เกิดเป็นคนแล้วไม่มีอะไรดีกว่าได้บรรลุนิพพาน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

เกิดเป็นคนแล้วไม่มีอะไรดีกว่าได้บรรลุนิพพาน _สู่แดนธรรมนิมนต์พ่อท่านพักจิบน้ำก่อนพ่อท่านได้บอกแล้วว่านาทีที่พ่อท่านเกิดประมาณพระบิณฑบาตกลับเข้าวัด ถือว่าพ่อท่านได้เกิดแล้วตอนนี้ นับแต่นี้ไปย่าง 87 ผมฟังพ่อท่านพูดถึงพระอาทิตย์พระจันทร์โลก 87 มีความหมายของพระอาทิตย์พระจันทร์โลกเหมือนกัน ความหมายของเราที่เป็นบังคือโมหะ ที่ไปบดบังแสงจันทร์ แต่เงาของโลกที่บังจันทร์ ปกติควรมืดมากกว่านี้ แต่วันนี้แค่เทาๆ เป็นนิมิตหมายว่าต่อไปนี้ความโมหะอวิชชาของโลกมันจะต้องเบาบางลง อันนี้ผมคิดแบบของผมเองนะครับ พ่อครูว่า..เป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติไม่ได้ยากเย็นเลย มีสว่างกับมืดตึ๊ดตื๋อเลย หากมืดตึ๊ดตื๋อเลยจะทำอะไรออกจะทำอะไรได้ แต่มันได้ขนาดนี้แล้ว อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า ที่เยี่ยมยอดขนาดนั้นได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว ที่นี้เราก็ไปนึกถึงโลกปัจจุบันนี้มันเลวร้ายนะ พฤติกรรมโลกพฤติกรรมของผู้ที่อวิพฤติกรรมของผู้ที่ยังไม่มีจิตดีที่มีจิตประเสริฐสะอาดเหมือนพวกเรา เขาก็ทำไปด้วยเขาไม่เข้าใจกรรมวิบาก หรือกิเลสในตัวของเขามันบังคับ ให้ตัวเขาทำ สู่แดนธรรม...พ่อท่านดำริก่อนงานว่าต่อไปอาตมาจะขยายความเรื่องวิชชาและจรณะให้มาก เพราะว่าความห่างหรือเงาที่บังจันทร์ วิธีจะทำให้เงามันจางลงก็มีอยู่เรื่องนี้แหละครับคือทำให้เกิดวิชชาและจรณะ พ่อครูว่า..สรุปอีกทีว่าสาระแก่นสารของพุทธศาสนาแท้ๆเป็นเนื้อแท้ของคุณธรรมคุณวิเศษ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็คือข้อนี้แหละ อาตมาก็อธิบายแล้วในพุทธคุณ 9 ก็มีแค่นี้แสดงถึงเนื้อหาสาระ ของความเป็นเนื้อหาศาสนาพุทธแท้ นอกนั้นเป็นแต่เพียง ศักติ เป็นอลังการ เป็นเครื่องประกอบ มันไม่ใช่แก่นแท้ เช่น อะระหะโตสุคะโตโลกะวิทูมันก็รู้โลกไม่ใช่ตัวเนื้อแก่นของวิชชาและจรณะ ผู้บรรลุเป็นผู้เข้าถึงเป็นผู้สำเ

อ่านต่อ

ร็จในความเป็นวิชชาและจรณะ ความประพฤติและความรู้ วิชชาก็คือความรู้จรณะคือความประพฤติสูงสุด ไล่ไปจนถึงผู้ที่จำแนกทำได้ไม่มีใครยิ่งกว่า ก็เป็นเครื่องประกอบ อาตมานึกถึงตัวเอง ตอนก่อนตื่นนอน นอนพอสมควรแล้วก็คุยกับเทวดาคือปรึกษาหารือกับความรู้ของตัวเองนี่แหละที่คุยกับเทวดา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระอรหันต์ทุกพระองค์ ก็คุยกับเทวดา ปรึกษาหารือกับสิ่งที่ควรจะวิเคราะห์วิจัย ว่าอะไรคืออะไรอะไรดีอะไรควรอะไรไม่ควรอะไรจะทำต่อไปอะไรอย่างนี้ อาตมาก็มาเรียบเรียงว่า ถ้าเราจะมีอายุต่อไปขึ้น 87 วันนี้ขณะนี้ สู่แดนธรรมก็กำหนดชัดเจน เขาก็เป็นโหราจารย์ศึกษาทางด้านดวงดาว อะไรด้วย เขาไม่ใช่มือสวะนะ เป็นมือเข้าข้างเข้าทำเนียบเหมือนกัน อันนี้ไม่ได้พูดเล่นพูดจริง คือ พูดถึงตรงนี้ก็ขอวิจารณ์สู่แดนธรรมนิดนึงเหมือนกัน สู่แดนธรรม เขาก็เป็นคนมีบารมีมีวิบากเขาจะมีปฏิภาณอะไรไวกว่าอาตมา เขาสั่งสมบารมีมา บารมีส่วนหนึ่งสู้อาตมาไม่ได้ แต่บารมีส่วนหนึ่งเขาเก่งกว่าอาตมา เก่งกว่าในภาวะที่เขาปราดเปรียวเร็วไว ไวกว่าอาตมาอีก ไวในการที่เขาจำได้เก่งกว่าอาตมา แล้วไวในการระลึกขึ้นมา จำนั้นก็อย่างหนึ่ง ไม่ลืม แต่ระลึกขึ้นมานั้นก็อีกอย่างนึง อันนี้ทั้งจำและระลึกได้เร็ว นอกจากระลึกได้เร็วแล้วยังมีปฏิภาณที่รู้กว้าง ถึงอันนั้นอันนี้แล้วก็รู้ อย่างท่านหนักแน่นเที่ยวได้เก็บรู้กว้างได้เยอะเหมือนกัน อาตมาที่พูดสามมุมนี้ไม่เก่งสู้สู่แดนธรรมไม่ได้สู้ท่านหนักแน่นไม่ได้ อาตมาก็ได้พึ่งพาอาศัยพวกเราที่อยู่ในแวดวง พึ่งพาอาศัยกัน นี่แหละการพึ่งพาอาศัยกัน การได้พึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างนี้เป็นคุณสมบัติอันเลิศของมนุษย์พึ่งพาในการเกิดแก่เจ็บตายกันได้ มนุษย์ไม่ใช่จะต้องมาเบียดเบียนมาเข่นฆ่ากัน แต่มาพึ่งพากันมันสุดยอด สุดยอดจริงๆ สุดยอดแล้ว ใครจะทำร้ายเรา ใครจะเบียดเบียนเรา เราก็รู้ว่ามันไม่ดีแต่เขาทำกับเรามันไม่ดี เราไปบังคับเขาไม่ได้ หรือแม้แต่ที่สุดวิบาก เขาจะต้องมาแก้แค้นเรา เราก็ต้องจำนนให้เขา จำนนต่อวิบาก ที่เราทำไว้เอง เอาทุกอย่างมารวมที่ตัวเองทั้งนั้นแหละ อยู่ดีๆเป็นขึ้นมาไม่ได้หรอก มันเป็นในตัวเรานี่แหละเป็นตัวก่อเอง จะเป็นวิบากอดีตวิบากเก่า หรือจะเป็นวิบากใหม่ในปัจจุบันนี้ มันก็เป็นวิบากของเราเองทั้งนั้นแหละไม่มีใครมาทำให้เราหรอก อย่าไปโทษใครเลย ไม่ต้องไปลงโทษใครเลย เพราะฉะนั้นมันเป็นเพียงสมมุติทั้งนั้นแหละ จริงๆแล้วมันเกิดจากเรา เราเป็นเรามี กัมมโยนิ เราเป็นผู้ทำ เราเป็นผู้ให้เกิด โยนิ แปลว่าผู้เกิด การเกิดใดๆ เราเป็นเจ้าของกรรมเราทำเองเป็นเอง อย่าไปพูดถึงสิ่งที่มีชีวิตเลย แม้แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต กำแพง คุณไปตบกำแพง ซัดพั๊ว...เจ็บมือ แล้วก็บอกว่ากำแพงทำให้เราเจ็บมือทำไม แต่ก็คุณเองนั่นแหละไปทำเอง กำแพงไม่ได้ทำให้คุณเจ็บมือ กำแพงมันอยู่เฉยๆ ถ้ามันเจ็บมันก็จะต้องร้องเจ็บนะ ตอนนี้กำแพงมันไม่มีความรู้สึกไม่มีเวทนา เหมือนกับพืชไม่มีเวทนาเจ็บมันก็ไม่ร้องไม่มีผลสะท้อนอะไร เพราะฉะนั้นในความรู้ที่รู้ซึ้งจริงจัง พูดถึงแรงวัตถุพูดถึงนิยามความเป็นพืช เราจะเข้าใจ และที่สำคัญก็คือ ฟังตรงนี้ให้ชัดๆ เราทำใจของเราเป็นอุตุได้ แยกธาตุจิต จิตธาตุจิตนิยามให้เป็นอุตุธาตุ อุตุนิยามได้ มันเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในเรื่องนี้ไม่มีทางทำได้ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึง สูญได้ ล้างอัตภาพได้ ศาสนาเทวนิยมพระเจ้าไม่มีทางทำได้ จำนน จิตวิญญาณนิรันดร แล้วก็อย่างไร สุดท้ายก็ไปอยู่กับพระเจ้า ก็ไปติดพระเจ้าในความสมมุติ พระเจ้าคืออะไรก็คือคุณเอง พระเจ้าคือใครพระเจ้าคือคุณเอง คุณไปอยู่กับคุณเองนี่แหละ แต่คุณอยู่กับคุณเองแล้ววิบากมันเป็นอย่างไร ถ้าคุณไม่ได้ทำวิบากของคุณจนหมดสิ้นวิบากบาป ไม่เหลือวิบากบาปเลย มีแต่วิบากกุศลให้คุณอาศัย มีแต่วิบากที่ไม่มีบาปแล้วมีบาปที่ไม่มีความเลวร้ายมีแต่วิบากดีที่เป็นกุศลกับพลังงาน วสวัตตี อำนาจที่จิตของคุณเป็นไปในอำนาจได้ คุณก็ทำจิตของคุณให้เป็นอยู่ในอำนาจดีได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สุดยอดประเสริฐสุดพวกนี้ พวกคุณฟังจะเข้าใจได้ดี เพราะมันจะเข้าใจสภาวะของจิตนิยามมาอย่างละเอียดลออ จนกระทั่งตัวเองก็มีจิตนิยามนี้ สามารถ มีแรงโทสะ มีแรงโลภะ มีแรงราคะ อะไรก็แล้วแต่ คุณก็เข้าใจสภาพพวกนี้ได้ ว่าอาการพวกนี้ แต่ก่อนเราแรงนะ ห้ามมันก็ไม่อยู่นะ แต่เดี๋ยวนี้เบาลงหรือห้ามอยู่ หรือไม่ต้องห้ามมันก็ไม่มีแล้วไม่มีตัว กาม ที่มันบงการให้เกิดแล้ว มันอยู่ที่สติสัมปชัญญะและปัญญา สติคือรู้เต็ม สตะแปลว่า ร้อย สติ แปลว่ารู้เต็ม รู้เต็มร้อย เรามีสติ แล้วก็มีธาตุรู้ที่เป็นสติสัมปชัญญะและไปสู่ปัญญานี่คือ สามเส้า ขอบคุณพระเจ้าที่ท่านตรัสความสำคัญ สติสัมปชัญญะปัญญา สติก็อย่างหนึ่ง สัมปชัญญะก็คือต่อเนื่องเอาไปเป็นตัวสำคัญคือปัญญา สติเป็นพลังงาน สติปัญญาเป็นพลังงานไดนามิค สติเป็นอธิปไตยปัญญาเป็นอุตตระ ท่านตรัสในมูลสูตร เราจะเข้าใจพลังงานที่เป็นสติที่เป็นอธิปไตยเป็นอย่างไรพลังงานที่เป็นปัญญาอุตตระเป็นอย่างไรจะรู้ความแตกต่าง อาการลิงค อาการของอธิปไตยต่างกันอย่างไรกับอุตระ อาการของอธิปไตยเป็นลักษณะเทวนิยม ส่วนอาการของอุตระ อาการของปัญญา เป็นอาการของโลกุตระ เป็นอเทวนิยม เป็นอาการที่ไม่มีการไปกดข่มไปเบียดเบียน อำนาจอธิปไตยแปลว่าอำนาจ แต่ถ้าปัญญาเป็นอิสระเสรีภาพโล่งว่างกลางเปล่าปัญญา มันจะมีความต่างที่ละเอียดไปอย่างนี้ เข้าใจไหม ทำได้บ้างบางอย่างใช่ไหม จะเข้าใจว่าอย่างนี้คือความจริงที่ก็คือการชี้ความจริง แล้วเรามีความจริงนั้นเราจึงรู้ความจริงแล้ว มีความจริงถึงขั้นสภาวะปรมัตถ์ธรรม ไม่ใช่แค่สมมุติไม่ใช่แค่ภาษาบัญญัติเท่านั้น มันก็เข้าใจ มันก็จะมี 2 นี่แหละบัญญัติกับสภาวะอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราเรียนรู้ศึกษาไปแล้ว แล้วทำได้จริง ภูมิธรรมปัญญารู้ว่าความดีความประเสริฐสุดมันเป็นคนที่มีคุณค่าอยู่ถ่ายเดียว ไม่มีโทษภัยอะไรๆเลย เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ขึ้นไป เป็นผู้รู้ตัวเอง และมีวสวัตติโก มีอำนาจเหนือจิตตัวเองมีความสมบูรณ์แบบแล้ว ซึ่งเป็นคนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นผู้ที่เรียนจบ จะเกิดอีกกี่ชาติก็ได้ และอรหันต์ก็เกิดได้ แต่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานอยู่เป็นอมตะบุคคลจะเกิดต่ออีก ซึ่งสามารถเป็นโพธิสัตว์ได้ ไม่เป็นอุจเฉททิฏฐิ แบบเทวนิยมหรือแบบชาวพุทธที่เป็นอุจเฉททิฏฐิว่า ถ้าร่างกายนี้ตายไปแล้ว แม้จะเป็นพระอรหันต์ตายแล้วต้อง 0 นี่ก็เป็นอุจเฉททิฏฐิเป็นพวกตาย 0 ที่จริงจะตายสูญหรือไม่สูญนั้นพระอรหันต์ยังสามารถที่จะไม่ตาย 0 ได้ แต่พวกที่เป็นอุจเฉทิฎฐิจะเห็นว่า ไม่ได้ถ้าตายขาดลมหายใจเป็นพระอรหันต์แล้วคุณตายแล้วต้อง 0 คำว่าไม่เกิดอีกโดยเกิดอีกคุณจะต้องมีอำนาจในจิตของตัวเอง ขอพูดตรงๆอย่างไม่ได้ลบหลู่ดูถูกแต่พูดอย่างวิชาการว่า มหาบัวบอกว่าจะไม่เกิดอีกนั้นพูดแต่ปากเปล่าไม่จริง เพราะไม่รู้จริงๆ มหาบัวยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์อย่างไม่เกิดอีกไม่ได้ วิบากยังมีอีกเยอะ อาตมาไม่รู้ว่าประวัติของมหาบัวมีการไปทำร้ายเรื่องโทสะมูลหรือไม่ แต่ก็รู้สึกว่าจริตแข็งๆ แต่วิบากไปทำร้ายผู้อื่นอาตมาไม่รู้ แต่มันแสดงออกทางด้าน สายราคะ โลภะ เยอะมากมายดูดดึง ติดยึด ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ติดยึดในคุณงามความดี ติดในความร่ำรวยมากมายมีอำนาจบาตรใหญ่ ขออภัยที่วิจัยวิจารณ์ไม่ใช่ไปข่ม แต่ขออาศัยอธิบายสาระธรรมให้ฟัง ผู้ที่รู้จักมหาบัวมากกว่าอาตมาได้ขอบคุณมากกว่าอาตมาจะได้เข้าใจเยอะขึ้นทีเดียว ก็ทำใจให้เป็นกลางอย่าไปอคติอย่ารักอย่าชัง ไม่ใช่ว่ารักมหาบัวแล้วไม่ฟังพระโพธิรักษ์หรือไม่รับพระโพธิรักษ์แล้วไปฟังมหาบัว ไม่เอา ทำใจให้กลางๆ ทำความเข้าใจต่อสัจธรรมต่างๆให้ได้แล้วจะรู้สัจธรรมพวกนี้ดี เกิดมาเป็นคนแล้ว ไม่มีความรู้อะไรที่เป็นความดีไปกว่าความรู้ที่จะต้องไปบรรลุนิพพาน ไปบรรลุความตรัสรู้สูงสุดที่พระพุทธเจ้าท่านพาทำ เป็นคนแล้วจะต้องได้วิชานี้ วิชชาจะระณะสัมปันโน คือต้องบรรลุวิชานี้ ปันโนคือบรรลุ วิชาใดๆก็ไม่สำคัญเท่า ก่อนอื่นคุณจบวิชาที่บรรลุอรหันต์ได้คุณอยากจะเกิดอีกคุณอยากจะเป็นนักดนตรีอยากเป็นนักค้าขายแข่งกับธนินท์ เจียรวนนท์ อยากจะเป็นนักอะไรต่ออะไรต่างๆสารพัด คุณเกิดมาได้ เพราะเราเกิดมาแล้วเราก็ทำวิชาการต่างๆอย่างไรก็ได้ คุณอยากเกิด อยากเป็นเท่าที่มนุษย์เขาเป็นได้เป็นแชมป์เปี้ยนของทุกอย่างเลย คุณก็ไปฝึกเข้าอาศัยการเกิดการตายชาตินี้ยังไม่ดีชาติหน้าก็มาเสริมต่อ ชาติหน้ายังไม่ดียังไม่เก่งก็ไปเสริมต่อฝึกอีกหลายชาติ มันจะไม่เก่งได้อย่างไร ฝึกเข้าสิเป็นล้านชาติไม่เก่งได้อย่างไร จะเป็นนักยิมนาสติก รับรอง จะเป็นยอดกังฟูจะเป็นยอดเดินไต่เส้นลวดข้ามเหว ความเก่งถึงขนาดย้อนแย้งสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้เป็นอัศจรรย์เป็นไปได้ ธรรมดาเป็นไปไม่ได้ เดินลุยไฟได้อะไรอย่างนี้เป็นต้นง่ายๆ สู่แดนธรรม...ผมก็มองจากพ่อท่าน บางทีพ่อท่านตั้งใจว่ายังไง ตอนอยู่วัดอโศการามไม่คิดจะบวช แต่เอาเข้าจริงๆ ความตั้งใจก็เปลี่ยนไปเพราะเหตุปัจจัยมันมาช่วยปรุงแต่งต่างๆ อันนี้ เจตนาอย่างไร พ่อครูว่า...มันต้องเป็นเช่นนั้น อาตมาจริง มีจิตที่ไม่ยินดีที่จะสอน แต่ไม่ได้ ผิด ปณิธาน ผิดรากเหง้าอนุสัยที่อาตมาตั้งเป็นโพธิสัตว์ มันผิด จะไปทำผิดต่อไปได้อย่างไร มันต้องมาทำอย่างนี้ คุณจะไม่ไปสอนใครคุณใจดำหรือใจดี คุณเป็นคนที่มีสิ่งที่จะสอนได้อย่างดีด้วยงเป็นหน้าที่ด้วยแล้วคุณจะไม่ทำมันผิดหรือถูก มันผิด เพราะฉะนั้นเราจะไม่ทำผิดเราต้องทำสิ่งที่ถูก เรามีแวบนึงเรายังคิดไม่ดีคิดไม่ถูกต้องได้ มันแสดงความยังไม่รอบถ้วนของเรา มันโง่ลึกซึ้งนะ มันโง่จนเราคิดไม่ออกว่าเราตั้งปณิธานจิตไว้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่หยาบ เป็นวัตถุ แต่เป็นเรื่องลึก

630605_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึก 2563 เพราะเป็นเช่นนั้นเองจึงมาเป็นพ่อครู

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน