชนกันแล้วมันไม่เข้าท่า เข้าทางเขา เขาอยากให้ชนกันเกิดการปะทะกัน เกิดความวุ่นวาย นี่คือเป้าหมายของเขา อย่าไปโง่ตามเขา คุณต้องฉลาด ขนาดคุณหญิงอ้อยังฉลาดแล้วตอนนี้ คุณคิดดูซิ ทันสมัยใหม่เสมอให้ได้สิ ขนาดคุณหญิงอ้อนี่ยังฉลาดขึ้นมา บ้างแล้ว แต่เขาได้เยอะนะ ได้ลดอัตตาขึ้นมาเยอะเลยนะ กว่าเขาจะลดได้ขนาดนี้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive