สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลไม่ใช่ระเบียบวินัยที่ตายตัว.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลไม่ใช่ระเบียบวินัยที่ตายตัว มาเข้าสู่เรื่องของคุณ chutti เขาว่า… 5. เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการออกจากกาม หมายถึง การพรรณนาถึงการออกจากกามและอานิสงส์ว่าเป็นความปลอดโปร่ง เพื่อน้อมใจให้เกิดฉันทะในการแสวงหาความสุขแท้จริง คือ ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา ส่วนรายละเอียดการสอนนั้น เขาแจงกันละเอียดจริง ๆ ครับ ด้วยตาและด้วยใจที่ผมเฝ้าดูมา นับตั้งแต่ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร สาธุชน จะให้ความสำคัญเรื่องของความสะอาด ความมีระเบียบและมีวินัยอย่างเข้มข้น สะอาดขนาดไหน? เอาว่าสะอาดตั้งแต่โถส้วม ยันที่นอน หัวจรดเท้า เสื้อผ้า ทุกอย่างต้องสะอาด เรียบร้อย และความประพฤติต้องมีวินัย พ่อครูว่า...แบบธรรมกายเป็นการบังคับนะ ให้สะอาดอย่างนี้ เป๊ะกันอย่างนี้ ถ้าบังคับแค่ตอนแรกก็อาจได้ แต่ว่านี่บังคับตลอดกาลเลย ศาสนาพุทธอิสรเสรีภาพ ให้คนเข้ามาบังคับตนเองอย่างสมัครใจ ให้ตนเองทำได้จริง ๆ คนทำได้จริง บรรลุสูงสุดจะไม่ใช้การบังคับ แต่ให้หลักให้ศีลเบื้องต้นไปทำ ได้ผลแล้วขยายสู่ศีลสูงไปตามลำดับ เมื่อตนเองได้แล้วตนเองจะไม่บังคับใคร แต่จะแนะให้คนไปทำ โดยแนะให้เต็มใจมีฉันทะทำ ถ้าไม่มีฉันทะทำไม่สำเร็จ ไม่บังคับใครถ้าเขาไม่ทำ ถ้าเขาบังคับตนเองก็ทำได้ แต่ถ้าเขาขอร้องให้บังคับเขาหน่อยเขาไม่มีแรงพอ เราก็ทำได้ ยิ่งบรรลุสูงสุดแล้วไม่บังคับใครเลย เป็นสมานัตตตา จะสมานตัวเรากับคนอื่นตามเหตุปัจจัย แนะนำแต่ไม่บังคับ จึงมีคนฐานแต่ละฐานสมัครใจกันมาทำงานไม่เท่ากัน แต่ประสานกัน จึงมีเครือแหหลายระดับชั้นที่สอดประสานเชื่อมโยงอยู่เป็นความหลากหลายชั้นฐานะ ไม่เท่ากัน แต่ประสานกันอย่างหลากหลาย ที่แตกต่างกันอยู่อย่างสัมพันธ
อ่านต่อ
์อันดี เป็นเอกภาพของความแตกต่าง university of diversity เป็นสุดยอด chaos ของพระพุทธเจ้า ดูเหมือนไม่มีระเบียบ จริง ๆ ไม่มีระเบียบ แต่ทุกคนมีปัญญาอนุโลมปฏิโลมแก่กันด้วยปัญญา ขณะนี้อาตมาจึงเห็นใจอ.ยุค ศรีอาริยะ ว่าต้องศึกษา เคออส คือไม่เป็นระเบียบ แต่เป็นระเบียบ เกิดคลื่นพลังงาน ของระเบียบแบบต่าง ๆ ระเบียบแบบบังคับจะเกิดคลื่นต่างจากแบบไม่บังคับ อย่างชาวอโศกมีสมานัตตตา แล้วมีความหลากหลายที่ประสานกันอย่างไม่เป็นระเบียบ แต่อยู่กันอย่างกลมกลืนประสานกันได้ ไม่ทะเลาะวิวาท ต่างคนต่างช่วยกัน อันนี้แหละเป็นคุณธรรมที่สุดยอด อาตมาอธิบายยังไม่ชัด ถ้าแบบนกกระยางเอาขนมปังล่อปลาอย่างธัมมชโยนี้ดูง่ายนะ แต่ที่อาตมาอธิบายนี้ ยากกว่าไหม เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดมาก พวกเรามีเชิงบังคับ เด็กที่นี่ฝึกเข้าแถวพรึ่บ ฝึกก็ฝึก แต่เวลามาอยู่ก็อยู่อย่างอนุโลมปฏิโลม เช่นเดียวกับนร.จปร.ฝึกกันแข็งเลย เสร็จแล้วได้แล้วเข้าใจแล้วก็อยู่อนุโลม ไม่ได้กดข่มตีเส้นไปตลอดเหมือนเขา มันก็เลยไม่มีรูปของความสงบ ต่างคนต่างช่วย คนนี้แรงเท่านี้ก็ช่วยคนแรงเท่านั้น บางคนไม่ทำอะไรสูงแข็งเป๊ะ ก็ทำแต่บางคนต่ำกว่าก็ต้องทำอ่อน น่าเอ็นดูไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นกันเลย เป็นความลึกซึ้งซับซ้อนสุดยอดเลย จนถึงวันนี้เราทำมา 40 กว่าปีก็เห็น ของคุณนั้นแข็งเป๊กเลย ของเราไม่เหมือนกัน เข้าแถวแต่ไม่เหมือนเขา คนเข้าใจยาก แต่คนที่ทำได้โดยจิตวิญญาณอนุโลมปฏิโลมพอดีพอเหมาะ เป็นสังคมชั้นสูงที่จะทำได้ สังคมชั้นต่ำทำไม่ได้ เขาดีไหม ก็ดี แต่เบื้องต้น แล้วยกกันหนักหนา สะอาดเอี่ยม ของที่นี่สะอาดพอใจ ที่นอนที่อยู่ เสื้อผ้า สีหมอง สีหม่นแต่ให้สะอาด พวกเราเข้าใจแล้ว ผ้าสีหมองได้แต่สะอาด ชาวอโศกมีวินัยไหม ก็มี ก็คนที่มันมีวินัย ที่ฝรั่ง ญี่ปุ่น เข้ามีกันละครับ มีคนไทยพันธ์มีระเบียบวินัย ที่วัดพระธรรมกาย !!! … ก็ในเมื่อทรัพยากรแรก คือ มนุษย์ มันได้คุณภาพขนาดนั้นแล้ว ... ผมไม่สงสัยเลย ว่าทำไม วัดพระธรรมกาย จึงสามารถทำงานพระศาสนา ระดับประเทศ ระดับโลกได้ ระดับที่ชาวบ้านตะลึงอยู่เรื่อย ! แล้วคนทั้งประเทศไทยที่สบายสบายคือไทยแท้ ก็ไม่เข้าใจว่า ... ทำได้ยังไง ? ... แล้วเราก็ทำความเข้าใจ หรือเชื่อเอาง่ายๆ ตื้นๆ ว่า... ที่เห็นมากันเยอะๆ เนี้ยะ จ้างกันมา !!! ผมถึงไม่สงสัยอีกละครับว่า ทำไมประเทศไทยชัยโย จึงอยู่ในโลกที่ 3 นิรันดร์! ... คุณก็ตอบได้ครับ ! พ่อครูว่า...ก็คนภูมิต่ำก็ทำอย่างไทยแท้ ไม่มีระบบระเบียบก็ใช่ แต่ของเราไม่ใช่เช่นนั้น เรารู้จักอนุโลมปฏิโลมที่สูงส่ง อาตมากลับเห็นว่าเมืองไทยจะเป็นแดนชมพูทวีป ที่เป็นคนจนมหัศจรรย์ที่อุดมสมบูรณ์สร้างสรรเสียสละ มันเป็นคนชั้นสูงกว่าคนที่คุณเก็บเอามากล่าวอ้างหรือไม่ พูดแบบนี้เหมือนด่าตัวเอง เปล่าครับ! ผมพูดความจริงที่ผมเห็น ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคำด่า! เรื่องของความสะอาด มีระเบียบ มีวินัย แปลให้เห็นชัด มันก็คือ ศีล นั้นแหละครับ ผมถามสั้นๆ ครับ ซึ่งแม้แต่แมว มันก็ตอบได้ ถาม: คนมีศีล ดีไหมครับ ? พ่อครูว่า..ระเบียบวินัยไม่ใช่ศีล ศีลเป็นเรื่องของแต่ละคน ที่มานี่อย่างต่ำต้องมีศีล 5 เป็นหลักเกณฑ์ หากไม่ต้องการปฏิบัติ ก็ไม่ต้องมาที่นี่ ที่นี่เป็นของชาวอโศก เรามีกฎเกณฑ์ในบ้านเรา เรามีสิทธิ์ไม่ให้คนเข้าบ้าน ที่นี่อิสรเสรีภาพ ยืนยันว่าศีลไม่ใช่ระเบียบวินัยที่ตายตัว แต่เป็นระเบียบที่แนะนำกัน ให้คนเข้าใจเอาไปทำแล้วจะเกิดเจริญทางกาย วาจา ใจ ผลของศีลไม่ใช่กฏระเบียบ แต่เป็นผลที่จิตใจลดละหน่ายคลายจากสิ่งที่ติดยึดตามศีลนั้นได้ เบื้องต้นเราไม่ฆ่าไม่ทำร้ายใคร แม้เราจะถูกใครทำร้าย เราก็ไม่ไปทำร้ายตอบเราไม่ไปฆ่าแกงเขา อย่างนั้นจริง ๆ นั่นคือความบรรลุ เพราะใจเป็นประธาน แม้เขาจะฆ่าเรา เราก็ไม่ฆ่าเขาตอบ จึงไม่ใช่ระเบียบกฎบังคับ แต่ใจเราต่างหากที่สมบูรณ์แบบ มันไม่ฆ่าเขา ศีลเป็นได้ถึงใจ เป็นตถตาแล้ว ยกตัวอย่างหินไท โดนผู้หญิงตบหน้าที่ตำหนักเพชร ตอนมีคดีความ แต่หินไทไม่ตอบโต้แม้กายหรือวาจา ต่อหน้าธารกำนัลด้วย คนมีศีลแล้วไม่ทำร้ายตอบ ไม่ว่าจะมาทำร้ายด้วยชังเรา หรือแม้แต่ว่าเขามารัก แม้เขามารักเรา มีอาการรักทางกาม เราก็ไม่รักตอบ เขาพยายามยัดเยียดเราก็ไม่มีตอบ อย่างนี้คือความชนะแล้ว ไม่ต้องทำอะไรหรอก มันอยากจะรักก็ไม่มีอาการรักตอบ มีแต่เมตตา สงสารนะ ว่ามารักทำไม ขออภัยนะอาตมานี่มีสาวมารัก พยายามมาตื้ออาตมาอย่างนั้นอย่างนี้ แม้มาบวชแล้วก็ตามอายุไม่น้อยแล้ว สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ไปเอง โดยอย่างไรก็ยุไม่ขึ้น ยั่วไม่ขึ้นแหย่ไม่ขึ้น ก็ยอมแพ้ไป เป็นเองเป็นตถตา ขออภัยต้องยกเรื่องตนเองเหมือนโชว์อวดแต่เรื่องจริง อาตมาก็ว่า ความลึกซึ้งพวกนี่ต้องรู้กับตัวเอง มีศีลไม่ใช่แค่กายกับวาจา ศีลคือความบรรลุบริสุทธิ์สูงสุดเป็นปกติ อัตโนมัติ ไม่มีอกุศลแม้เล็กน้อยในจิตเป็นประธาน นี่คือความลึกซึ้งซับซ้อนของความมีศีล อานิสงส์ของศีล 10 ข้อคือ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ความรู้ตื้น ๆ แค่นี้ก็เอาไปหากินไปพูด ศีลนั้นลึกซึ้งมีลำดับ มีการพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ แล้วเขาก็คุยต่อไป ว่ามีศีลนี้มันดีไหม ดี แม้แต่แมวก็ยังรู้ คุณก็ตอบได้ คุณchutti ว่า...คราวนี้ แล้วไอ้เรื่อง สอนผิดสอนเพี้ยน สอนบิดเบือน นั้นหล่ะ ข้อนี้ ผมเห็นนักวิชาการแต่ละคนออกมาแสดงความคิดเห็น ก่นด่าวิจารณ์กันซะมันปาก! ผมขอถามอย่างไม่เข้าข้างวัดพระธรรมกายนะครับ เอาคำถามในฐานะชาวบ้าน! กันเลย ที่บอกว่า ธรรมกายไม่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก ไม่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา ถาม : คุณไปอ่าน ไปค้น ไปศึกษา มาดีแล้วเหรอครับ ... ผม : ก็แล้วทำไม ผมเห็นมี หนังสือ หลักฐานธรรมกายในพระไตรปิฎกเล่มเบ้อเร้อ ออกมาโชว์ในห้องสมุดได้ละครับ ไปหาอ่านเอานะครับ ผมไม่ได้อินอะไรกับพระไตรปิฎกมากหรอกครับ พ่อครูว่า...ไปดูถูกพระไตรปิฎกอีก แล้วไปเชื่อตำราอะไรของคุณแทน แค่เป็นพวกพอใจหาความจริงด้วยตัวเอง ผมเบื่อจะเชื่อพวกสื่อ พวกนักวิชาการ วิชาเกิน พวกอวดตัวข่มท่าน โอ้ว่ารู้มากรู้ดี เรียนจบนู้น จบนี้ สูงส่งเหลือเกิน แต่ที่ตัวรู้มา ผิดทั้งเพ! แล้วก็อาศัยฐานะ วุฒิการศึกษา มาพล่ามให้ชาวบ้านฟัง ระวังนะครับ วจีกรรม! ก็มีนรกรองรับของมันนะครับ (ผมว่าตาม ไตรภูมิ นะครับ ไม่ได้ว่าตามใครทั้งสิ้น) พ่อครูว่า...เขาเชื่อไตรภูมิที่เป็นการบันทึกคำของคนภายหลัง แต่พระไตรปิฎกบันทึกคำของพระพุทธเจ้า ควรเชื่ออันไหน แล้วถามว่าใครไปแดนนิพพาน ก็มาถามอาตมาสิ อาตมาไปทั้งแดนอัตตาและแดนอนัตตา อาตมาไปแดนอัตตา รู้ว่ามันควรละหน่ายคลาย ก็ต้องเลิกมาอยู่แดนอนัตตา แต่คุณธัมมชโยจะไปเอาข้าวถวายพระพุทธเจ้าก็ตาม หรือไปวิมานไหน ๆ ก็เป็นเรื่องเพ้อพกทั้งนั้นแหละ อาตมาปางนี้ ร.รามรักษ์ ก็มาในปางนี้มี ส.ศิวรักษ์ คนละลีลา เช่น การยิ้มก็ยิ้มคนละลีลา ยิ้มแข็งกระด้างกับยิ้มหวานก็ต่างกัน คุณchuttiว่า...นิพพาน เป็น อัตตา หรือ อนัตตา !!! ผมถามจริงๆ เถอะครับ คุณเคยไปหรือยัง ? ผมมีวิธีแก้ง่ายๆ ครับสำหรับคนไทยทั้งประเทศ ที่กำลังบ้าบอเสียสติเถียงกันเรื่องนี้ คือ เราต่างก็ยังไม่มีใครไปนิพพาน เราก็มาพิสูจน์ด้วยกันไงครับ หุบปากซะ! แล้วก็ทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ อะไรละครับ ก็ทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ บำเพ็ญมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติ!!!ครับ ไม่ใช่มานั่งเถียงกัน ! พ่อครูว่า...ก็เอาตำราพระไตรปิฎกมหาจัตตารีสกสูตรว่ากันเลย และในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าตีทิ้งนั่งสมาธิหลับตากันแล้ว คุณก็มีความรู้ในระดับนี้ อาตมาก็ขออภัยที่พูดข่มพูดแรงนะ
590313_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอน เมื่อธรรมกลาย ตอน ๔