560221_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง เรื่อง คนหลงพร่ำเพ้อธรรมผู้รู้ย้ำความจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
560221 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู… เรื่องคนหลงพร่ำเพ้อธรรม ผู้รู้ย้ำความจริง
พ่อครูจัดรายการที่บ้านราชฯ เกริ่นว่า พ่อครูว่า… วันนี้ต้องขอเวลาในการพูด อาจจะไม่ได้ตอบประเด็นอื่น เพราะ มีประเด็นที่คุณ 8705 หรือว่าอาจคือคุณ 4424 นั่นเอง เพราะสำนวนเหมือนกัน ที่ขยันส่งประเด็นมาทักท้วง ล่าสุดในวันจันทร์ที่ 19 ในรายการสุขทุกข์ของชีวิต คุณ 8705 ก็ได้ sms มาเป็นจำนวน 207 ข้อความ เมื่อนำมาเรียงต่อกันให้ได้ความ ได้ถึง 4 หน้าครึ่งกระดาษ A4 ก็จะได้นำเป็นประเด็นที่นำมาอธิบาย เพราะความเห็นอย่างคุณ 8705 นี่จะมีอยู่มากในสังคม วันนี้ก็จะพยายามตอบ เริ่มต้นอ่านของคุณ 8705 ดังนี้ _0888705xxx โดยสัจธรรมแล้ว , รูปนามนั้นเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา แต่คนทั่วไปหาได้รู้ความจริงข้อนี้ไม่! เพราะเข้าใจแต่เพียงว่า..เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็คือเกิด ครั้นสิ้นชีวิตแล้วก็คือตายหรือดับ ซึ่งอันนี้เป็นความเข้าใจที่ยังหยาบอยู่! ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามสติปัฏฐาน 4 แล้ว จนเกิดวิปัสนาญาณเห็นความจริงของรูปนามว่า..เกิด-ดับสืบต่อกันอย่างไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลงได้เมื่อใด! และเหตุนี้เอง พุทธเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อบุคคล เห็นความเกิดของโลก (หมายถึงเห็นขณะที่เกิดรูปนาม) ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงแล้ว ฉะนั้นความเห็นว่า ไม่มี.. ย่อมจะไม่ปรากฏขึ้น (=นะ โหติ) อธิบายว่าเมื่อบุคคลเห็นขณะที่ รูปนามเกิดอยู่.. จึงย่อมไม่ปรากฏความเห็นว่าไม่มี (ตัวตน) และพุทธเจ้ายังตรัสต่อว่า เมื่อ บุคคลเห็น ความ ดับของโลก ( หมายถึงเห็นขณะที่ดับรูปนาม) ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงแล้ว ฉะนั้นความเห็นว่า มี .. ย่อมจะไม่ปรากฏขึ้น (นะ โหติ) อธิบายว่า เมื่อบุคคลเห็นขณะที่ รูปนามดับไป..จึงย่อมไม่ปรากฏความเห็นว่ามี (ตัวตน) ฉะนั้นจึงสรุปตามที่พ
อ่านต่อ
ุทธเจ้าตรัสได้ว่า เมื่อบุคคลได้เห็นทั้งความเกิดของโลกและได้เห็นทั้งความดับของโลก ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงแล้ว ฉะนั้นความเห็นว่าไม่มี ก็ดี และความเห็นว่ามี ก็ดี ทั้ง 2 ความเห็นนี้ย่อมจะไม่ปรากฏขึ้น (นะ โหติ) อธิบายว่า เมื่อบุคคลได้เห็นทั้งขณะที่ รูปนามเกิดอยู่ และได้เห็นทั้งขณะที่ รูปนามดับไป หรือกล่าวคือ..ได้เห็นตลอดที่รูปนามนั้นเกิด-ดับสืบต่อกัน ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงแล้ว นั่นเอง และเมื่อนั้น จึงย่อมไม่ปรากฏทั้งความเห็นว่าไม่มี (ตัวตน) และย่อมไม่ปรากฏทั้งความเห็นว่ามี (ตัวตน) กล่าวโดยสรุปก็คือ เมื่อบุคคลได้เห็นโลก (ทั้งความเกิด-ความดับ) ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงแล้ว บุคคลนั้นย่อมจะไม่ปรากฏ (นะ โหติ)ความเห็นว่าไม่มีตัวตน และทั้งไม่ปรากฏ(นะ โหติ) ความเห็นว่ามีตัวตน ด้วย! หรือคือ..ทั้งความเห็นว่าไม่มีตัวตนก็ดี และทั้งความเห็นว่ามีตัวตนก็ดี ทั้ง 2 ความเห็นนี้..ย่อมจะไม่ปรากฏขึ้น (นะ โหติ) ในบุคคลผู้ที่ได้เห็นโลกด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนั้นแล้วฉะนั้น ซึ่งความเห็นทั้ง 2 ที่ว่า 1.ไม่มีตัวตน (นิรัตตา)ก็ดี และ2. มีตัวตน (อัตตา)ก็ดี ทั้ง2ความเห็นนี้..จึงย่อมเป็นความเห็นที่ผิดจากความเป็นจริงด้วยกันทั้งคู่! ฉะนั้น พุทธเจ้าจึงเริ่มนับจากปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดทั้ง 2 (ไม่มีตัวตน, มีตัวตน) นี้ว่า..เป็นสัมมาทิฏฐิ! โดยเรียกปัญญาที่เห็นอนัตตา (เพราะปฏิเสธความเห็นผิดทั้ง 2 คือทั้ง นิรัตตา, ทั้งอัตตา) นี้ว่า..อุทัพยญาณ! (อันนับเป็นญาณที่ 4 ในวิปัสนาญาณ 16 นั่นเอง) เพราะเปรียบญาณที่เริ่มเห็นสัจธรรม..ก็เหมือนกับแสงอาทิตย์อุทัย นั่นเอง ฉะนั้นจึงยังต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เพื่อเจริญวิปัสนาญาณต่อไปอีก และลำพังเพียงปัญญาสัมมาทิฐิแค่ขั้น (ญาณ 4) ที่เห็นอนัตตานี้..ยังไม่พอที่จะประกอบสัมมาสมาธิอันประกอบขึ้นด้วยองค์ 7 ได้หรอกนะ มหาโพธิรักษ์!!!แต่ถึงอย่างไร..แม้ว่าญาณขั้นเห็นอนัตตานี้จะเป็นวิปัสนาญาณขั้นต้น! ก็ตาม แต่ก็ยังกล่าวได้ว่า..หากว่าบุคคลใดถึงจะมีชีวิตอยู่ตั้ง 151 ปี แต่ไม่เคยเห็นอนัตตา ยังประเสริฐสู้บุคคลที่เห็นอนัตตาแม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ไม่ได้เลย! สรุปเรื่องของเรื่องก็คือ เป็นเพราะพธร.เอง..ยังไม่เคยเห็นอนัตตา! ฉะนั้นถึงแม้จะเปิดตำราอธิบายแล้ว..ก็ยังอธิบายไม่ค่อยจะถูก เล่นเอาสาวกบริวารงงเป็นไก่ตาแตก! แต่สะเออะอยากจะเป็นดอกเตอร์ อาจง อาจารย์ (แต่ระวัง! คนฟังอาจอาเจียร) ซึ่งถ้าหากว่า..พธร.เป็นผู้รู้จริงแล้วละก็ การอรรถาธิบายธรรมะ คงจะเรียงไปตามลำดับโดยไม่สับสนวกวนอย่างนี้! จงดูอย่างเราซิ ทำไม? เราจึงสามารถเรียบเรียงธรรมะ SMS ให้คนอ่านแล้ว เข้าใจง่าย! นั่นก็เพราะว่าเรารู้จริง..ถึงมีปัญญารู้จักอธิบายเรียบเรียงไงล่ะ! จนพธร.ไม่กล้าเอามาอ่านออกรายการ! เพราะกลัวว่าเมื่อเราอธิบายได้ชัดเจนอย่างนี้แล้ว ถ้าขืนยังเอามาอ่าน..มีหวังสาวกบริวารเมื่อได้ฟังและเข้าใจแล้ว ก็คงจะตีจากพธร.ไปเป็นแน่! หรืออย่างน้อย..ก็ทำให้พธร.เสียหน้าได้! แต่ต้องขอ บอกไว้ก่อนว่า ที่ เรามิได้อธิบายธรรมะขั้นที่สูงไปกว่าอุทัพยญาณ (ที่เห็นอนัตตา) นี้ นั่นเป็นเพราะว่าเราดูแล้วว่า แม้เพียงแค่ขั้นอนัตตานี้ พธร.ก็ยังเข้าใจไม่ได้เลย! แล้วจะไปอธิบายขั้นที่เห็นอริยสัจ 4 พธร.จะเข้าใจได้อย่างไรกัน! ทั้งนี้ก็เพราะว่า..พธร.ยังคงติดอยู่กับอัตวาทุปาทาน จึงแยกไม่ออกระหว่าง 3 คำคือ1.อนัตตา (=ไม่ใช่ตัวตน) 2.อัตตา (=มีตัวตน) 3.นิรัตตา (=ไม่มีตัวตน) และเมื่อไม่เข้าใจ 3 คำนี้ว่าแตกต่างกันอย่างไรแล้ว..จึงย่อมทำให้พธร.เข้าใจคำอื่นๆ (ที่มีพื้นฐานไปจาก3คำนี้) ผิดไปหมด!!! เช่นว่าโอปะปาติกะ, โอฬา ริกะอัตตา, มโนมยอัตตา ,อรูปะอัตตา,สูญญตา, สมมุติ ,ปรมัตถ์, โลกียะ, โลกุตระ, นิพพาน เป็นต้น สรุปว่า..พธร.ต้องลองหัดทำความเข้าใจง่ายๆ ก่อนแล้วกัน เช่นว่า เมื่อบุคคลทำผิดกฏหมายแล้ว ถามว่า..บุคคลนั้นจะสามารถตัดสินความผิดของตนได้ด้วยตนเองหรือไม่? ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบก็คือไม่ เพราะหากว่าตัดสินเอง..ก็ย่อมจะลำเอียงเข้าข้างตนเองได้ ฉะนั้นจึงต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเท่านั้น ถึงจะยุติธรรม! ฉันใดก็ฉันนั้น, เมื่อบุคคลทำบาปอันใดแล้ว บุคคลนั้นจะตัดสินเองได้หรือว่า ที่ตนเองต้องมีทุกข์ก็เพราะว่าได้ทำบาปอันนั้น! แล้วจะต้องลงโทษตนเองอย่างไร..ถึงจะเหมาะสมกับบาปที่ทำอันนั้นด้วย! ซึ่งแน่นอนว่าความลำเอียงเข้าข้างตนเองนี้ ย่อมจะเป็นอุปสรรคในการตัดสินโทษของตนว่าผิดหรือไม่! จะป่วยกล่าวไปใย..ถึงการที่จะสามารถลงโทษตนเองได้! ฉะนั้น,ด้วยหลักการให้ผลของกรรมอันเป็นอจินไตย..จึงไม่ต้องไปสงสัยเลยว่า ทำไม?ถึงต้องมียมบาลมาเป็นผู้ตัดสินและลงโทษสัตว์นรก..ก็เพราะเพื่อความเที่ยงธรรมนั่นเอง! ฉะนั้น, คงจะไม่ใช่เหมือนฝันไปตามที่พธร.จินตนาการคาดคะเนเอาเองอย่างแน่นอน! เพราะถ้าหากว่า มีแต่สวรรค์ในอก นรกในใจแล้ว .. เขาจะสร้างคุกไว้ทำไม ? ให้เปลืองงบประมาณ! แต่พธร.เองก็ยังมีบุญอยู่นะ..ถึงได้มีเราแจกแจงธรรมะชี้ทางสว่างให้ แต่สำหรับอริยะท่านใดที่สูงกว่าเราแล้ว คิดว่า ท่านนั้นคงวางไปแล้ว..จะไม่เสียเวลามาตอแย กับพธร.ดอก! และขอย้ำว่าที่เราส่ง SMS บ่อยๆนี้..ก็เพื่อให้เป็นกระจกเงาสะท้อนภาพจริงของพธร. เพราะพธร.ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้ร้าย แต่กลับเข้าใจผิดว่าตัวเองหล่อเหมือนพระเอก! จึงหวังว่า..วันหนึ่งภาพของ ปีศาจควาย คงจะปรากฏชัดขึ้นใน กระจกให้พธร.ได้เบิ่ง! พุทธทาสเป็นคนแรกที่สอนว่า นรกสวรรค์ไม่มีจริงอย่างที่คนโบราณเชื่อถือกันมานมนาน โดยอ้างว่านรกสวรรค์แท้จริง, หมายถึงสภาวะจิตต่างหาก! เลยทำให้พวกปัญญาชนหัววิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อเรื่องสวรรค์นรกอยู่แล้ว..พากันนับถือพุทธทาสกันใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะพุทธทาสเป็นพวกนักตรึกนักคิด! อ่านพตปฎ.แล้วก็อวดฉลาดตีความเอาเอง และบังเอิญว่าคำสอนที่ปฏิเสธนรกสวรรค์นี้..ถูกจริตกับคนสมัยนี้ที่อ้าง ตัว เองว่าเป็นปัญญาชน เพราะเห่อเหิมแต่วิทยาศาสตร์อย่างเดียว..จึงดูหมิ่นคนโบราณหาว่าเป็นพวกโง่เขลา เพราะเดี๋ยวนี้เขาไปกันถึงดาวอังคารแล้ว ทำไม? ยังหลงงมงายเชื่อถือสวรรค์นรกอยู่ได้! และโดยเฉพาะพวกที่ทำบาปหนักๆ เช่น นักธุรกิจโกงเมือง ยิ่งไม่อยากให้มีขุมนรกใหญ่ เพราะถ้าขืนมีขุมนรกจริง..ก็กลัวว่าตัวเองจะต้องไปชดใช้กรรมในนรก! และ ยังพวกนักบวชสายปาราชิกอีก ที่ชอบอวดตัวเป็นอรหันต์ ก็จะชอบเทศน์ปลอบใจตนเองบ่อยๆ..ว่าสวรรค์นรกไม่มีจริงๆหรอก! เพราะคงเป็นแค่ธัมมาธิษฐานเท่านั้น ซึ่งเมื่อคำสอนของพุทธทาสที่ว่านรกสวรรค์ไม่มีจริงนี้ ได้รับความเชื่อถือจากพวกปัญญาชนและนักธุรกิจโกงเมือง พธร.ก็เลยเอาอย่างบ้าง โดยสอนว่าคนเราพอตายแล้วก็เหมือนหลับฝันไปเท่านั้น ถ้าฝันดีก็เป็นสวรรค์..ถ้าฝันร้ายก็เป็นนรก! สรุปว่าพุทธทาสกับพธร.เหมือนกัน คือเป็นพวกนักตรึกนักคิด..ที่ตีความพตปฎ.ตามใจชอบ และสุดท้าย 2 คนนี้ คาดว่าก็คงจะไปนั่งตีความกันต่อในนรกขุมใดขุมหนึ่งเป็นแน่แท้! แต่พธร.ก็ยังเป็นเหมือนพระโปธิละในสมัยพุทธกาล..ที่ถูกพุทธเจ้าตำหนิว่าเป็นโมฆะบุรุษ! สาเหตุก็เพราะว่า..พระโปธิละเรียนมากรู้มากเสียเปล่า! แถมเป็นอาจารย์อีกด้วย..แต่ตัวเองกลับปฏิบัติไม่เป็น! เพราะดันไปเปิดหมดทั้ง 6 ทวาร..โดยหวังจะเปิดรับผัสสะทั้ง 6 จนต้องให้เณรอรหันต์มาสอนว่า..ต้องปิดเสีย 5 ทวาร ให้เหลือไว้แต่เพียงทวารเดียวคือใจ! ถึงจะสามารถดักจับเจ้าตัวกิเลสได้! และเมื่อพระโปธิละยอมละทิฐิ..ปฏิบัติตามที่เณรสอนได้ ไม่ช้านานก็ได้บรรลุอรหันต์ ซึ่งเรื่องของพระโปธิละนี้ พธร.ควรจะดูเป็นต.ย.แล้ว เลิกยึดมั่นสมาธิลืมตาเปิดรับผัสสะทั้ง 6 ได้แล้ว ก็ยังอาจมีโอกาสบรรลุอรหันต์กับเขาได้บ้าง เพราะมิเช่นนั้น..ก็ยังไม่พ้นโมฆะบุรุษอยู่ดี ลำพังเพียงอาศัยตีความพตปฎ.เก่ง..ไม่อาจทำให้บรรลุอะไรได้หรอก! จึงขอเตือนมาด้วยความหวังดี และขอเพิ่มกาลามะสูตรให้อีกข้อหนึ่งว่า การที่มีสาวกบริวารมาเชื่อถือเรา นั่นก็มิได้หมายความว่า เราจะเป็นผู้บรรลุธรรมจริง! เพราะดูได้จากสาวกบริวารที่นับถือนิกร, ยันตระ, พุทโธ, ธัมมะชโย ล้วนแต่มีจำนวนมากด้วยกันทั้งสิ้น และขอให้พธร.อย่าได้เหมือนกับคนที่แบกหินมาไกล พอมาเจอทอง ก็ไม่ยอมสลัดทิ้งก้อนหินลง..เพราะเสียดายที่อุตส่าห์แบกมาไกล! คือหมายถึงว่า เมื่อเหตุผลสู้เขาไม่ได้ ก็อย่ากลัวเสียหน้า! ให้ยอมละทิฐิแต่โดยดี เหมือนกับที่พระโปธิละยอมให้แก่สามเณร สรุปว่ายังไม่สายเกิน กว่าจะถึง 151 ปี..ยังกลับตัวทัน! สาธุฯ ในหลักกาลามะสูตร มีข้อหนึ่งบอกว่า อย่ารีบเชื่อ..แม้ว่าผู้พูดจะคือเราตถาคต! ที่ทรงตรัสเช่นนี้..มิได้หมายความว่าธรรมะของพุทธองค์จะผิด, ก็หาไม่! แต่ที่จำต้องตรัสไว้ ก็เพราะว่า..การรีบเชื่อพุทธเจ้าเลย จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด! เพราะต้องไปปฏิบัติด้วยตนเองก่อน ถึงจะเกิดปัญญาเห็นธรรมได้ และเมื่อนั้น,ก็จะเชื่อพุทธเจ้าไปเองโดยปริยาย ฉันใดก็ฉันนั้น..ที่ในกาลามะสูตร ก็มีอีกข้อหนึ่งที่บอกว่า อย่ารีบเชื่อ..แม้ว่าจะตรงกับหลักตรรกศาสตร์! (=หลักแห่งเหตุผล) ก็ตาม ซึ่งที่ตรัสไว้เช่นนี้ ก็มิได้หมายความว่า หลักตรรกศาสตร์จะผิดแต่ประการใด, ก็หาไม่! แต่เพราะทรงเป็นห่วงว่า ถ้าหากได้ข้อมูลมาไม่ครบบริบูรณ์ แล้วขืนนำข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์นี้ มาวิเคราะห์วิจัยด้วยหลักตรรกศาสตร์ละก็..แน่นอนว่าคำตอบที่ได้ ย่อมจะไม่ตรงกับความเป็นจริง! เช่นเรื่อง เทวดาเป็นต้น ก็เพราะว่า ..เทวดานั้น, ไม่ได้เห็นกันทุกคน แต่เห็นได้เฉพาะบางคน ดังนั้นคนที่มองไม่เห็นเทวดา ก็จะค้านทันที ! แถมยังกล่าวหาด้วยว่า คนที่เห็นเทวดานั้น เป็นเพราะมโนมยอัตตาปั้นรูปเทวดาขึ้นมาเอง! ซึ่งที่เขา สรุปว่าเทวดาไม่มีจริง เช่นนี้ ก็เป็นเพราะว่า เขาใช้หลัก ตรรกศาสตร์ ในการตัดสิน นั่นเอง แต่บังเอิญว่า ข้อมูลที่เขามีอยู่นั้น ยังไม่พอ! ที่จะนำตรรกศาสตร์มาใช้ตัดสินได้ และนี่แหละคือสิ่งที่พุทธเจ้าเป็นห่วง! เพราะธรรมดา ,แม้ว่าคนเราจะมีอินทรีย์ถึง 6 แต่คนส่วนมากใช้ได้จริง! ก็แค่ 5 คือตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย ดังนั้น น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ใจนั้นเป็นอินทรีย์พิเศษ ที่สามารถรู้แจ้งธรรมารมณ์ทั้งหลายได้อย่างไรบ้าง! เช่นเห็นรูปทิพย์เทวดาได้ หรือฟังเสียงทิพย์ได้ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะคนส่วนมาก มีจิตไม่เป็นสมาธิ จึงทำให้ใจ (มนินทรีย์) นั้น บกพร่อง! ไม่อาจทำหน้าที่รู้แจ้งธรรมารมณ์ เลยเป็นเหตุให้ไม่สามารถเห็นเทวดาได้ นั่นเอง และในบรรดาคนเหล่านี้ ถ้าเป็นคนหัวอ่อนหน่อยเพราะยังมีศรัทธา ก็ย่อมจะเชื่อครึ่ง-ไม่เชื่อครึ่ง! ซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่เป็นผู้มีศรัทธา จึงมักเป็นคนประเภทนี้ ถึงชอบพูดกันบ่อยๆว่า ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่! แต่ถ้าเป็นคนจำพวกหัวแข็งโป๊ก! เพราะไม่ค่อยจะมีศรัทธาสักเท่าไร แถมยังเป็นเลินเนทแมนอีกที่เก่งวิเคราะทฤษฎีแต่ภาคปฏิบัติไม่เอาอ่าว! จึงชอบที่จะตีความพตปฎ. ให้เข้ากับทิฐิของตน ฉะนั้นคนจำพวกเจ้าทิฐิ (=ลัทธิ) นี้ ที่ยืนยันเฉพาะความคิดเห็นของตนเท่านั้นว่าถูกต้อง! จึงต้องขัดแย้งกับคนอื่นอยู่เสมอเช่น เมื่อตนมองไม่เห็นเทวดา ก็เลยใช้ตรรกศาสตร์แบบผิดๆว่า เมื่อตนไม่เห็น ก็แสดงว่าเทวดาไม่มีจริง! ฉะนั้นถ้าคนอื่นไปเห็นเทวดา ย่อมแสดงว่าเป็นภาพลวงตา หรือเป็นเพราะมโนมยอัตตาปั้นรูปเทวดาขึ้นมาเอง หรือถ้าได้ยินใครเขาพูดว่า เมื่อนั่งสมาธิหลับตาแล้ว แลเห็นแสงสว่าง! ก็จะโต้แย้งเขาว่า เป็นเพราะมโนมยอัตตา จินตนาการสร้างมโนภาพแสงสว่างขึ้นมาเองหาใช่แสงสว่างจริงๆไม่! โดยอ้างหลักวิทยาศาสตร์แบบโง่ๆว่า เมื่อหลับตาแล้ว,จะไปเห็นแสงได้ยังไง แล้ววิทยาศาสตร์ไม่ได้บอกรึว่า คลื่นแสงมีหลากหลายชนิด บางชนิด,ตาเรามองเห็นได้ แต่บางชนิ ด,ตาเรามองเห็นไม่ได้ เช่นคลื่นแสงอินฟาเรดเป็นต้น อย่างในเวลากลางคืนที่เราคิดว่าไม่มีแสงนั้น นั่นเพราะว่าตาของเรามองไม่เห็น แต่แท้จริงแล้ว,แสงนั้นยังมีอยู่ โดยมาจากดวงดาวหลายล้านๆดวงในเอกภพ แต่ว่ามาจากที่ไกล จึงทำให้คลื่นแสงชนิดที่เรามองเห็นได้ มีพลังอ่อนจนไม่พอที่จะเห็นได้ แต่ว่ายังมีคลื่นแสงอีกหลากหลายชนิดที่สามารถใช้กล้องพิเศษเช่นกล้องอินฟาเรดเป็นต้น ถ่ายภาพตอนกลางคืนได้ ซึ่ง=เป็นการพิสูจน์แล้วว่า แสงมีอยู่ตลอดแม้ในเวลากลางคืน! เพราะถ้าไม่มีแสงแล้ว จะถ่ายรูปติดได้ยังไง! ฉะนั้นการที่นั่งสมาธิหลับตา แล้วเห็นแสงสว่างได้ จึงมิใช่เรื่องที่น่าแปลกแต่อย่างใด!เพราะการเห็นแสงได้นั้น ใช่ว่าจะต้องเห็นได้ด้วยตาอย่างเดียว เพราะหากว่าเป็นผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้วก็สามารถเห็นแสงที่มีอยู่แล้วได้เช่นกัน แต่มิใช่เห็นด้วยตาเนื้อธรรดา แต่เป็นการเห็นได้ด้วยมนินทรีย์คือใจ! เพราะว่าใจนั้นพิเศษยิ่งกว่ากล้องอินฟาเรดเป็นไหนๆ อย่างเช่นพระอนุรุทธที่สามารถมองเห็นได้ 3 พันโลกธาตุ ก็เห็นได้ด้วยใจนี้แหละ! แต่เมื่อเทียบกับการเห็นด้วยตา จึงเรียกว่าจักขุทิพย์ นั่นเอง ฉะนั้นถ้าพธร.ยังไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์ดีแล้ว..ก็อย่าซี้ซั้วพูดดีกว่า! เพราะวิทยาศาสตร์,ยังบอกอีกว่า เมื่อ13,700 ล้านปีมาแล้ว ตอนเกิด BigBang..ก่อนที่จะเป็นเอกภพอย่างทุกวันนี้ ซึ่ง BigBang ได้ระเบิด อ อกมาจาก 0..กลายเป็นหลายหมื่นกาแลคซี่ ในแต่ละกาแลคซี่ยังกอร์ปไปด้วยดวงอาทิตย์หลายแสนล้านดวง แต่ละดวงอาทิตย์ก็ยัง กอร์ปด้วยดาวบริวาร คือดาวเคราะห์ใหญ่นับสิบๆ ดวง+บริวารดาวเคราะห์น้อย อีกหลายหมื่นดวง โดยยังไม่นับพวกดาวหาง เนบิวล่า หลุมดำฯ สรุปแล้วก็คือนับไม่ถ้วน! แต่ถึงฉะนี้,วิทยาศาสตร์ก็ยังบอกอีกว่า ในเอกภพที่กอร์ปไปด้วยสสารและพลังงานนี้ คาดว่า..มีที่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สามารถสัมผัสได้เพียงแค่4%เท่านั้น เพราะยังคงมีสสารและพลังงานที่มนุษย์เรายังไม่สามารถจะสัมผัสได้ แม้จะด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใดๆ ก็ตาม..ยังเหลืออีกตั้ง96% และนี่แหละคือสิ่งที่พุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า..อจินไตย! ฉะนั้นจึงไม่ต้องไปสงสัยให้มาก! เช่นว่าวิมานเทวดาสูงตั้ง500โยชน์ มาได้ยังไงกัน? ก็ขนาดจาก 0 แท้ๆ..ยังระเบิดออกมาเป็นเอกภพอันแสนมหัศจรรย์พันลึกได้ถึงปานนี้! โดยที่ดาวแต่ละดวงก็ยังมีกฏทาง ฟิสิกส์ที่แตกต่างกันด้วย! หรือแม้ดาวบางดวงเป็นเพชรทั้งดวง ก็ยังมี! ฉะนั้นซึ่งความอัศจรรย์เหล่านี้ แม้ว่าจะมีบุคคลที่ฉลาดกว่าไอน์สไตน์ตั้งล้านเท่า!.ก็ไม่สามารถจะวิเคราะห์วิจัยหาเหตุผลที่มาได้หรอก! รวมทั้งที่มาของวิมานเทวดาสูง 500 โยชน์ด้วย! ทั้งนี้ก็เพราะว่า..เรื่องของเอกภพดวงดาว (+โลก) ก็ดี หรือเรื่องการให้ผลของกรรม (เช่นวิมานเทวดาสูง 500 โยชน์ฯ) ก็ดี..พุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ล้วนอจินไตย..ที่ไม่ควรคิดควรนึก (หาเหตุผลใดๆ) ทั้งสิ้น ฉะนั้นพุทธเจ้าจึงทรงสอนเฉพาะแต่เรื่องดับทุกข์เท่านั้น! โดยเรียงลำดับคำสอนตั้งแต่ทาน ,ศีล, เนกขัมมะ (=สมาธิตั้งแต่ขณิกะ,อุปจาระ,ถึงอัปปนา) และสติปัฏฐาน 4 อันเป็นหนทางเดียวที่จะให้เกิดปัญญาเห็นธรรม (คืออริยสัจ 4) ได้! เท่านั้น โดยให้เลิกคิดนึกหาเหตุผลในเรื่องอจินไตย เช่น เรื่องกำเนิดโลก+ดวงดาว (BigBang) หรือเรื่องการให้ผลของกรรม เช่น วิมานเทวดาสูง 500 โยชน์ เป็นต้น เพราะล้วนเป็นเรื่องที่สูงเกินจินตนาการของมนุษย์! ถ้าไปคิดนึก (หาเหตุผล) แล้ว..อาจเป็นบ้าได้! แต่ที่พุทธองค์จำต้องเอาเรื่องภพของเทวดาและขุมสัตว์นรกมาชี้แจงก็เพราะว่าเป็นข้อมูลที่มีอยู่จริง! จำเป็นที่ผู้มีอินทรีย์ยังไม่แก่กล้าพอที่จะไปโลกุตระได้ จะได้ใช้อาศัยภพสวรรค์นี้เป็นอุดมคติที่ไป แต่ถ้าเป็นผู้มีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ก็จะเลือกปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 คือเห็นก็สักแต่ว่าเห็น, ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน,..,รู้แจ้งธรรมารมณ์ก็สักแต่ว่ารู้แจ้งธรรมารมณ์ ฉะนั้นจึงเห็นชัดว่า แม้พุทธเจ้าเองก็ยังต้องแบ่งการสอนเป็น 2 คือ 1.ทางไปสู่สุคติภพ คือภพมนุษย์,เทวดา,พรหม 2.ทางไปสู่โลกุตระภูมิ คือภูมิโสดา..ถึงอรหันต์ แต่เป็นเพราะพธร.งี่เง่าไม่รู้จริงในคำสอนของพุทธองค์ ฉะนั้นพธร.จึง (ต้องสะเออะ) มั่วสอนธรรมะ! โดยบังคับเอาแต่โลกุตระเท่านั้น เพราะเข้าใจผิดนึก
ว่าภพเทวดาเป็นของเก๊! แถมยังซาโตริผิดอีกด้วยว่านิพพานเป็นปัจจุบันธรรม! สรุปว่าพธร.น้ำชาล้นถ้วย! เอวังฯ พ่อครูว่า… ตอบประเด็นคุณ 8705 อาตมาได้เริ่มต้นวิจัยวิจารณ์ว่าที่คุณ 8705 ว่า “รูปนามเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลานั้น” ขอถามว่า ในขณะนั่งหลับตาอยู่ใน ภวังค์ จะมีรูปอันคือ มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 (อุปาทายรูป) ตรงไหน? ที่คุณ 8705 เห็นมันเกิด มันดับ อย่างที่พูด มีมหาภูตรูป 4 ได้ยังไง? ในเมื่อหลับตาแล้ว ยิ่งถ้าเข้าไปอยู่ในภวังค์ได้สนิท ไม่รับรู้ทางทวาร 5 ข้างนอกแล้ว ...แสดงว่า ที่พูดนั้นเป็นตรรกะทั้งนั้น มีแต่วาทกรรมที่ผูกขึ้นจากเหตุและผลเท่านั้น ต้องขออภัยต่อคุณ 8705 มากๆนะ ที่จะขอวิจัยวิจารณ์ด้วยหลักธรรมะมากหน่อย เพราะอาตมาไม่ค่อยเก่งที่จะใช้แต่ความรู้ตนเองอธิบายได้ ทีนี้มาว่ากันต่อ เมื่อ “รูป” อันคือมหาภูตรูป 4 มันไม่มีให้คุณเห็นในขณะนั่งหลับตาอยู่ในภวังค์ ที่คุณว่า คุณเห็น “รูปนามเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา” นั้น คุณก็เห็นแต่ “นาม” เท่านั้น ในเมื่อคุณ 8705 ไม่เห็นพูดถึงมหาภูตรูปบ้างเลย คุณปฏิเสธปฏิบัติลืมตา แต่อาตมาไม่ได้ปฏิเสธปฏิบัตินั่งหลับตานะ อาตมาก็ยังอาศัยนั่งหลับตาทำสมาธิซึ่งมีอุปการะมาก ใช้ประโยชน์ได้อย่างน้อยก็เตวิชโช เพียงแต่อาตมายืนยันว่านั่นไม่ใช่ทางเอก ไม่ใช่เอเสวะมัคโค ไม่ใช่เอกายนมัคค แต่คุณ 8705 สิ คุณไม่ได้เห็น “มหาภูตรูป 4” หรือคุณลึกละเอียดกับเรื่องของ “รูป” ที่เป็นอุปาทายรูปก็ดี หรือ “รูป” ที่เป็น “กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม” แค่ไหน ดังนั้น ตรรกะที่ยืนยันว่า นี้เป็นความจริงคุณ 8705 จึงเป็นแค่อัตตวาทุปาทาน 100% และแถมใช้วาทกรรมคาดคะเน ยกเอา “ความเดา” ของตนเองมาเปรียบเทียบ โดยตู่อาตมามีความรู้แค่เห็นว่า เมื่อยังมีชีวิตอยู่คือ “เกิด” ครั้นสิ้นชีวิตแล้ว ก็คือ “ตาย” หรือ “ดับ” เพื่อให้คนฟังเห็นว่า อาตมารู้แค่หยาบๆเท่านี้ ที่จริงอาตมาก็ไม่ได้เป็นคนเฉลียวฉลาดอะไรดังที่คุณว่า ก็จริงอยู่ แต่ที่คุณว่าอาตมารู้แค่นั้นนั่นหนะ นั่นผิดนะ อาตมาพอรู้เรื่อง “การเกิด-การตาย” มากกว่าที่คุณตู่นั้นอยู่บ้าง คุณ 8705 นี่ จะจัดอยู่ในลักษณะ “อัตตวาทุปาทาน” ได้ไหม น้อ! .. นั่นคือ ยึดได้แค่คำพูดเท่านั้นว่า เป็นอัตตา คนแบบนี้ๆ นี่แหละล้วนคือ “นักเดา” นักคาดคะเน หรือนักตรรกะ ทั้งนั้น ไม่ว่าสายปัญญาหรือศรัทธา ซึ่งเป็นชาวเทวนิยม ถามอีกทีว่า “รูป” ที่คุณ 8705 ยืนยันว่า ความรู้ที่คุณรู้นี้เป็นความจริง “รูป” ที่ว่านั้นเป็นความจริงอย่างไร คุณสัมผัส “เห็น” รูปที่เป็นมหาภูตรูป 4 จริงๆหรือ? อย่างแสงอินฟาเรด แสงเอกซเรย์ แสงเลเซอร์ คุณจะสัมผัสได้อย่างไร? ขณะที่คุณอยู่ในภวังค์ มีมหาภูตรูปให้คุณสัมผัสได้อย่างไร ในเมื่อคุณหลับตา ปิดทวารภายนอกทั้ง 5 หมดอยู่อย่างนั้น และยิ่งตัดความรู้สึกไม่รับรู้ทางภายนอกทั้ง 5 ได้สนิทเข้าไป รับรู้ได้อยู่เฉพาะในภวังค์อีกด้วย แล้วคุณจะรู้ “รูป” ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดๆว่า คือมหาภูตรูปได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีตาสัมผัสรูป ไม่มีหูสัมผัสเสียง เป็นต้น ที่คุณว่า คุณรู้โดยสัจธรรมแล้ว “รูปนาม”นั้นเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่คุณหลับตาตกอยู่ในภวังค์ แล้วมหาภูตรูป 4 มีให้คุณรู้ตรงไหน หรือแม้ “นาม” ที่คุณจะรู้ว่ามันเกิด-ดับ ก็ต้องเป็น “นาม” ที่เป็น “นามรูป” ซึ่ง “นามรูป” ก็คือภาวะรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 ที่เรียกว่าอุปาทายรูปอยู่ดี ...คุณ 8705 พูดโก้ว่า “รู้ความจริงนี้อยู่ตลอดเวลา” เสียด้วยนะ ภาวะอย่างนั้น “รูป” มีให้คุณ “สัมผัส” รู้จริงอยู่ตลอดเวลาที่ไหนกัน? เพ้อเจ้อแท้ๆ ก็ไม่รู้ตัว ขณะนั้นคุณ 8705 ไม่ได้ “ผัสสะ” หรือสัมผัสมหาภูตรูป 4 ใช่ไหม?การปฏิบัติสัมมาสมาธินั้นต้องมีการผัสสะทางทวารทั้ง 6 อย่างคุณ 8705 มีทั้งอุทเฉททิฏฐิ (อัตตาไม่มีแล้วจะเอาที่ไหนไปปฏิบัติ) และมีทั้งสัสตะทิฏฐิ การรู้ความจริงที่เป็นปรมัตถ์นั้น ต้องรู้อย่างมีผัสสะ คุณ 8705 อย่าเถียงพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้นฟังท่านบ้าง เพราะจะ “เห็น” (ปัสสโต) ความเกิดแห่งโลก ซึ่งก็คือการเห็นกามราคะอันเป็น “สมุทัย” ของโลกขั้นต้น จึงจะเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว กามราคะนั้นคือ กิเลสในกามภพนะ ที่ต้องกำจัดเป็นเบื้องต้น แล้วจึงจะลึกเข้าไปถึงขั้น “เห็น” รูปราคะต่อไป และ “เห็น” อรูปราคะขั้นสังโยชน์ระดับปลาย ก็ต้องมีตาสัมผัสรูปหรือมีทวาร 5 ภายนอก ซึ่งก็คือการเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง ที่สัมผัสของจริงอยู่โทนโท่ในขณะนั้นทีเดียว แล้วจะรู้แจ้งด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงมีความปรากฏให้รู้ให้เห็นว่า “มี” คืออย่างไร ซึ่งจะต้องปฏิบัติเพื่อให้ถึงขั้นกิเลส “ไม่มี” และที่สุดรู้เห็นว่าภาวะ “ไม่มี” คืออย่างไร ความมี คือ ภาวะความเกิดขึ้นหรือเกิดอยู่ ก็ “เห็น” (ปัสสโต) ความเกิดนั้นๆ อยู่โทนโท่ ว่า “ความเกิด” คือ “มี” ..ยิ่งเห็น “สมุทัย” แห่งความเกิด และยังไม่ได้ “ดับ” สมุทัยนั้น หรือยังดับสมุทัยยังไม่หมดสิ้นถึงขั้น “ไม่มี” มันก็คือ ยัง “มีกิเลส” เหลืออยู่ ก็รู้แจ้งในตนว่ายัง “ไม่มี” โลกนิโรธ หรือยัง “ไม่มี” ความดับแห่งโลก จนกระทั่งสามารถปฏิบัติถึงขั้นทำ “ความดับแห่งโลก” ได้สำเร็จ จึงชื่อว่าเป็นผู้ “มี” ความดับแห่งโลก (มีโลกนิโรธ) นี่แหละคือ คนผู้ไม่มีภาวะที่ควรไม่มี ความไม่มี คือ ความดับ ก็ “เห็น” (ปัสสโต) ความดับนั้นๆ อยู่โทนโท่ว่า ความดับ คือ ไม่มี ..จึงเป็นผู้เห็นความไม่มีอยู่โทนโท่ ว่า “ไม่มี” หรือ “ดับ” อยู่ๆๆๆ “เห็น” ว่า เราดับอัตตานั้นๆ ได้สนิทแล้ว ไม่มี “อัตตา” นั้นมาวนเวียนอยู่ในจิตอีกแล้ว จิตจึง “ไม่มี” โลกสมุทัยได้สำเร็จแล้ว เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว นั่นคือ “เรามี..ความไม่มี” อยู่ทั้ง 2 สภาพ จึงไม่ได้ยึดมั่นทั้ง “ความมี” และ “ความไม่มี” และไม่ได้เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสอง เพราะคนผู้นี้เห็น “ความมีในโลก” (โลเก อัตถิตา จนถึงขั้นโลกนิโรธ) เมื่อทำให้ “สมุทัย” ของตนจนกระทั่ง “ไม่มี” (น โหติ) ได้แล้วในตน คนผู้นี้ย่อมไม่มี (น โหติ) ตามความเป็นจริง ด้วยประการฉะนี้ คุณ 8705 พอจะฟังแล้ว ใช้ตรรรกะตามไหวมั้ย มันอาจจะไม่ง่ายๆ ตื้นๆ อย่างคุณพูด หรืออย่างที่คุณต้องการเท่าไหร่ เพราะที่อาตมาพูดนี้มันไม่ใช่แค่ตรรกะ มันมีความลึกซึ้ง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ยากที่จะเข้าใจได้ คัมภีราอยู่จริง ซึ่งเห็นตามได้ยาก ทุทฺทส ซึ่งรู้ตามได้ยาก ทุรนุโพธา เป็นเช่นนั้นอยู่จริงที่คุณ 8705 สร้างวาทกรรมมานั้น ฟังได้ว่า เป็นตรรกะ เป็นเหตุผลของภาษาที่ร้อยเรียงให้ดูมีเหตุมีผล แต่ตามปัญญาของอาตมาที่มีไม่มากนักเห็นว่า ไม่มี “เนื้อ” ของสภาวะอะไรเลย ไม่มี “ความปรากฏ” ที่จริงทั้ง “ความมี” และ “ความไม่มี” ให้เห็นด้วยปรากฏการณ์ในตนทั้ง 2 สภาพ ขออภัยถ้าอาตมาจะว่า คุณมีแต่จินตนาการแท้ๆ โดยเฉพาะทั้งจินตนาการใน “ความมี” และ “ความไม่มี” ที่เป็นมหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 เพราะคุ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive