560405 รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง แสงอรุณไม่มาอนัตตาไม่มี.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข8 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560405 รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง แสงอรุณไม่มาอนัตตาไม่มี ส.ฟ้าไท …วันนี้วันที่ 5 เมษายน 2556 ดำเนินรายการที่บ้านราชฯ เราจะมีงานปลุกเสกฯ ในวันพรุ่งนี้ แล้วจะมีงานตลาดอาริยะต่ออีก ยินดีต้อนรับผู้ที่จะมาร่วมงาน เรามีข้าวโพดฝักโตไว้ต้อนรับ อยากให้คนมาเยอะๆ อาตมา เอารูปที่เรามีผลผลิตริมมูลไปให้คนดูในอินเทอร์เน็ต ก็มีคนอยากจะมากันหลายคน ซึ่งทุกวันนี้เป็นสิ่งที่โลกขาดแคลน โลกทุกวันนี้มันร้อน แค่มีน้ำตกเล็กๆริมมูล คนก็มาเล่นกันมากมาย สิ่งที่พ่อครูอธิบายเมื่อวานเราได้รู้เรื่องตัวตน หมายถึงภาวะทั้งรูปและนามที่มีในตน เราต้องตามเห็นตัวตนให้ได้ อัตตานุทิฏฐิ เราจะเห็นความรักตัวตน อัตตก ิลมถะ เราจะเห็นการทรมานตน เห็นภาวะที่เป็นของตน การได้ตัวตน เห็นความเป็นตัวตน และจะเข้าใจการยึดได้แค่คำพูดว่าเป็นตัวตน คือ อัตตวาทุปาทาน คืออย่าเข้าใจผิดว่า อัตตวาทุปาทาน คือความยึดตัวตน แท้จริงคือ ความยึดได้แค่คำพูด ยังไม่ลึกถึงภาวะความเป็นตัวตนด้วยซ้ำไป ซึ่งเราก็ต้องมาเรียนรู้ความเป็นตัวตนของเรา ที่เป็นสภาวะ แล้วเราจะลดละตัวตนได้อย่างไร จนสิ้นอนุสัย ไม่เอียงไปทางมีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ต้องไม่โต่งไปทั้ง 2 ข้าง พ่อครู ว่า… ก็ขอให้ข่าวคราว ว่าวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 37 เป็นปีที่ 37 ด้วย ครั้งนี้ อาตมา ตั้งใจไว้ว่า จะตอบสด โดยจะให้อ่านหนังสือธรรมที่เป็นพุทธ ใครอ่านแล้วจับประเด็นมาถามกันสดๆเลย เอาประเด็นมาใส่กล่องเลย ทั้ง 7 วัน ที่เรามาปลุกเสกฯ ให้ชื่อรายการว่า .. "ตอบกันด้วยวิญญาณพุทธ" _ ซึ่งคุณ 0850556xxx ฆ่าไก่ใยใช้มีดฆ่าโค แค่อ่านโผพท.ให้ญาติโยมฟัง ให้ดช.ดูดีก็อ่านได้ พ่อครูว่า… เขามีเจตนาจะถล่มทลาย อาตมา เขาก็รู้ว่าที่อ่านนี้เป็นโผที่ อาตมา เร

อ่านต่อ

ียบเรียง เป็นความคิดความรู้ของ อาตมา เอง แต่เจตนาจะถล่มทลายกัน ก็ไม่ว่ากัน ให้มีช่องบอกกันมา _ 0850556xxx แม่มูลตรงบ้านราชตื๊นตื้น น้ำดูดด้วย ใครหลงเข้าไปจะถูกดูดลงบาดาลทันที _ 0888705xxx พธร.คือตัวเอี้ยอิ๊บอ๋ายเป็นกากเดนศาสนา สืบเชื้อสายDNAมาจากเดียถีเทวทัต _ 0888705xxx พธร.กลัวแพ้เลยไม่กล้าเอาSMSของเรามาอ่านเพราะเหตุผลของเราชัดเจนกว่ามาก _ 0888705xxx พุทธเจ้าสอนโลกีอันเหมาะแก่ฆราวาส และสอนโลกุตระเฉพาะแก่นักบวช แต่พวกเดียถียาจารย์ทั้งหลายเช่นยันดะ พธร. พวกนี้ต้องการจะโอ้อวดว่าตนเป็นอรหันต์ เลยชอบโม้แต่โลกุตระ! โดยลืมไปว่าพุทธเจ้าให้อรหันต์ไปสอนชาวบ้านอยู่3ข้อคือละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส ซึ่งขนาดพุทธเจ้ายังต้องสั่งอรหันต์ไว้เช่นนี้เลย! แต่พวกเดียถีที่บวชเป็นสมณะปลอมเป็นพุทธทั้งหลาย ชอบให้มีคนนับถือมากๆ จึงเน้นแต่โลกุตระ ทั้งๆที่พธร.เอี้ยอิ๊บอ๋าย! คนที่เป็นอาริยะจะไม่รังเกียจโลกุตรธรรม พ่อครูว่า … เอี้ยอิ๊บอ๋าย! สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล จริงๆ โอวาทปาติโมกข์ 3 ท่านแปลว่า การละชั่ว ประพฤติดี นั้นที่จริงท่านแปลว่า ไม่ทำบาปเลย พระพุทธเจ้าท่านให้ละบาปเลย แต่เขายังเข้าใจไม่ได้ ต้องอนุโลมไปตามภาษา พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ทำบาป แล้วทำแต่กุศล (อปุญญาภิสังขาร) ซึ่งเขาก็ว่าเราเน้นแต่โลกุตระ เราก็ไม่มีปัญหา คนที่เป็นอาริยะจะไม่รังเกียจโลกุตระธรรม ถ้าเป็นความจริง ก็ควรชื่นชมยกย่อง แต่คนที่ไม่ชื่นชมก็คือยังไม่มีจิตโลกุตระนั่นเอง ถ้าคนเป็นโลกุตระจะชื่นชม ไม่ว่าคุณจะมีมากหรือน้อยในสิ่งนั้น แต่คุณจะรู้ค่าเลยว่ามันดีจริง มันจะมีจิตริษยา คนไหนที่ริษยาคือคนไม่รู้จักสมบัติอันมีค่านี้ เป็นสมบัติอันยอด แม้คนมีน้อยก็ชื่นชมคนมีมาก แต่เขาว่าธรรมะของ อาตมา ไม่ใช ่ โลกุตระ แต่คนที่โลกุตระจะไม่ว่าคนอื่นว่า เอี้ยอิ๊บอ๋าย! หรอก แสดงพื้นฐานของจิตมา ในวันที่ 7 เวลา 7 . 77 น. จะมีการแจกเข็มตราพระธรรมแก่นิสิต ว.บบ. ที่ได้รับเข็มที่ 2 ต่อจากงานปลุกเสกฯ ก็มีตลาดอาริยะ คืนชีวิตแม่มูล ในแม่น้ำจะมีเรือใหญ่-เล็ก เรือพาย เรือเครื่อง วิ่งกันเต็มแม่น้ำ เราก็เร่งทำเรือกันเต็มที่ แทบไม่หลับไม่นอน ถ้างานไม่จุกตูดก็ไม่เร่งกันทำ แม่น้ำมู ล จะมีชีวิตชีวาขึ้นมา ใครมีเรือจะมาช่วยส่งเสริมบรรยากาศก็มา จะมาขายสินค้าก็เชิญ จะมีสินค้าใส่เรือมาก็ดี แต่ถ้าใส่รถมาไม่อนุญาต ถ้าใส่เรือมาก็ยินดี จะขายราคาทุนก็ไม่ว่ากัน มาเข้าเรื่องธรรมะ วันนี้ก็ยังคงมาศึกษาเรื่อง อัตตา และ อนัตตา ซึ่งอนัตตาเป็นขั้นปลาย ไม่ใช่ขั้นต้น แต่ว่าทิฏฐิก็เข้าใจกันได้ เข้าใจว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน" ใครก็เข้าใจได้ แต่ว่าความรู้ที่จะบ่งชี้ภาวะนั้น อนัตตา คือที่สุด เป็นขั้น อรหัตตผล เลย ว่าทุกสิ่งล้วนไม่ใช่ตัวตน การเข้าใจว่า ทุกสรรพสิ่งไม่ใช่ตัวตน ตามบาลีที่ว่า สัพเพธัมมา อนัตตา นั้น เข้าใจได้ ไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆที่พอมีปัญญาพอสมควรก็เข้าใจได้ทั้งนั้น ความรู้ที่ชี้บ่ง ภาวะสุดท้ายแห่งการบรรลุธรรม ถึงที่สุด อรหัตตผล ว่า ทุกสรรพสิ่ง ล้วนไม่ใช่ตัวตน นั้น จะเกิดจริงเป็นจริงเป็น ภาวะธรรมที่เกิดใน ผู้ปฏิบัติที่ได้ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ขั้นท้ายปลายสุดของธรรมะที่กำจัด ตัวตน (อัตตา)ได้ หมดสิ้น จริงๆเสียก่อน จึงจะเห็น ความไม่ใช่ตัวตน ที่ได้ ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้ง อาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ซึ่งอาตมาได้อธิบายและอ้างอิงหลักฐานมามากต่อมากแล้ว อัตตวาทุปาทาน นี้มีความหมายว่า ความยึดมั่นวาทะว่าตน ก็คือ ยึดได้แค่ คำพูด ว่าเป็นอัตตา,อาตมัน,ปรมาตมัน ความยึด (อุปาทาน)ข้อนี้ มีทั้งใน ชาว เทวนิยม อันหมายถึง ศาสนาที่ยึดพระเจ้า ทั้งหลาย และมีทั้งใน ชาว อเทวนิยม ซึ่งหมายถึงชาวพุทธทั้งหลายนี่เอง ชาว เทวนิยม ตั้งแต่โบราณมาเขาล้วนมีความนับถือยึดถือ อัตตา,อาตมัน,ปรมาตมัน ซึ่ง ความเป็น อัตตา,อาตมัน,ปรมาตมัน เขาก็ได้แค่ คำพูด แล้วก็เชื่อตามที่พูดกันมาตลอด แม้ปัจจุบันนี้ เขาไม่เคย เข้าถึงหรือได้สัมผัสสภาวะจริงของ อัตตา,อาตมัน,ปรมาตมัน เลย จึงล้วนเป็น ลัทธิ เทวนิยม แบบนี้มาตลอดกาลนาน ขออภัยอย่างมาก ที่ต้องพูดความจริงของสัจธรรมกันชัดๆอย่างนี้ ซึ่งการจะ บรรลุเข้าถึงหรือสัมผัสความเป็น อัตตา,อาตมัน,ปรมาต มัน นี้เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ทางจิต เป็น ปรมัตถธรรม จริงๆ เพราะผู้เข้าถึงความจริงต้องมี อุตตริมนุสธรรม มีคุณวิเศษอย่างแท้จริง ที่จะสามารถ สัมผัส รูปธรรม-นามธรรม นั้นๆ ไม่ว่า อัตตา หรือ ตัวตน ทั้งหลาย ระดับไหน จนกระทั่งถึงระดับขั้น อนัตตา หรือ ไม่ใช่ตัวตน ด้วย การ ถูกต้อง (ผุสิต=การสัมผัส) วิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ได้พิเศษเฉพาะดังใน

ชี้ผิดว่าผิด และชี้ถูกว่าถูก ตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ ยกสิ่งที่ควรยก วิโมกข์ 8 ข้อ 1 - 2 1 . ผู้มีรูป(รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอกไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) ส่วนชาวพุทธ ถ้าผู้ใดยังมี มิจฉาทิฏฐิ อยู่ ก็ดังที่อาตมาได้อธิบายมาแล้ว ก็ขอยกอ้างจากพระไตรปิฎก เล่ม 14 ตั้งแต่ข้อ 120 - 129 ที่มีนัยสำคัญเช่นเดียวกันกับคน ผู้หลงผิดใน ความเป็น อนัตตา ก็คล้ายกับผู้หลงผิดที่ท้วงอาตมานี่แหละ ผู้ท้วงอาตมาเขาแน่ใจว่า ที่อาตมาเห็น ความมี ตัวตน ในตน ที่จะต้อง กำจัดให้หมด ตัวตน ไปจากจิตใจเรา นี้ผิด ต้อง พบ อนัตตา ก่อน แล้วจึงจะปฏิบัติ แตกต่างกับอาตมา คือ เขาเห็นว่า เขาพบ อนัตตา โดยเขาเชื่อว่าเขาบรรลุธรรมด้วยการเกิดปัญญาใน อนัตตา ว่า ทุกสรรพสิ่งไม่ใช่ตัวตน แล้วจึงจะปฏิบัติ จาก ทิฏฐิ เช่นนี้เองที่ทำให้ เขาผู้เห็นแตกต่างกับอาตมา เข้าใจธรรมะกันไปคนละด้าน ซึ่งอาตมาเข้าใจเขา เพราะธรรมะแบบนั้นอาตมาก็บรรลุมาแล้ว ซึ่งแน่นอน ว่า เขาก็ต้องเชื่อว่า แบบของเขา สัมมาทิฏฐิ และเชื่อว่าอาตมามิจฉาทิฏฐิ อาตมาก็เชื่อว่าแบบของเขา เขาเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งอาตมาก็เห็นว่ามันขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เขาก็เห็นว่า แบบอาตมาเองนี่แหละ มิจฉาทิฏฐิ เขาเห็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วก็ยืนยันว่า ถ้าขืนเข้าใจอย่างอาตมานี่ ไม่มีวันบรรลุธรรมได้หรอก อาตมาก็เชื่อของอาตมาว่า อาตมาบรรลุธรรมได้จริงนะ ต่างคนก็ต่าง เห็น (ทิฏฐิ)ไปคนละอย่าง ก็เป็นธรรมดา เขาก็อธิบายของเขาไป ส่วนอาตมาก็ขออธิบายตามที่อาตมาเชื่อมั่นว่า นี่คือ พุทธธรรมที่สัมมาทิฏฐิ อาตมาไม่เถียงหรอก แต่อาตมาก็ต้องอธิบายไปอย่างอาตมา มันก็ต้องขัดแย้ง และแน่นอน อาตมาก็จำเป็นต้อง "ชี้ผิดว่าผิด และชี้ถูกว่าถูก ตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ ยกสิ่งที่ควรยก" ไม่มีทางห้ามกั้นได้เลยจริงๆ จึงเลี่ยงไม่ได้เลย ที่ส่วนถูกอาตมาก็ต้องชี้มาทางด้านอาตมา ส่วนที่ผิดก็ต้องชี้บ่งไปอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นฝ่ายโน้นก็ต้อง ตู่ ว่าอาตมา ว่าเขา หรือส่อเสียดเขา หรือโจมตีเขา หรืออะไรต่างๆนานาที่จะถล่มอาตมาว่า ทำผิด เป็นเดียรถีย์ ถึงขั้น ชั่วเลว โง่เง่า ถึงขั้นโง่บัดซบ ปานนั้นทีเดียว อาตมาเข้าใจ ความจริง นี้ว่าต้องเป็นเช่นนี้ จึงไม่ได้แปลกใจอะไร และเข้าใจดีว่า นี่คือความถูกต้องแล้วตามสัจธรรม ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ อาตมาก็ต้องไม่ใช่ของจริง! ก็ต้องเป็นไปตามสัจจะ มันต้องเป็น (ความจริง) เช่นนั้นเอง (ตถตา) เอาล่ะ อาตมาขออธิบายต่อล่ะนะ ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 121 พระพุทธเจ้าตรัสตอบภิกษุที่ทูลถามว่า อุปาทานขันธ์ คือ รูปูปาทานขันธ์-เวทนูปาทานขันธ์-สัญญูปาทานขันธ์-สังขารูปาทานขันธ์-วิญญาณูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์ นั้นมี 5 เท่านี้หรือ ? พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า อุปาทานขันธ์ มี 5 ประการเท่านี้ ภิกษุที่ทูลถามต่อว่า อุปาทานขันธ์ 5 มีอะไรเป็นมูล ? พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นั้นมี ฉันทะ เป็นมูล [ผู้ศึกษาพึงศึกษาต่อใน มูลสูตร 10 มีหลักฐานว่า ฉันทะ เป็นมูล แห่งสิ่งทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายมี มูล คือ เริ่มแรก หรือ ต้นฐาน ต่อจากนั้นก็เป็นการ เกิดเหตุ-เกิดปัจจัย ต่อเนื่องกันไป เป็นปัจจยาการ และใน อิทธิบาท 4 ก็มี ฉันทะ เป็น ข้อต้น หรือ เป็น มูล ต่อจากนั้นก็เป็นการเกิดต่อเนื่องกันไป เช่นกัน ] แล้วภิกษุก็ทูลถามต่อไปอีกว่า อุปาทาน กับ อุปาทานขันธ์ 5 นั้นอย่างเดียวหรือ หรือว่า อุปาทานอื่น จาก อุปาทานขันธ์ 5 และประเด็นอื่นๆอีก ได้แก่ -ความต่างแห่ง ความกำหนัด พอใจใน อุปาทานขันธ์ 5 พึงมีหรือ - ขันธ์ ทั้งหลายมีชื่อ เรียกว่า ขันธ์ ได้ด้วยเหตุเท่าไร -อะไรหนอแล เป็น เหตุ เป็น ปัจจัย แห่งการบัญญัติ รูปขันธ์,เวทนาขันธ์,สัญญาขันธ์,สังขารขันธ์,วิญญาณขันธ์ - สักกายทิฏฐิ จะมีได้อย่างไร - สักกายทิฏฐิ จะไม่มีได้อย่างไร -อะไรหนอแล เป็นคุณเป็นโทษ เป็นทางสลัดออก ใน รูป,ในเวทนา,ในสัญญา, ในสังขาร,ในวิญญาณ -ก็เมื่อรู้ เมื่อเห็นอย่างไร จึงไม่มี อนุสัย คือ ความถือตัวว่า เป็นเรา ว่าของเรา ใน กายอันมีวิญญาณ นี้ และ ในนิมิตทั้งหมดในภายนอก ข้อสังเกตสำคัญ คือ อนุสัย นี้ เห็นไหมว่า เมื่อถึงที่สุดคือ ไม่มี นั้นต้องไม่มีใน กายอันมีวิญญาณ และ ในนิมิตทั้งหมดในภายนอก ที่สุดเห็นไหมว่า เมื่อ ดับเหตุ คือ ไม่มีอนุสัย นั่นก็จบเรื่องคือ ไม่มี ความถือตัวว่า เป็นเรา-เป็นของเรา นี้แหละคือ อัตตา แม้ในพุทธพจน์นี้ก็ยืนยันชัดเจนใน ความมีอัตตา เช่นในข้อ 125 - 126 เป็นต้น ระบุชัดว่า มี อัตตา และที่แสดงให้เห็นชัดเจนอีก ก็คือ กาย นั้นหมายถึง กาย อัน มีวิญญาณ พร้อมทั้งหมด(วิญญาณ 6 ) ซึ่งมีสิ่งบ่งบอกทั้ง ในนิมิต ทั้งหมด ในภายนอก ด้วย ไม่ใช่แค่ รู้ (ชานาติ)แค่ เห็น (ปัสสติ) อนุสัย ที่อยู่ใน ภวังค์ อันมีแค่ ในภายใน เท่านั้น ซึ่ง รู้ อย่าง ไม่มี สัมผัส แต่ เนรมิต ขึ้นมา เห็น ได้แบบ ผู้วิเศษ หรือ นักเล่นกล เสกปุ๊บ เกิดปั๊บ ก็มีขึ้นมาเลย เห็นไหมว่า แตกต่างกันอยู่ชัดๆว่า ไม่มี อิทัปปัจจยตา ไม่มี เหตุ ที่มา ไม่มีหลักฐานของที่ไปที่มา จึง ลึกลับ อย่าง ไสบาบา นั้นเสกนาฬิกาโรเล็กซ์มาได้ ก็เป็นของปลอมมา ถ้าไม่ปลอมก็ต้องไปขโมยเขามา เขาอาจเสกโรเลกซ์ได้จริงๆ แต่ไม่อยู่ในครรลองคลองธรรม เพราะไปปลอมโรเล็กซ์เขามา ซึ่งโรเล็กซ์เขาผลิตมาแต่ละเครื่องมีเลขประจำเครื่อง อาตมา ไม่ไปดูถูกว่าเขาทำไม่ได้ แต่ว่ามันทำไม่ถูกครรลองคลองธรรม เขาเสกเก่งน่าจะเสกทองให้ประชาชนอินเดียที่เขายากจน น่าจะเสกวันละหลายตันนะ ก็ขออภัยที่ต้องพาดพิง ขอบคุณที่ให้อธิบายในสัจธรรม แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ต้องมีการ สัมผัสรู้-สัมผัสเห็น จากภายนอก ตัวรู้ตัวเห็นก็คือ ธาตุจิตภายใน เป็น ผู้รู้ผู้เห็น และต้องมี เหตุ มีปัจจัย มีที่ไปที่มาสัมบูรณ์ เป็น อิทัปปัจจยตา แจ้งชัดครบครันโปร่งใส สว่างแจ้ง ไม่มีอะไรหลงเหลือ ซึ่งชัดเจนมาก อาตมาก็ได้อธิบายและยืนยันเช่นนี้มาตลอด ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักธรรมสำคัญของศาสนาพุทธ เป็นทฤษฎีพิเศษหนึ่งเดียวในโลก ในมหาจักรวาล ที่มี อิทัปปัจจยตา หรือ ปัจจยาการ ได้แก่ ความเป็นเหตุ มาก่อนแล้วจึงเกิดเป็นผล แล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งต่อไปอีก ต่อและต่อกันไปอย่างต่อเนื่อง ที่ชัดเจนมากในความตรัสรู้ แล้วมาตรัสประกาศแก่โลก ในที่นี้มีครบตั้งแต่ต้น ระบุเหตุหลักสำคัญที่เป็น ตัวการ ของคนทุกคน ซึ่งได้แก่เจ้าตัว อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) นี่แหละ ต้นตอตัวร้าย ที่เจ้าตัวต้อง รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ชัดเจนเจ้าตัวนี้ ของตนเอง แล้วก็กำจัดด้วยตนเอง ฉะนี้คือ ตัว อัตตา ภาวะ อัตตา ตัวสำคัญมันคือ อุปาทาน ที่ร้ายสำคัญนัก ผู้ปฏิบัติ ต้อง รู้แจ้งเห็นจริง ว่า ตนมีตัวนี้ในตนหรือไม่ ? ซึ่งผู้มี อวิชชา อยู่ ยังไม่หมดสิ้นจนเกลี้ยง อวิชชาสวะ สะอาดจริง ยัง มี ตัวตน แน่ที่สุด และใน ส่วน (ขันธ์)ที่เป็น อุปาทาน ทั้งหลายในจิตใจคนนั้นก็มี 5 ประการ เท่านั้น ได้แก่ อุปาทาน ที่มีใน รูปขันธ์-เวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์-สังขารขันธ์-วิญญาณขันธ์ มี ๕ ประการเท่านี้ คำตรัสตอบของพระพุทธเจ้า คือ บุคคล เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ดังนี้ว่า รูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาตคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา และต่อมาก็.. เวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง ...(เนื้อความซ้ำกับความเป็น รูป ) สัญญา อย่างใดอย่างหนึ่ง ...(เนื้อความซ้ำกับความเป็น รูป ) สังขาร อย่างใดอย่างหนึ่ง ...(เนื้อความซ้ำกับความเป็น รูป ) วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ...(เนื้อความซ้ำกับความเป็น รูป ) เมื่อรู้ เมื่อเห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอนุสัยคือความถือตัวว่าของเรา ในกายอันมีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก ก็อย่างที่ได้ยืนยันมาตลอดแล้วว่า ต้อง เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง (เอวเมตํ ยถาภูตํ สัมมัปปัญญาย ปัสสติ) ในทุกขันธ์แต่ละขันธ์ คือ รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม ทั้งหมด นั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา (เนตํ มม เนโสหมัสมิ น เมโส อัตตาติ) พอทรงอธิบายเสร็จ ก็มีภิกษุรูปหนึ่งเกิดปริวิตกในคำตรัส ลำดับนั้นแล มีภิกษุรูปหนึ่ง เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า จำเริญละ เท่าที่ว่ามานี้ เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็น อนัตตา กรรมที่ อนัตตา ทำแล้ว จัก ถูกตน ได้อย่างไร (อนัตตกตานิ กัมมานิ กมัตตานัง ผุสิสฺสันตีติ) ซึ่งเป็นตัวอย่างให้เห็นได้ว่า แม้ในพุทธกาล ฟังจากพระโอษฐ์แท้ๆ ก็ไม่ใช่จะเข้าใจในคำว่า อนัตตา นี้ได้ง่ายๆ อนัตตา นี้ คืออะไร? ที่สำคัญคือ เกิดขึ้นตอนไหน? ประเด็นก็อยู่ที่ว่า อนัตตา นี้ คืออะไร ? ที่สำคัญคือ เกิดขึ้นตอนไหน ? คำว่า อนัตตา ที่ในพระไตรปิฎกท่านทับศัพท์มานี้ ว่า กรรมที่ อนัตตา ทำแล้ว จัก ถูกตน ได้อย่างไร ถ้าจะเอาความหมาย อนัตตา ตามแบบที่ท่านผู้ยึดมั่นว่า ต้องแปลว่า ไม่ใช่ตัวตน แปลอย่างอื่นผิด เอาอย่างนั้นก็ได้ ก็ลองฟังดู เมื่อ ขันธ์ 5 ไม่ใช่ ตัวตน คำว่า จัก ถูกตน หรือแตะต้องตัวตนได้อย่างไร? 19 . 30 น. ก็หมายความว่า ขันธ์ 5 เมื่อ ไม่ใช่ ตัวตน แล้ว แล้วจะ ถูกตัวตนหรือแตะต้องตัวตนหรือสัมผัสตัวตน กันเข้าไปได้อย่างไร? ในเมื่อมัน ไม่ใช่ ตัวตน แล้ว อ่ะ! ซึ่งสรุปสั้นๆ ก็คือ ภิกษุรูปนี้ เชื่อว่า เมื่อ ตัวตนไม่ใช่ตัวตน แล้ว กรรมที่ทำกับขันธ์ 5 ที่ ไม่ใช่ตัวตน ก็ ไม่เป็นอันทำ ใช่ไหม เพราะ ตัวตนไม่ใช่ตัวตน แล้วนี่ ฉะนี้แหละ คือ มิจฉาทิฏฐิ ชนิด อุจเฉททิฏฐิ แบบหนึ่ง ก็ในเมื่อ ทุกสรรพสิ่งเป็นอนัตตา หรือ ขันธ์ 5 ล้วนเป็น อนัตตา เสียแล้ว แล้วจะยังมาหลงงม เพ้อพกอยู่ได้ยังไง ว่า อัตตา หรือ ตัวตน มี นั่นก็คือ ภิกษุรูปนี้ ปริวิตกว่า ถ้า ขันธ์ 5 นั้นเป็น อนัตตา แล้ว กรรม หรือ การกระทำ ทั้งหลายของคน ที่ อนัตตา หรือ ไม่ใช่ ตัวตน นั่นแล้ว ทำ กรรม ใด แล้วมันจะถูก ตัวตน ได้อย่างไร? ในเมื่ออะไรมันก็ ไม่ใช่ ตัวตน เสียแล้ว..!!!!!! พระพุทธเจ้าทรงเห็นดังนั้น จึงรีบทรงแก้ข้อปริวิตกนี้ทันที ซึ่งในสูตรนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายให้เข้าใจชัดว่า ทุกอย่างมีลำดับ ผู้สนใจไปหาอ่านแล้วพึงไตร่ตรองตามให้ดี จะเข้าใจว่า พุทธธรรม นั้น มี ขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย หรือมี อิทัปปัจจยตา มี เหตุปัจจัยต่อเนื่องกัน ทั้งนั้น จาก ต้นไล่ลำดับไปหาปลาย อย่างเป็นลำดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล จนถึงที่สุด ขั้นปลาย จึงจะ เบื่อหน่าย แล้ว ปล่อยวาง หรือ ไม่ยึด (ไม่มีอุปาทาน) ใน รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ทั้งใน อดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ทั้งเป็นไป ในภายใน หรือ มีในภายนอก หยาบ หรือ ละเอียด เลว หรือ ประณีต อยู่ ในที่ไกล หรือ ในที่ใกล้ ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ ของเรา ไม่ใช่ เรา ไม่ใช่ อัตตา ของเรา แล้วพระองค์จึงตรัสว่า อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ [ เห็นอยู่อย่างนี้นะ (เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวาอริยสาวโก) ไม่ใช่แค่เข้าใจแจ่มแจ้งเท่านั้น ] แล้วจึง เบื่อหน่าย ในรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ เมื่อ เบื่อหน่าย ย่อม คลายกำหนัด เพราะ คลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อ จิตหลุดพ้น ย่อมมี ญาณ รู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ ท่านผู้นี้จึงจะ เ ห็น (ปัสสํ) ความเป็น อนัตตา จริง ว่า ไม่ใช่ ตัวตน เห็นชัดไหมว่า ล้ว นยืนยันถึงอาการของจิตที่ได้ปฏิบัติมาตามลำดับ โดยมี เหตุมีปัจจัย เพราะสิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งนั้น เพราะสิ่งนั้น จึงเป็นสิ่งโน้น มาตลอด กว่าจะถึง ขั้นปลายสุด จนกว่าจะ ไม่ยึด แล้ว เห็นด้วยปัญญาอันยิ่งหรือญาณ ซึ่งเห็น การปล่อยวาง..ความเป็นเรา ..เป็นของเรา อาตมา ก็ไล่มาตั้งแต่แสงอรุณ ต้องเข้าถึงตัวตน คือมี อัตตสัมปทา จึงเริ่มต้นปฏิบัติได้ ตาม มรรคองค์ 8 สุริยเปยยาลสูตร มีดังนี้ [ 129 ] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 131 ] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 134 ] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 135 ] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 136 ] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค จะโยนิโสมนสิการบริบูรณ์ต้องคบสัตบุรุษได้บริบูรณ์ ซึ่งในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 ต้องพบสมณะพราหมณ์ฯ และใน อวิชชาสูตร ก็ไล่ไปตั้งแต่ "อวิชชาสูตร" (พระไตรปิฏกเล่ม 24 ข้อ 61 ) ว่าด้วยอาหารสู่โพชฌงค์นั้น เริ่มต้นด้วย 1 . การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2 . การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3 . ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4 . การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ 5 . สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6 . ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ 7 . สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8 . สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9 . โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ โยนิโสมนสิการคืออย่างไร และมีบทบาทอย่างไร? โยนิโสมนสิการ คือการต้องเข้าใจจิตในจิต หรือมีญาณเข้าไปหยั่งรู้ มโน หรือใจ ต้องทำใจในใจให้เป็นหรืออย่างโยนิโส ไม่ใช่แปลว่าแค่พิจารณา แต่ก็ต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้เห็นจริงจัง แต่ต้องพิจารณาการกระทำ แล้วต้องที่ใจมันกระทำด้วย ใจมันกระทำเป็นมโนกรรม ต้องเข้าใจว่ามันมีอกุศลเหตุหรือไม่ในการกระทำใจ และเมื่อมันมีอกุศลเหตุหรืออกุศลจิต ต้องโยนิโสหรือถ่องแท้ในการจับอกุศลธรรม นี่คือบทบาทของโยนิโสมนสิการ ถ้าทำไม่เข้าหลักเกณฑ์ ก็ไม่มีแสงอรุณ ต้องฟังมาอย่างบริบูรณ์ จนเกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ ให้มีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ ก็จะมีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ที่จะมีการสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ แล้วจะมีสุจริตกรรม 3 มีสติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์จึงมี โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ จึงมีวิชชาและวิมุติที่บริบูรณ์ เทียบโพชฌงค์ 7 เป็นหลักใหญ่(พ่อ) สติปัฏฐาน 4 เป็นตัวจัดการ (แม่) ปากเปียกปากแฉะ ช่วยกันทำงานให้จิตล้างนิวรณ์ แล้วสร้างจิตใหม่ให้สุจริต เมื่อ โพชฌงค์ 7 สติปัฏฐาน 4 ทำงาน นิวรณ์ 5 ก็จะลดลง ทำอย่างเป็นปัจจุบัน อ่านของจริง ตามเห็นของจริงของสดในปัจจุบัน เห็นอาการ ลิงค นิมิตในปัจจุบันเลย ส.ฟ้าไทว่า … ขณะที่เราฟังธรรมเราก็สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ได้ พ่อครูว่า... การปฏิบัติที่ไม่ผิด คือ มีสำรวมอินทรีย์คือปฏิบัติที่ ทวาร ๖ แล้วมีการประมาณในการบริโภค อุปโภค คือ โภชเนมัตตัญญุตา ต้องเริ่มที่โยนิโสมนสิการ ทำให้เป็นก่อนเลย แต่มิจฉาทิฏฐิคือเขาไปเข้าใจว่าแค่พิจารณาในความคิดก็คือโยนิโสมนสิการ พิจารณาว่า สัพเพธัมมาอนัตตา ทุกสรรพสิ่งไม่ใช่ตัวตน ก็ต้องใช้คำว่า เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ คือจบอย่างไม่เข้าท่า จบแบบไม่จบ ปรโตโฆษะ คุณเองถ้าคุณถูกต้องแล้ว คุณก็ไม่ต้องฟังคนอื่น คนอื่นต้องฟังคุณ แต่ถ้าคุณผิดแล้ว คุณก็ต้องฟังคนอื่น ถ้าไม่ฟังคนอื่น ก็ไม่มีวันสัมมาทิฏฐิ เพราะคุณผิดแล้วก็ยึดอยู่ตลอดกาล จะไม่รับด้วยเข้าใจผิดหรือโง่ หรือเชื่อว่า อาตมา ผิด คำว่า ปรโตโฆษะ จึงสำคัญไม่ใช่น้อย ปรโตโฆษะ แบบอาบน้ำกลัวเปียกไม่ได้อะไร ใน มูลสูตร มีคำว่า มนสิการ คือต้องมนสิการเป็น แม้มีฉันทะก็ต้องมนสิการเป็น ทำใจในใจเป็น อย่างสัมมาทิฏฐิ แม้การนั่งหลับตาเขาก็ทำใจในใจ แต่ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้า อย่างนั้นไม่ใช่สัมมาสมาธิ ซึ่งสัมมาสมาธิคือผลของมรรค 7 องค์ การไปนั่งหลับตาไม่ได้ปฏิบัติมรรคครบ 8 องค์ ที่ไปอยู่ในภพนั่งหลับตานั้นปฏิบัติผิดๆ ที่ อาตมา นั้นไม่อยากพูดว่า เมื่อยมาก ทำไมมันยากเย็นอย่างนี้ พวกคุณ ใส่ใจ เต็มใจ ตั้งใจรับยังขนาดนี้ ตกหล่น ไปมากต่อมาก แล้วคนที่ไม่รับจะขนาดไหน นอกจากไม่รับแล้วยังกำหมัดอีก ถือไม้เบสบอลรอไว้ตีออกเลย แล้วมันจะได้อะไร แต่ อาตมา ว่าเรามาเปิดเผยความจริง ไม่ได้มาหาบริวาร เหนื่อยแต่ก็สมัครใจมาแล้วนี่ ส.ฟ้าไทว่า .. สรุป ก็รู้ว่าไม่ใช่ง่าย และพวกเราก็ภูมิธรรมต่ำเตี้ยค่อยกระดึ๊บ แต่ว่าเราได้มาพบสัตบุรุษก็เป็นโชคดีของชีวิต ท่านเกิดมาไม่เจอเราท่านก็ไม่เดือดร้อน แต่เราเกิดมาไม่เจอท่านเราจะเดือนเนื้อร้อนใจ เราได้เรียนรู้ว่า "อัตวาทุปาทาน" เป็นอย่างไร เราเป็นมากหรือน้อยเท่าไหร่อย่างไร เรายังมีตัวตนในเรื่องใดบ้าง บุคคลเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ก็แม้แต่เราไม่มีอนุสัย แต่ว่า ก็ถือว่าเป็นเราเป็นของเราก็เป็นอัตตา เพราะมันเป็นของเราเสียแล้วก็เป็นอัตตา เราก็ต้องทำความเข้าใจ เรียนรู้ผัสสะในปัจจุบัน เราต้องทำใจในใจให้เป็น เมื่อจับอกุศลได้ ก็จับสักกายะ ตั้งศีลได้ถูกก็จะลดละกิเลสได้เป็นลำดับได้ ต้องฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก พ่อครูอยู่ 151 ปี เราก็ต้องพยายามตามฟังต่อ แม้เราจะเป็นอรหันต์ เราก็อยากอยู่ศึกษาความเป็นโพธิสัตว์ต่อไป ตามช่วยท่านทำงานต่อไป ขอขอบพระคุณพ่อครูที่เมตตาโปรดพวกเราให้บรรลุธรรม จบ.

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน