สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะต้องมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะต้องมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ พ่อครูว่า...ศิลปะมันเป็นคู่ของการพัฒนา คำว่าศาสตร์และศิลป์เป็นคู่กันมาเป็นธรรมะ 2 ถ้าสิ่งหนึ่งมีแต่ไม่มีอีกสิ่งหนึ่งก็จะพัฒนาไม่ขึ้น ก็จะอยู่กับที่หรือถอย แต่สิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้วจะพัฒนาขึ้นเจริญขึ้น ถ้ามีธาตุรู้ระดับจิตนิยามขึ้นไปก็ได้ตัวที่พัฒนาขึ้นมาเป็นธาตุความรู้ ความรู้นั้นคือความรู้ชนิดหนึ่ง ถ้ามันตรงก็จะรู้แต่อันนั้น เหมือนกับความเจริญของพีชะ ที่รู้ว่าความเจริญของมันจะเกิดขึ้นได้เพราะธาตุอะไร ก็เอาแต่ธาตุนั้นมาสังเคราะห์ในตนเอง ไม่เพิ่มเติมอะไร แต่ถ้ามันเอาอันอื่นมาผสมก็จะได้เพิ่มเป็นของใหม่ขึ้นมา ถ้ามันเพิ่มขึ้นมาเปลี่ยนแปลงพัฒนาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นความรู้ที่เป็นไปโดยธรรมชาติ แต่ถ้าใครสามารถรู้ว่าการจะพัฒนาสิ่งนี้ทำสิ่งนี้บวกสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเป็นความเจริญที่เห็นว่าเป็นความเจริญในความหมายอะไร เกิดความรู้และเจตนาสร้างขึ้นมาก็จะได้เพิ่มขึ้น อันนี้ศึกษาเพิ่มเติมเป็นความรู้ที่ยิ่งขึ้น นี่แหละคือศิลปะ เพราะฉะนั้นศิลปะก็เกิดเจริญในตัวความหมาย ศิลปะเกิดเป็นความพอดี มากไปหรือน้อยไปหรือรู้จักการซิกแซ็กเพิ่มเติมขึ้น จนกระทั่งรู้ว่าประมาณให้เป็นสัปปุริสธรรม 7 ประการได้อย่างไร นี่แหละคือความเป็นศิลปะที่จะใช้ในโลก อ.กฤษฎาว่า...ศิลปะในอดีตที่ถูกสร้างในอดีตหรือที่จะทำกันมาใหม่นี้ จะทำอย่างไรให้เข้าสู่เป้าหมายการลดละกิเลส มองศิลปะใช้อย่างไรเพื่อการพัฒนาตนเองสู่ความหลุดพ้น พ่อครูว่า...เราจะต้องเข้าใจว่าศิลปะคืออะไรก่อน ศิลปะคือความรู้ที่มีความรู้ยิ่งในการที่จะประมาณคือสัปปุริสธรรม 7 ประการ ผู้ใดที่มีสัปปุริสธรรม 7 ประการนั่นแหละคือศิลปินเอก ที่จะจัดองค์รวมประสมรูปนามต่างๆ ผสมธรรมะ 2 ในโลกนี้ แม้เราจะผสมส่วนอุตุ
อ่านต่อ
นิยามคืออิฐหินดินปูน อะไรก็แล้วแต่ เอาน้ำเอาไปต้มไปคั่วไปใส่ความร้อนความเย็นผสมส่วน ที่จะให้เกิดผลดี ให้คนเอาไปใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์ดีที่สุด คนนั้นคือเริ่มต้นเขาเรียกว่าช่างผู้มีฝีมือ ช่างฝีมือเอาไปผสมส่วนให้เป็นงาน คนนำไปใช้ได้ดีคนก็ชื่นชอบ แต่ศิลปะนี้ต้องเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณนี่คือประเด็นหลัก ศิลปะต้องมีคุณค่าทางจิตเกิดจึงจะเรียกว่าศิลปะ ถ้าไม่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณเกิด มีแต่คุณค่าทางวัตถุเก่งอย่างไรก็เป็นแค่ฝีมือช่าง เรียกว่า Craft หรือ Craftman ช่างฝีมือ ไม่ใช่ Arts ถ้าคนกระทบงานแล้วเกิดความประทับใจก็เกิดความเจริญทางใจ จะไปในทางโลกที่ไปทางสุจริต พอดี ไม่มอมเมา ไม่จัดจ้าน ไม่รุนแรง ไม่ทำให้คนติดแรงเกิน อันนั้นก็คือความพอเหมาะพอดีหรือพอเพียงตามที่ในหลวงตรัส ก็เป็นการเจริญทางโลกที่เรียกว่ากัลยาณธรรม แต่ถ้าความเจริญนี้สามารถทำให้ลดกิเลสได้ในจิต ให้ปัญญาของเราเกิดเป็นไปในทางลดละหน่ายคลาย ไม่ติดยึดในอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบทางทวารทั้ง 6 แล้วไม่เกิดความรู้สึกชื่นชอบหรือทำลาย เรียกว่าจิตมีความลดละหน่ายคลายจากกิเลสที่เคยติดเดิม อันนี้แหละที่เรียกว่าศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดม อาตมาจึงมีนิยาม หรือยกตัวอย่างขึ้นมาพูดเสนอให้คนเข้าใจง่ายที่สุด ตกลงว่าเราจะพูดหรือยกตัวอย่างให้ง่ายสุด ประเด็นหลักที่จะเรียกว่าศิลปะโลกุตระเอาตรงไหน เอาตรงที่ว่า จะทำอะไรก็ตาม เมื่อสัมผัสแล้ว แทนที่กิเลสจะขึ้นกลับทำให้กิเลสลด ถ้าลดละหน่ายคลายจากกิเลสอันนั้นคือโลกุตระ ถ้าจะเขียนรูปขึ้นมาหรือปั้นรูปขึ้นมา เมื่อเสร็จผลงานแล้วคนมาสัมผัสรูปนี้เขาเจตนาจะเร่งเร้าให้กิเลสเกิด เช่น เขียนรูปนู้ดเขียนรูปคนเปลือย แต่เมื่อคนดูแล้วกิเลสลดลง แทนที่จะดูรูปเปลือยแล้วกิเลสขึ้นแต่กิเลสกลับลด อย่างนี้คือศิลปะ ก็ยังไม่เคยเห็นใครเขียนรูปนู้ดแล้วกิเลสลด แต่ตอนนี้เห็นแล้ว ของปิกัสโซ่ คือเขียนรู้นู้ดแบบ cubicism เอาศิลปะมาให้คนลดละความโลภ ความโกรธ พยาบาท ให้เห็นความจริงตามความเป็นจริง แล้วเขาลดกิเลสได้จริงคือผลสำเร็จของศิลปะโกลุตระ ส่วนโลกีย์นั้นมีแต่ทำให้กิเลสหนา อ้วนใหญ่ พอกเพิ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ อ.กฤษฎาว่า...เหมือนคนไทย ขายก๋วยเตี๋ยวก็ปรุงรสมาเสร็จเลย เราซื้อมาก็ปรุงเลย แต่เราพยายามลดละลงให้เป็นรสไม่ปรุงแต่ง พ่อครูว่า...ก็ค่อยได้คนที่มีภูมิมีบารมี แล้วแต่คนที่จะมีภูมิ อาตมาได้อธิบาย จากภูมิของอาตมาที่ได้มาแต่ปางบรรพ์ ไม่มีใครสอนในชาตินี้ อาตมาก็ชีวิตนี้ต้องไปเรียนศิลปะ ไม่ถึงปริญญาตรี ได้แค่ปวส. คืออนุปริญญา แต่อาตมาว่า อาตมารู้ศิลปะยิ่งกว่าปริญญาเอก เพราะเขาไม่รู้อย่างที่อาตมารู้ แต่อาตมาเข้าใจเขา เขาไม่รู้ว่าเขามอมเมาคนให้ติดยึดในงานของเขา ชอบในผลงานแล้วดูดดึง จะเป็นงานอะไรก็ตาม ให้คนชอบมีสุขที่ได้สัมผัสเป็นโลกีย์ธรรมดา ยิ่งให้ดูดจัดจ้านเป็นสวรรค์ลวงหนักและนรกลึกขึ้น เพราะสวรรค์มันคือนรกนั้นเอง กลับด้านกลับหัวกันเท่านั้น คุณจะตกนรก(ทุกข์) เท่ากับที่คุณได้ขึ้นสวรรค์(สุข)...พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อ.กฤษฎาว่า...ถ้าผมสะสมของเพื่อไว้พิจารณาปฏิบัติธรรม เช่น ที่มีข่าวดูคลิปโป๊เพื่อพิจารณา แล้วตกลงแบบนี้คือศิลปะหรืออนาจาร พ่อครูว่า...คุณไม่ต้องสะสมหรอก คนที่มีปัญญาจะรู้พอเหมาะพอดี แต่จะไม่สะสมเพราะความชอบใจเป็นตัวเราของเรา แล้วมาแก้ตัวว่าสะสมเพื่อจากพิจารณา คือคุณเป็นคนตอแหล ไม่ใช่คนพูดจริง คนที่จะพิจารณาเพื่อลดละนั้นนิดเดียวไม่ต้องพิจารณานานหรือว่าเอามาเป็นตัวเราของเรา ยิ่งนานเท่าไหร่ก็คือวางไม่เป็นปล่อยไม่ได้ ก็คือสามัญ เขาก็ต้องรีบวางปล่อยเมื่อไม่ได้ผลก็ต้องรีบปล่อยเพราะคนจะเพ่งโทษ แต่ถ้าเลี่ยงเอาไว้เพื่อพิจารณา แล้วเมื่อไหร่จะสำเร็จที่จะปล่อยวาง อ.กฤษฎาว่า...การเพ่งโทษกับโลกติเตียนคือต่างกันอย่างไร? พ่อครูว่า...คำว่าโลกติเตียนนี้ ถ้าเขาเจตนาดีก็ไม่เป็นไร แต่คำว่าเพ่งโทษนี้คือมีจิตที่พยาบาทเบียดเบียน ติเตียนด้วยความไม่ชอบใจ แต่ถ้าติเตียนด้วยเมตตาด้วยความปรารถนาดี ติเตียนเพื่อให้เข้าใจให้รู้ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่การเพ่งโทษคือตนเองมีอกุศลจิตผสมอยู่ในการติเตียนนั้น
590229_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ผู้ยอมแพ้เป็นคือผู้ชนะที่แท้จริง