พรหมวิหาร 4 โดยสภาวะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
พรหมวิหาร 4 โดยสภาวะ พ่อครูว่า...มันเป็นพยัญชนะเขาก็เข้าใจรำเรืองรำไรอยู่บ้าง แต่มันไม่เป็นรูปธรรมที่สมบูรณ์แบบ ไม่เป็นพฤติกรรม อธิบายพรหมวิหาร 4 ก็ไม่เป็นสภาวะที่ถูกต้อง เมตตาก็ต้องการให้เขาพ้นทุกข์ กรุณาก็ต้องการให้เขาเป็นสุข มุทิตาก็ยินดี ที่เขาเป็นสุขพ้นทุกข์ อุเบกขาก็เฉยๆเขาก็อธิบายกันอย่างนั้น มันก็ไม่เป็นอะไรที่ปฏิบัติได้เท่าไหร่ ที่จริงมันเป็นปฏิสัมพัทธ์กันหมดทั้ง 4 ตัว เมตตาคือ เห็นคนอื่นน่าสงสาร น่าจะช่วยให้พ้นทุกข์ ให้ได้รับความสุข พ้นความสุขความทุกข์ เขาก็ยังไม่เข้าใจ ที่จริงมันเป็นอันเดียวกัน เห็นคนที่อยู่ในทุกข์ ก็อยากให้หลุดจากความทุกข์อย่างน้อยก็เรียกว่าเป็นสุขก็เป็นโลกีย์ก็เอาเป็นสุขทางโลกอีบ้างมันก็ยังไม่พ้นทุกข์ แต่ถ้ายิ่งเป็นโลกุตระก็ต้องลดความทุกข์ความสุขลงไปเรื่อยๆ มันก็จะไม่หลงความทุกข์ความสุข กรุณาคืออะไร สมมุติว่าเราเห็นเขาทุกข์ อยากจะช่วยเขาให้พ้นทุกข์ กรุณาก็ลงมาช่วย กรณะ คือทำ ก็ลงมือทำเลย ปฏิบัติประพฤติช่วยเขาเท่าที่เรามีความรู้ จนช่วยความสำเร็จ พอช่วยความสำเร็จก็จะเกิดจิตมุทิตา จิตยินดีที่เขาพ้นทุกข์สำเร็จ อนุโมทนาสาธุยินดีด้วย แล้วก็อย่าไปติดใจแค่ยินดีเป็นเราเป็นของเรา ดีแล้วก็ดีละ ดีแล้วก็วางก็ปล่อย วางปล่อยจากที่เราทำ เราไปช่วยเขาจบแล้วเราก็จบเรื่อง วาง อย่าไปยึดถือเป็นเราเป็นของเราอย่างเป็นบุญคุณอะไร ไม่งั้นจะสะสมบุญคุณ เป็นอัตตา อุปกิเลสไปอีก ก็เป็นอุเบกขาไป วางจบอย่างนี้เป็นต้นซึ่งมันลึกซึ้งมากเลย มันเป็นโลกุตระแท้ๆ ฟังแล้วเข้าใจ แม้แต่เมตตา กรุณา มุทิตาอุเบกขา ก็เป็นโลกุตระได้ ทำยังไม่ได้ยึดถือเป็นตัวตนแต่เป็นนามที่เห็นได้ว่า เริ่มต้นด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา..เด็กเข้าใจดีไหม.. เมตตา เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก ก็อยากช่วยเขา กรุณาก็
อ่านต่อ
ลงมือช่วยคน ช่วยจนสำเร็จ เป็นสุขได้ก็มุทิตาจิต ยินดีด้วย ดีใจด้วย ที่เขาเองพ้นทุกข์ได้ แต่อย่าไปติดใจในความยินดี รู้แล้วว่าดีก็จบ ยินดีด้วยก็พอแล้ว เราก็วางตัวยินดี วางตัวดีใจ ทำใจกลางๆเฉยๆว่างๆไป ไม่ต้องไปยึดติดว่าเป็นคุณงามความดีที่เราจะต้องได้สิ่งตอบแทน เราจำไว้เป็นบุญคุณเอาไว้สำหรับทวงบุญคุณเขาไม่เอา ไม่ต้อง ปล่อย ให้จิตมันว่าง เป็นอุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่มีเรื่องมีราวต่อไม่ต้องยึดติดอย่างนี้เป็นต้น นี่โลกุตระ ลึกซึ้งอย่างนี้
630727_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 1