เรียนเวทนา 108 สัมมาทิฏฐิ จนไม่มีพญาครุฑ-พญานาค.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

เรียนเวทนา 108 สัมมาทิฏฐิ จนไม่มีพญาครุฑ-พญานาค มาไล่เรียงดูเวทนา 108 หรือมาเรียนรู้ปัญญา 8 กันดู เวทนา 108 เป็นรายละเอียด ส่วนปัญญา 8 เป็นโครงสร้างใหญ่ที่ครบบริบูรณ์ ถ้าเป็นเวทนา 108 มันเจาะลงไป แล้วพวกเราพอมีภูมิธรรม มีฐานที่จะฟังเวทนา 108 ลงไปได้ เวทนา 108 ส่วน ปัญญา 8 เป็นโครงสร้างใหญ่ที่ครบเลย โดยเฉพาะข้อสุดท้ายจบเลย

เวทนา 108 เวทนา 2 (แบ่งเป็น 2 เวทนา ได้แก่..) -เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม) -เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป). นี่แหละคือภาวะ 2 เมื่อเป็นเวทนาก็คือมีความรู้สึก กายิกะ คุณต้องรู้จักความรู้สึกหรือเวทนาที่เป็น กาย เรียกว่า กายิกะ กายิกะ จะต้องมีภายนอกภายใน และกายจะต้องมีกิเลสอยู่ภายนอกต้องมีกิเลสอยู่ ล้างกิเลสภายนอกคือกามได้หมดแล้ว จึงจะเหลือแต่ กิเลสภายในเป็น เจตสิกะ เป็นกิเลสในเจตสิก จึงจะชัดเจนว่า กายิกะกับเจตสิกะ มันชัดเจนอย่างนี้ ถ้ายังไม่หมดกิเลส แล้วยิ่งเข้าใจผิดเลย คุณไม่ทำข้างนอกก่อน คุณมาทำข้างในเลย เจตสิกะ โดยปิดประตูข้างนอก หลับตาเลยเป็นโมฆะ หรือ มิจฉาทิฏฐิ กายิกะ มีแต่ภายนอกไม่มีภายใน โมฆะอีก กายิกะกับเจตสิกะ จึงเป็นภาวะ 2 ที่ไม่มีแยกกัน ใช้คู่นี้ปฏิบัติจึงจะรู้จักสุขทุกข์ และถึงขั้นไม่สุขไม่ทุกข์

เวทนา 3 (แยกเป็น 3 เวทนา ได้แก่..) สุขเวทนา ทุกขเวทนา . . อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา). ไม่สุขไม่ทุกข์นี้ มิจฉาทิฏฐิเขาก็ทำได้ แล้วเขาก็หลงผิดแล้วก็จมอยู่ในความหลงผิดนั้น ว่าเป็นเป้าหมาย เป็นผลอันสำคัญ ไม่สุขไม่ทุกข์ด้วยการดับสัญญา อสัญญีสัตว์ หรือไม่ อสัญญีสัตว์ เก่งที่สุดก็ได้แค่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็น 2 อายตนะหรือ อสัญญีสัตตายตนสัตว์กับ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ 2 สัต

อ่านต่อ

ว์นี้ เป็น 2 สัตว์ที่ตัดออกทิ้งได้เลย ของศาสนาพุทธ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิแล้วไม่เล่นทั้งคู่ ไม่เอาทั้งคู่ เมื่อไม่เอาคุณจะต้องมาปฏิบัติอย่าให้มันมี ถ้ามีอยู่ก็เป็นสัตตาวาส 9 คุณก็ต้องปฏิบัติอย่างมีวิญญาณฐิติ 7 ไม่ต้องไปมีสัตตาวาส 9 เอา อสัญญีสัตว์ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ออก วิญญาณฐิติจึงไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีแค่ อากิญจัญญายตนะ

(รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่) สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์

มีน้ำหนักและภายนอกภายใน คือความหนัก ความแน่น ความเบา ความบาง ความหนา เป็นดีกรีของมัน มีภายนอกภายใน มีมากมีน้อย มี 5 ขั้น สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนาภายนอกเลยเกี่ยวกับภายนอกจนถึงเหลือโสมนัสกับโทมนัสเป็นภายใน หมดภายในอีกจึงจะเป็นอุเบกขาเวทนา หรือเรียกว่า อุเบกขินทรีย์

เวทนา 6 (แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่) จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง

ทั้ง 6 ทวารมีสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ก็เป็น ได้แก่ มโนปวิจาร 18 (คือ เวทนา 3 ร่วมกับอายตนะ๖) สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร (6ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร (6ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร (6ทวาร+อุเบกขา)

ต้องมาเรียนรู้ลดกิเลสภายนอกจะเหลือแต่กิเลสภายใน เป็นโสมนัสโทมนัส จนกระทั่งเป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีทั้งภายนอกภายใน ปริสุทธาไม่มีสุขทุกข์ไม่มีโสมนัสโทมนัส ละสุขทุกข์ก่อนได้แล้วละโสมนัสโทมนัส นานัตสัญญา สัญญากำหนดได้หมดทั้งภายนอกภายใน ทั้งความสุขความทุกข์โสมนัสโทมนัส เหตุอย่างกิเลสหมดอันนี้จึงเรียกว่าอุเบกขาสะอาดจากกิเลส ไม่สุขไม่ทุกข์เพราะสะอาดจากกิเลส แต่มิจฉาทิฏฐินั้นไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะไปสะกดสัญญา ไปสะกดเวทนา ดับสัญญาดับเวทนาไม่ให้มันรับรู้สึก เป็นพวกสะกด เขาก็ทำได้เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีทางถาวร ไม่มีทางยั่งยืน ไม่มีทางเป็นอรหันต์ ถ้าเข้าใจสัมมาทิฏฐินั้นจะรู้ว่าไปนั่งสะกดจิตหลับตาไม่ได้ ต้องมาเรียนรู้ เหมือนแก้วน้ำกับฝุ่น เอาฝุ่นออกจากน้ำในแก้ว จนฝุ่นหยาบๆจนถึงละเอียดออกหมด เหลือแต่น้ำที่ใสในแก้วน้ำ แก้วน้ำนี้ก็ไม่ขุ่นอีก ใสตลอดกาล ใสอย่างสะอาดบริสุทธิ์เลยด้วย มันต่างกันเรียนรู้ด้วยปัญญากับเรียนรู้ด้วยวิธีที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ต้องย้ำตีหัวตะปู พวกที่หลับตาและพวกที่ใช้ตรรกะ เรียนจนหัวโตใส่แว่นตาแบกหัวน้ำหนักความรู้ เป็นพญาครุฑกับพญานาค พวกพญานาคก็เป็นพวกที่แบกความรู้เหินหาว อยู่เหนือคนอื่นหมดเลยพญาครุฑ ไม่ลงมาหาดินเลย ส่วนพวกที่ไม่อยู่บนดินไม่ขึ้นฟ้าแต่ลงบาดาลเลยคือพวกนาค ไม่ได้มีความรู้หรอก แต่ดับความรู้สึกคือพวกนาค น่าสงสาร เป็นพวกสายเทวนิยม มีพญานาค บูชาพญานาค มีงานพญานาคมีพญานาคออกมาเลื้อย เห็นรอยตีนพญานาคกัน หรือเห็นพญานาคว่ายอยู่ในแม่น้ำ แล้วพญานาคจะต้องมีหงอนตามความคิดของจิตรกรหรือศิลปิน ก็คืองูหรือนาคคือ พวกนอนหลับไป แล้วหลับอยู่ใต้บาดาล แล้วกว่าจะตื่นทีหนึ่งคือพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นทีละองค์ถึงจะตื่นแต่ละครั้ง ถึงจะรู้สึกตัวแต่ละครั้ง คิดดูซิว่ามันจะจมขนาดไหน นานขนาดไหนกว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาในโลกสักองค์หนึ่ง แล้วก็จะลอยถาดมา กระทบกับถาดที่เรียงกันของพระพุทธเจ้าเป็นถาดทองคำ ก็ดังกริ๊ก ก็จะตื่นขึ้นมา รู้ว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นอีกองค์หนึ่งแล้วหรือ รู้สึกแล้วก็รู้แล้วพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 1 องค์แล้ว รู้แล้วก็ดับ หลับต่อไป นานจนกว่าพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งจะได้มาอุบัติแล้วก็มาลอยถาดทองมาใหม่ แล้วก็มาคลิก ค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีหนึ่ง เวทนาความรู้สึกของคนนี้มันขนาดไหน กว่าจะรู้สึกตามที่อุทาหรณ์ ตำนานที่พระพุทธเจ้าอธิบายให้ฟังนี้มันสุดสงสาร สุดสาคร สุดสินสมุทรจริงๆเลยเจ้าประคุณ ส่วนพญาครุฑก็เหินหาว เป็นพระยาพรหมทัต ใหญ่ รื่นเริงบันเทิง เสพกากี จนกระทั่งมีตัวเล็นเข้ามาแฝงอยู่กับขนพญาครุฑ แอบเสพนางกากีเป็นชู้ของพญาครุฑ นี่ก็คือนิทานอันหนึ่งก็เป็นกามอันหนึ่งก็เป็นอัตตา พญาครุฑที่มีคนธรรพ์หรือมีเล็นแฝงอยู่ในขนและแอบเสพเป็นชู้กับกากีเมียของพญาครุฑ แล้วก็จมอยู่ในกามกับจมอยู่ในอัตตา เป็นพญาครุฑกับพญานาค เพราะฉะนั้นพวกความรู้หัวโต หลงอยู่ในตรรกะเหตุผลก็คือพวกพญาครุฑ เหินหาวเหินเวหา เดินไม่ติดดินเลย ไม่ใกล้กับคนเลย ลอยฟ่องอยู่ประดับฟ้า พวกนี้ก็พูดกันยาก เพราะเขาเป็นพญาครุฑเสียแล้ว ส่วนบาดาลเราก็ลงไปไม่ถึง พญานาคเลย ช่วยยากสองพวกนี้ ช่วยยาก ยากจริงๆ นี่คือสิ่งเปรียบเทียบแล้วคนก็ไปเข้าใจว่าพญาครุฑ พญานาคมีจริง แต่จริงๆมีไหม..มี คือความโง่ของคนทั้ง 2 ฝ่าย น่าสงสารพญาครุฑก็ดึงไม่ลง พญานาคก็ขุดไม่ขึ้น อาตมายอมพญาครุฑ ยอมพญานาค หมดสิทธิ์ที่จะไปช่วยอะไรเขา เพราะอาตมาไม่ได้อยู่ในฐานะ พระพุทธเจ้าก็ช่วยยากแสนยาก ยิ่งอาตมาเป็นโพธิสัตว์แค่นี้ อย่าไปเผือก มันไม่ใช่สถานะที่จะพูดกันได้ อาตมาเห็นแล้วก็สงสารได้แต่พูดอย่างนี้ เขาจะรู้สึกตัว เขาจะเข้าใจ พอจะเชื่อถือหรือไม่ อาตมาก็ไม่รู้จะบอกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเข้าใจโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า จนกระทั่งมาเป็นคนอย่างพวกเรา ไม่เป็นพญาครุฑ ไม่เป็นพญานาคแล้ว ไม่ไปหลงงมงายกับพญานาค พญาครุฑ บ้าๆบอๆ สร้างเป็นรูปธรรม นาคก็ใส่หงอนใส่เครื่องทรง ที่จริงนาคก็คืองูนอนเอือก ส่วนพญาครุฑมีปีกแข็งแรง บินฟ่องลอย เขาก็ไปเขียนรูปออกแบบพญาครุฑก็สมบูรณ์แบบ พญานาคก็สมบูรณ์แบบ นี่ยังน้อยไป รูปที่เขาออกแบบมายังน้อยไป ผู้ที่หลงสิ่งที่สมมุติ สมมุติเป็นรูปธรรม สมมุติเป็นตัวตนพวกนี้ แม้กระทั่งสมมุติว่าเป็นสัตว์ ก็ยังไปหลงติดความเป็นสัตว์ สัตว์เดรัจฉานงูก็ตาม สัตว์เดรัจฉานนาคก็ตาม กว่าจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งเปรียบเทียบมันไม่มีจริงหรอก ต้องเข้าใจได้ว่าจิตของเราโง่เง่าเป็นอย่างนั้นจริง โง่เป็นพญาครุฑก็โง่จริงๆโง่เป็นพญานาคก็โง่จริงๆ รู้แล้วก็มาเข้าใจความเป็นกลาง ความเป็นกาม ความเป็นอัตตา หลงในกาม หลงใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) หลงใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข รู้ตัวที่ไหน อยู่ในเถรสมาคม ส่วนพวกหลับตาเข้าป่า พระป่าเข้าป่า เป็น เดียรถีย์ ฤาษีบุกป่าเข้าดง ไม่รู้เรื่องเป็นคนละทิศ เป็น 2 ทิศ ยากมาก ทีนี้ความเป็นจริงของสัจจะของพระพุทธเจ้านั้น ที่จะบรรลุธรรมเป็นคนที่เข้าใจ ชั้นฟ่องขึ้นไปถึงหาฟ้า ชั้นจมลงไปหาบาดาล รู้จักสิ่งฟูฟองทั้งจมหนัก อยู่ที่ความเป็นสามัญของคนมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วอยู่กับโลกธรรมที่เป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขทาง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) หรือสุขทาง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือภพชาติ ก็เป็นสิ่งที่เป็นอนัตตาทั้งนั้น แต่คนก็ยึดหยาบก็เป็น โอฬาริกอัตตา ลดอัตตาหยาบได้ก็เหลือ มโนมยอัตตา เชื่อมระหว่างภายนอกภายใน จนหมดภายนอก (สกิทาคามี )เหลือข้างใน มโนมยอัตตา ภายในก็เป็นอนาคามี ก็มาเรียนรู้ข้างในจริงๆ เป็น รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา…ก็ลด พยัญชนะที่เรียกสิ่งเหล่านี้มันเป็นสภาวะธรรมจริงๆ ถ้าคุณไม่ลดจริง คุณยังมีอยู่ ยังไม่ยอมปล่อย ยังไม่ยอมทิ้ง คุณยังเกี่ยวข้องยังสัมผัส คุณยังมีสุขกับมัน สุขด้วยรสชาติ จะหยาบกลางขนาดไหน มันต้องหมดสุขหมดทุกข์ คุณต้องอ่านเวทนาในเวทนาตัวหมดสุขหมดทุกข์นี้ให้ได้ แล้วคุณต้องรู้เหตุของมันคือ ลดเหตุ ลดกิเลสจริงๆ หยาบ กลาง ละเอียด หมดสุขหมดทุกข์ที่เป็นอุเบกขานั้น ไม่ใช่หมดทุกข์หมดทุกข์ที่แค่อทุกขมสุข ฤาษีก็กดข่มได้ ดับสัญญาดับเวทนา ไม่ให้มันทำงาน มันก็ไม่ได้ล้างเหตุให้สะอาดสมบูรณ์แบบ นอกจากจะทำให้กิเลสหมด หายไปเป็นขั้นๆตอนๆ เกลี้ยง จริงๆแล้ว มันจึงจะไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วคุณก็จะไม่สุขไม่ทุกข์อีก อย่างอาตมาทุกวันนี้พยายามจะฟื้นกินอาหารให้มันอร่อยอีก เห็นเลยว่ามันหมด มันก็หมดจริงๆ มันไม่ได้แกล้งจะไม่อร่อยนะ แต่มันเมื่อยจริงๆในการกินข้าวแต่ละวัน แล้วยิ่งสังขารนี่บอกตรงๆว่า อยากตายแล้ว มันต้องยังขันธ์ไป เพื่อที่จะทำงาน .. ชาตินี้มีวิบาก สุดยาก ตรากตรำซ้ำเติม ย้ำตาม ก็พยายาม สุดความอุตสาหะเสริม มันต้องอุตสาหะจริงๆเลย ต้องพยายามจริงๆเลย ถ้าไม่งั้นมันไม่เกิดบูรณะขึ้นได้ มันไม่เกิดบูรณะแล้วมันจมเลย มันตายแน่ๆ มันเสียหายแน่ๆ อาตมาก็เอา มันจะลากไปได้อีกนานเท่าไหร่ก็เอา 660501 คนที่ไม่รู้จักกายคือคนพิการ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #20 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน