หมดกามหมดอัตตาจึงมีอายะ 3 ครบ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

หมดกามหมดอัตตาจึงมีอายะ 3 ครบ เพราะฉะนั้นคนจึงเรียนรู้ความจริงได้ว่า ที่ปรุงแต่งจะเรียกว่าวิญญาณ จะเรียกว่าสังขาร หรือเรียกว่าอายตนะ ก็ต้องรู้ว่ามันคืออะไร สังขารก็แค่นี้ พอปรุงแต่งเหตุปัจจัยมันเป็นวิญญาณ ยิ่งมันปรุงแต่งจับตัวแน่นเป็นอายตนะมันก็เป็นอย่างนี้ ก็เรียนรู้ได้จากการมาพยายามปฏิบัติตามหลัก มีผัสสะ มีที่ตั้ง มีฐานที่จะปฏิบัติคือมีผัสสะ มีกายมีภายนอกภายในสัมผัสกัน เกิดเป็นภาวะแยกได้ ว่า อ้อ นี่คือจิต นี่คือตัณหา เวทนานั้นจิตจริงๆมันรู้จักความจริงตามความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ เหตุที่เป็นอย่างนั้นคือมันโง่ เสร็จแล้วมันโง่ไปปรุงแต่งเป็นทุกข์เป็นสุขเป็นรสเป็นชาติเป็นโลกีย์มันเป็นอย่างนี้ เหตุที่มันเป็นอย่างงั้นเพราะโง่ อวิชชา ไปถูกครอบงำตามโลกเป็นตัณหาต้องกำจัดมัน เพราะฉะนั้นจะไปกำจัดในอุปาทานมันยากเพราะมันเป็นตัวแน่นจนตกผลึก ถ้ามันเคลื่อนไหวขึ้นมา มันรู้ได้ง่าย จับได้ง่าย ก็ต้องมาล้างที่ตัณหา เพราะฉะนั้นฐานที่ปฏิบัติต้องให้เกิดตัณหา มีสัมผัส มีเวทนา มีตัณหาแยกกายแยกจิตได้จับออกมาแยกภาวะ 2 ได้ จับอาการของตัณหาได้ตั้งแต่กามตัณหา หยาบข้างนอก ล้างตัณหาในกามาวจรหมด มันอวจรในโลกข้างนอก โลกแห่งกายแห่งกาม คุณก็หมดกามราคะ เหลือรูปราคะ อรูปราคะ คุณจึงจะไปล้างอันโน้นต่อ ล้างตัณหาภายในต่อ เหลือแต่รูป อรูป ล้างอรูปก็จบ ก็จึงจะเป็นลำดับอย่างมหัศจรรย์อย่างเป็นขั้นเป็นตอนไม่ใช่ประดักประเดิด ดับหน้าหลังหลังหน้าอะไรไม่เป็นลำดับไม่ใช่ เป็นลำดับราบเรียบเหมือนฝั่งทะเล วิเศษสุดเลย คนจะเรียนรู้ญาณคืออะไร รู้เหตุ ดับเหตุมันได้ ดับภาวะ 2 เหลือ 1 สุดท้ายทำให้มันเป็น 0 1 นี้มันเป็นพืช ไม่ทุกข์ไม่สุขแล้ว เป็นอุตุก็เป็น 0 บริบูรณ์ได้ ผู้ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในปัญญา 8 จึงรู้จบ ด้วยการศึกษ

อ่านต่อ

าที่แยกเวทนา 108นั้น แยกที่ละเอียดก็คือไปแยกเวทนา 108 ผู้ที่แยกเวทนา 108 ได้ครบครัน ผู้นั้นแหละจบสมบูรณ์ได้เพราะรู้จักมโนปวิจาร 18 เป็นโลกีย์ เลิกเนกขัมมะเป็นโลกุตระออกไปได้ แยกทำกิเลสออกจนสุดท้ายหมดเวทนา 36 รู้จักฝั่งของเคหสิตะ 18 ฝั่งเนกขัมสิตะ 18 สูงสุดเป็นอุเบกขา สุดท้าย พ้นจากสุขเวทนา พ้นจากทุกขเวทนา พ้นจากโทมนัส โสมนัส กลายเป็นอุเบกขา เป็นอุเบกขูปวิจาร เป็นอุเบกขา เป็นพฤติการ พฤติกรรมกิริยาของอุเบกขา กิริยาของอุเบกขาคือ กิริยาที่บริสุทธิ์จากกิเลส มีคำว่า ไม่ทุกข์ไม่สุข คำว่าไม่ทุกข์ไม่สุข ยังเรียกว่าอุเบกขายังไม่ได้ทีเดียว เพราะไม่ทุกข์ไม่สุขแล้วเขาก็ไปเรียนรู้กันว่า พระพุทธเจ้าสอนทางสายกลาง คุณก็ไปเรียนการเดิน มีถนนเส้นหนึ่ง มีเลนซ้ายเลนขวา คุณก็เดินตรงกลางไป แล้วจะไปไหนจ๊ะ..ทางสายกลางไปนิพพาน แล้วนิพพานคืออะไร ไม่รู้ พระพุทธเจ้าบอกให้เดินทางสายกลาง มันก็เดินกลางไปอย่างนี้ ทางสายกลางนั้นคือ ข้างหนึ่งเป็นกาม ข้างหนึ่งเป็นอัตตา คุณต้องรู้ว่าจิตของคุณที่กระทบและเป็นกามข้างนอก แล้วคุณก็มีกิเลสข้างในอัตตา ลดกาม ลดอัตตา แล้วคุณก็จะเล็กลงๆๆ มาหา กลางสุดท้าย กิเลสหมด สูญไม่มีกาม ไม่มีอัตตาก็กลางที่สุด อย่างนี้ต่างหากคือการเดินทางสายกลาง เพราะฉะนั้นความไม่รู้สภาวะจริงของคนพูดเป็นรูปธรรม ทางสายกลางคือถนนเส้นหนึ่งมีซ้ายมีขวา ฉันก็เดินไปกลางๆทาง แล้วไปไหน ไปนิพพาน แล้วนิพพานอยู่ไหน ไม่รู้ เพราะมันไม่รู้จักภาวะ 2 ไม่รู้จักกาม ไม่รู้จักพยาบาท ไม่รู้จักภายนอก ไม่รู้จักภายใน ทำไม่ถูกสภาวะเลย แล้วยิ่งไปหลับตาเดินอีก หลับตาเดินไปไหน ไปนิพพาน มันยิ่งมืดไปใหญ่เลย เข้าสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย อาตมาหยิบมาวิเคราะห์ไม่ใช่ไปด่าไปว่า น่าสงสาร จะให้รู้ความเป็นจริง ภาวะของความเป็น 2 อย่าให้เป็นคนพิการ ถ้าไปเป็นคนพิการเสียแล้วเข้าใจคำว่ากายก็ผิดเพี้ยน ไปยึดแต่ข้างนอกก็ผิดเพี้ยนพิการ ยึดแต่ภายในก็ผิดเพี้ยนเป็นพิการ ชีวิตของคนที่มีความเป็นคนเต็มๆ ต้องมีความรู้ความฉลาดให้ครบ เป็นคนอยู่ตลอดชีวิตตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นคนในชาติใดศาสนาไหนก็ต้องมีกายอันเป็นสภาวะหนึ่งของคน สภาวะกายที่จริงเป็นสภาวะ 2 แต่รวมเข้าไปเป็นอายตนะและเป็นหนึ่งของคนทุกชนิดทุกศาสนาไม่ละเว้นศาสนาใดเลย สภาวะอันเดียวกันหมดเมื่อมารู้ความจริงแล้ว นี่คือสัจจะมีหนึ่งเดียว ต้องมาเรียนรู้ตรงนี้ ตั้งแต่เริ่มตรงนั้นเป็นหนึ่งได้ก็เป็น พีชธาตุ ก็ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ยิ่งทำให้เป็นอุตุธาตุได้ก็สมบูรณ์แบบเลย เป็นหนึ่งเดียวเลยเป็น เอเสวมัคโค นัตถัญโญ ชาติอื่นศาสนาอื่นไม่มีคำว่ากาย แต่ศาสนาพุทธมีคำว่ากาย แม้แต่คนไม่ใช่พุทธก็มีกาย แต่เขาไม่มีวันได้เรียนรู้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่เป็นพุทธไม่รู้จักคำว่ากาย ซึ่งก็จะเป็นความเป็น 2 ใน 1-1 ใน 2 หรือ 2 ใน 1 ใน 0 ต้องเข้าใจความเป็น 2 และทำให้เป็น 1 และทำให้เป็น 0 ได้ ความเป็น 2 เป็น 1 เป็น 0 ตัวเลข 3 ตัวนี้จึงสูงสุดในศาสนาพุทธที่อาตมาให้ไปทำเป็นโลโก้ของพรรคสัมมาธิปไตย ซึ่งคนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ แต่ทำไว้ ต่อไปในอนาคตคนจะค่อยๆเข้าใจ ที่อาตมาพูดอย่างนี้ก็คือ อาตมาเทศน์ธรรมะโลกุตระนี้ไว้ อาตมาตายไปโน่นแหละ พวกเราจะเข้าใจ แล้วคนข้างนอกเขาจะพอเข้าใจตามได้ในอนาคต อาจจะ 100 ปีข้างหน้า อาตมาตายไปแล้ว 100 ปีข้างหน้าหรือไม่ถึง อาจจะเป็น 99 ปีก็ได้ ข้างหน้าถึงจะรู้ หรือ 95 หรือ 90 โลกนี้ดีจังเลย 90 ก็รู้โลกุตรธรรมแล้ว ยิ่ง 80 ก็ยิ่งดีใหญ่ ไม่รู้อาตมาพยากรณ์ไม่ได้เรื่องนี้ แต่ขอพูดไว้ในที่นี้ ยืนยันไว้ว่านี่คือสัจธรรมที่ผู้แสวงหาสิ่งที่สูงสุดในความเป็นจิตวิญญาณ แล้วจะจบกิจในเรื่องจิตวิญญาณ ทำให้จิตวิญญาณหมดอบายมุข หมดกาม หมดรูปตัณหา หมดอรูปตัณหาได้ เป็นพระอรหันต์หรือจะเป็นพระโพธิสัตว์หรือคุณจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไม่ต้องพูดกันมากจะเข้าใจกัน นอกจากคุณจะเป็นอรหันต์แล้วปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เป็นสิทธิ์ที่คุณจะทำได้ เป็นอรหันต์ก็ตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้ว ยิ่งเป็นโพธิสัตว์ก็ยิ่งทำได้เก่ง ท่านจะยังอยู่ จะยังศึกษาช่วยคนอยู่ก็เอา อย่างอาตมาถึงรู้เพราะอาตมาเป็นมาจริงๆไม่ได้พูดผิด พูดจากความจริงที่เป็นมา ไม่ใช่เดาและไม่ได้พูดออกจากตำรา แต่พูดจากสิ่งที่ตัวเองเป็นมา มีมา สร้างมา ผิดมา ถูกมาตลอดเวลา ผู้ที่สามารถแยกกายแยกจิตได้จริง แล้วสุดท้ายก็รู้ว่า อัตตามันก็คือสิ่งที่ปรุงแต่งด้วยอวิชชา เมื่อมีวิชชา รู้แล้ว แยกมันเป็นดินน้ำไฟลมได้แล้วก็จะรู้ว่ามันไม่มีตัวตนจริง เป็นอนัตตาแท้ๆ รู้จักตัวจิต ตัวเจตสิกต่างๆ แล้วก็รู้ว่า ถ้าเรายังรักษาให้เป็นอายตนะไป แล้วก็ทำงานกับโลกสร้างประโยชน์ รู้เท่าทันอายตนะไป แล้วสร้างประโยชน์ต่อโลกไป คุณไม่ต้องสงสัยเลยว่าในปฏิจจสมุปบาท ก็รู้จักสังขาร รู้จักวิญญาณ อายตนะ ผัสสะ เวทนา ยิ่งคุณทำตัณหาให้หมดไป อุปาทานหมดไป ภพชาติก็ไม่มี เป็นโพธิสัตว์ที่เหนือกว่าอรหันต์ คุณจะพูดอย่างที่อาตมาพูดได้ แต่ถ้าคุณไม่เป็นอย่างที่เป็นอรหันต์ไปแล้วได้จริง คุณมาพูดอย่างอาตมา พูดอย่างไรก็ไม่เข้าท่า เดี๋ยวก็สับสนวุ่นวาย แต่ถ้าคนมีสภาวะจริงแล้วมันจะไม่วกวนไม่สับสน ไม่ผิดๆพลาดๆอะไร จะรู้จริงๆต้องรู้ครบปัญญา 8 จึงจะรู้แจ้งรู้จักรู้จริง ต้องรู้เวทนาในเวทนา 108 ได้อย่างดี จึงจะครบบริบูรณ์ เป็นคนจบกิจ 660501 คนที่ไม่รู้จักกายคือคนพิการ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #20 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน