สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การตั้งสังฆราชผิดธรรมวินัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การตั้งสังฆราชผิดธรรมวินัย บทความของ ศ.ดร.ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อถกเถียงการนำชื่อสมเด็จพระราชาคณะเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชว่า 1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด “พระมหากษัตริย์”ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 11 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์” ความในมาตรานี้เริ่มบัญญัติมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475 และในฉบับถาวรทุกฉบับ คำว่า “ฐานันดรศักดิ์” มีความหมายรวมถึงพระราชอำนาจที่จะทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์มาตรา 7 ที่บัญญัติไว้วรรคแรก ดังนี้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 7 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2535 ได้บัญญัติไว้ ดังนี้ “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ” มาตรา 7 เดิมที่บัญญัติไว้เมื่อ พ.ศ. 2505 มีวรรคเดียวเท่านั้น และจะเห็นได้ว่ามาตรานี้มิได้กำหนดเรื่องคุณสมบัติของสมเด็จพระสังฆราชและให้อำนาจกรรมการมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับตำแหน่งนี้ไว้แต่ประการใด เพราะตามราชนิติประเพณีแต่เดิมและรั
อ่านต่อ
ฐธรรมนูญทุกฉบับได้ถวายให้เป็นพระราชอำนาจตามแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควรที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์ในส่วนที่เป็นตำแหน่งสมณศักดิ์ คือสมเด็จพระสังฆราช ดังที่ท่านศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ได้อธิบายในตำราคำอธิบาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 (ฉบับเรียงมาตรา) คือมาตรา 11 ที่มีความเช่นเดียวกันกับมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไว้ว่า “....ในฐานะที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศไทย มาตรานี้จึงกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์นี้ ความจริงในทางปฏิบัติพระมหากษัตริย์ทรงกระทำอยู่แล้ว เช่นสถาปนาหม่อมเจ้าขึ้นเป็นพระองค์เจ้า ตั้งพระภิกษุให้ดำรงสมณศักดิ์ เป็นต้น… อย่างไรก็ดี การสถาปนาฐานันดรศักดิ์นี้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ....” 2. เมื่อการสถาปนาตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจโดยเฉพาะขององค์พระมหากษัตริย์ ฉะนั้น ความในวรรค 2 และ 3 ของพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ได้แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2535 มีความดังนี้ “....ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช .... เฉพาะในส่วนสองวรรคที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้จึงเป็นการก้าวล่วงละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชตามที่รัฐธรรมนูญได้ถวายให้เป็นพระราชอำนาจโดยเฉพาะ เพราะการแก้ไขเพิ่มใหม่ว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น จึง เป็นการล่วงละเมิดจำกัดขอบเขตพระราชอำนาจที่ทรงมีแต่เดิมตามโบราณราชประเพณีที่จะทรงสถาปนาจากสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งหรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามพระบรมราชวินิจฉัย ดังนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2505 เฉพาะมาตรา 7 วรรคสอง และสาม ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นผลให้บทบัญญัติดังกล่าวนี้ใช้บังคับมิได้ เมื่อผลเป็นดังกล่าวมานี้ จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่านายกรัฐมนตรีหรือมหาเถรสมาคมผู้ใดจะต้องเป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ก่อนหลังตามมาตรา 7 วรรคสองที่ไม่ผลใช้บังคับมาแต่ต้นแล้ว แต่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ยังต้องมีหน้าที่เสนอรายนามสมเด็จพระราชาคณะหรือพระภิกษุรูปใด “ที่เป็นแท้ตามพระธรรมวินัย” ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 11 ประกอบด้วยมาตรา 7 วรรคแรกของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ไม่ใช่วรรคสองและสามของมาตรา 7 เพราะสองวรรคนี้ไม่มีผลบังคับแล้วนะครับ ปรีชา สุวรรณทัต พ่อครูว่า...อาตมาว่าลึกซึ้งแหลมคมมาก มีจุดตัดสินแล้ว อยู่ที่นายกรัฐมนตรี หรืออยู่ที่พระราชอำนาจเต็มของพระมหากษัตริย์แล้ว ไม่ได้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญใดเลย อย่างที่ศ.ดร.ปรีชานำมานี้เป็นหลักฐาน พระพุทธเจ้าท่านห้ามตั้งใครมีอำนาจใหญ่กว่าธรรมวินัย แต่คนเข้าใจตื้น ๆตามลัทธิศักดินาว่าต้องตั้งใครมาตัดสินเด็ดขาดเป็นอธิปัตย์ เป็น CEO พระพุทธเจ้าท่านทรงอำนาจใหญ่จริง ท่านไม่ลำเอียงจริง แต่คนอื่นยังไม่ควร แก้ไม่ได้ ไม่ควรละเมิด แต่ศาสนาพุทธในเมืองไทยผิดมานานแล้ว มาตั้งสังฆราช และตั้งมหาเถรสมาคมคณะใหญ่สุดตายตัวถาวรอีกไม่ได้ ผิดแล้ว ของพระพุทธเจ้าท่านว่าให้เกิดตามเหตุปัจจัย เช่น วัดนี้มีสมาชิกจริง ภิกษุจริง ให้เลือกผู้ฉลาดในหมู่ภิกษุนั้น มาปฏิบัติการตามหลักธรรมวินัย การทำสังฆกรรมต้องมีสงฆ์ตั้งแต่สี่รูปเป็นต้นไป สังฆกรรมอย่างนี้ใช้สี่รูปอย่างต่ำ หรือใช้อย่างต่ำ 10 รูป หรือ 20 รูป ของวัดนี้ก็ต้องใช้สงฆ์ของวัดนี้ เอาคนนอกมาจะรู้ได้อย่างไร ตัดสินได้อย่างไร ถ้าไม่พอก็ต้องเอามาให้ครบ เอาผู้ที่พอรู้ ให้ครบคณปูรกะที่จะทำสังฆกรรม แต่ละวัดทำไปตามหลักนี้ คดีนี้ทำเสร็จก็เลิกไป มีคดีใหม่ แล้วสงฆ์รูปไหนอยู่ก็เลือกกันในปัจจุบัน ให้ไปตั้งตายตัวเลยไม่ได้ แม้แต่เป็นอุปัชฌาย์ก็ตั้งตายตัวไม่ได้ ผู้เหมาะสมที่สุด มีหลักเกณฑ์หลายอย่างตั้งแต่ 10 ปีเป็นต้นไป รู้ปาติโมกข์เป็นต้น จึงเป็นอุปัชฌาย์ได้ ของเรานี่ จริง ๆ แล้วผู้เหมาะสมจริงก็เป็นได้ แต่พวกเราไม่ได้ดิ้นรนอยากละเมิด กำหนดอุปัชฌาย์เท่านี้ก็ใช้ได้ แต่เรายังไม่ขาดแคลนก็เลยเอาตามที่ว่าก่อน เราไม่อยากจะไปทำลายกฏ สรุปแล้วสังฆราชตั้งไม่ได้ ผิด ล้มเหลวมานานแล้ว ยิ่งไม่ค่อยมีภูมิธรรม เข้าข้างกันอีก เป็นผู้ใหญ่ยังไม่รู้เรื่อง แสดงออกมาลาคันธวิเลปน ชื่นใจได้เดินเหยียบดอกไม้ ดอกไม้เป็นวัตถุอนามาส เอามาเล่นหัวเหยียบเปลืองผลาญ ไปเป็น presenter ให้เขาอีก อันนี้ไพรีฆ่าไพรี ไม่รู้ลูกศิษย์ฆ่าอาจารย์หรืออาจารย์ฆ่าลูกศิษย์ ถ้าไม่อยากเป็นก็สละสิทธิ์ไปนานแล้ว อันนี้หน้าด้านหน้าทนมากแล้ว ต่างคนต่างแสดงน่าเกลียดให้เห็น ขายขี้เท่อออกมารบกัน เหม็นเน่า ไม่มีอาวุธอะไร เป็นขี้หมาทั้งนั้นสาดใส่กัน พระพุทธเจ้าเลยว่าจิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำให้เสียหายยิ่งกว่านั้น 590313_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอน เมื่อธรรมกลาย ตอน ๔