แนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
แนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก _ขวัญหินแก้ว · กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ขอถามคำถามงาน วิจัยป.โท ว่า..แนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก เป็นอย่างไรคะ พ่อครูว่า... แนวทาง 1. แนวทางการพัฒนาชุมชน 2. ยั่งยืน 3. ด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก แนวทางการพัฒนาชุมชน ก็อยู่กับหมู่บ้าน ชุมชน ก็มีแนวทางอยู่แล้ว แนวทางที่เป็นแบบจรณะ 15 วิชชา 8 หรือเป็นแบบศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขา เป็นลำดับๆไป เป็นแนวทางการพัฒนาชุมชน จะพัฒนาชุมชนได้ก็คือพัฒนาคน คนรวมตัวกันเข้าก็เป็นชุมชนเป็นหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นคนจึงเป็นแก่นเป็นแกนของความจริง พัฒนาคนให้มีคุณธรรมที่เป็นโลกุตรธรรม จึงจะเป็นธรรมะอย่างยั่งยืน ในประเด็นต่อมา จึงจะเป็นธรรมะที่ยั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นี่เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นธรรมะที่จบกิจแล้ว ไม่มีการวนเวียน ไม่มีการพลิกฟื้น ไม่มีการหวนกลับอีก จบแล้วจบเลย ตายแล้วตายเลย จึงเรียกว่ายั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีการตายฟื้นตายแล้วตายเลย นั่นคือความยั่งยืน เพราะฉะนั้นด้วยระบบสาธารณโภคี นี่เป็นอันที่ 3 คำว่าสาธารณโภคีนี่แหละ เป็นความหมายสุดยอดของเศรษฐศาสตร์ แม้แต่รัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ที่เป็นสาธารณโภคี อธิบายยากกว่าเศรษฐศาสตร์ที่เป็นสาธารณโภคี เพราะมันเป็นเรื่องของนามธรรมที่บริหาร ส่วนเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจมันมีตัวรูปธรรม มีสิ่งที่จับติดกว่า ถ้ารัฐศาสตร์มันเป็นนามธ
อ่านต่อ
รรมมากกว่า เศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์มันมีรูปธรรมมากกว่า ก็อธิบายได้ง่ายกว่า สาธารณโภคีหมายความว่า เป็นสาธารณะที่กินใช้ โภคี หรือโภคะ ร่วมกินร่วมใช้ร่วมอาศัยเป็นทรัพย์ศฤงคารเป็นอาหารเป็นผลผลิตอะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างเลย ทั้งสัปปายะบุคคล อาหาร ธรรมะร่วมกันไปหมด รวมกันอาศัยใช้กินร่วมกันหมด เป็นของส่วนกลาง ซึ่งอันนี้มันมีในระบบของจีนเขา เรียกว่าแบบกงสี เช่น กงสีจิ้นผิง กงสี คือ กินใช้ร่วมกันไม่แยกกัน แต่กงสีของคนจีน พอลูกเต้าลูกหลานแยกออกไปก็มีการแบ่งไปนะ แต่อันนี้ไม่มีการแบ่งไปเลย ของสัจจะของสาธารณโภคีจะไม่มีแบ่งไม่มีแยกเลย จะรวมส่วนกลางใครก็อยู่ที่นี่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กินอยู่ร่วมกันจนแก่จนตาย เลี้ยงดูกันจนตาย จึงเป็นระบบวิธีที่มนุษย์ร่วมอาศัยกันอยู่ในหมู่กลุ่ม สูงสุด ไม่ไปไหน เป็นเอกภาพ เป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียวกันตั้งแต่เกิดจนตายๆๆ เกิดมาจนเป็นโตเป็นหนุ่มเป็นสาววัยสูงขึ้น จนกระทั่งแก่ จนกระทั่งตาย อะไรก็ช่วยกันหมด พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้สมบูรณ์แบบ จึงเรียกว่า สาธารณโภคี อันที่ 4 ของหมู่บ้านราชธานีอโศก ก็ยืนยันความจริงกัน หมู่บ้านราชธานีอโศกไม่ใช่ความคิดไม่ใช่ตรรกะ ไม่เชื่อเรื่องฝันๆเพ้อๆ ไม่ใช่เรื่องยูโทเปีย แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดจริงมีจริงแล้ว มีระบบระเบียบระเบียบ มีหลักฐานเต็มรูป ต่างกันกับยูโทเปียที่ยังไม่ได้เป็นรูปร่างของความจริง ยังเป็นแค่แนวคิดของ Sir Thomas More ต่างกันตรงนี้ นั่นของยูโทเปีย แต่ของราชธานีอโศกนี้มันเหนือชั้นกว่ายูโทเปีย เพราะมันมีสถานที่ มีบุคคล มีเครื่องอาศัย มีธรรมะสัปปายะ 4 ครบเลย เป็นลักษณะธรรมะขั้นโลกุตรธรรม เช่น บุคคลอยู่ด้วยกันอย่างสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างจริงมีพฤติกรรม กายกรรมเมตตา วจีกรรมเมตตา มโนกรรมเมตตา เมตตามีคุณลักษณะอย่างไร ก็คือผู้ที่ปรารถนาดี ช่วยกันให้พ้นทุกข์ ไม่ได้มาทำรุนแรง ไม่ได้ทำมาเบียดเบียนอะไรกันเลย มีแต่การเกื้อกูลช่วยเหลือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีคุณธรรมลึกซึ้งถึง 4 ขั้น พฤติกรรมนี้มีจริงเป็นจริง ยืนยันพิสูจน์ได้ ใช้เวลายืนยันได้ว่าเป็นเมตตาจริงๆ ไม่ใช่เสแสร้ง ไม่ใช่แกล้งหาเสียง ว่าจะช่วยนะจะช่วยนะ ไม่ใช่จะ แต่ช่วยจริงๆ ช่วยจนกระทั่งยั่งยืนถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นหนึ่งเดียว แล้วมาถึงข้อที่ 4 ลาภที่ได้โดยธรรมแล้วมาร่วม สาธารณโภคี กัน กินร่วมกันใช้ร่วมกันใน สาธารณโภคี ใน สาราณียธรรม 6 ข้อที่ 4 ก็คือพวกเราชัดเจน ต่างคนต่างมาร่วมกัน แล้วพวกเราแต่ละคนก็ขยันหมั่นเพียรมีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ มีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) พยัญชนะบาลี 9 ตัว อาตมาก็ขยายความมาไม่รู้กี่ปีกี่ครั้งมาแล้ว มันมีพฤติกรรมจริงตรงไหม เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) จิตมีความพอ สันโดษ สุดท้าย 0 ก็พอ มันเป็นระบบวิธี มันเป็นวัฒนธรรมที่สุดยอด เจริญ สมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องสะสมอะไร มี ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) ขัดเกลา กาย วาจา โดยเฉพาะมโน มีกิเลสอะไรเหลือก็ขัดเกลาไป เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) เป็นขั้นๆ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ ไปตามลำดับๆๆ พวกมิจฉาทิฏฐิจะบอกว่าธุดงค์คือออกป่าบุกดง ไปกันใหญ่เลย ไม่ใช่ แต่ธูตะ อยู่กับหมู่ฝูง อยู่กับหมู่กลุ่มแต่ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาลืมตาปฏิบัติสามัญตามมรรคมีองค์ 8 ตามโพธิปักขิยธรรม 37 จนกระทั่งได้มรรคได้ผล เป็นอาการที่ผู้รู้เห็นแล้วไม่ตำหนิ เป็นอาการที่น่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ผู้รู้ผู้มีภูมิปัญญาเห็นแล้วบอกว่าน่าเลื่อมใสเหมือนผู้ที่มองอยู่บนข้างบน เห็นเขาไต่ระดับขึ้นมาได้มรรคได้ผลอุตสาหะขึ้นมา น่าเลื่อมใส น่าส่งเสริม ปาสาทิโก มองจากยอดสูงไปหาผู้ที่ต่ำกว่า พากเพียรไต่ไปหาที่สูง จบที่ข้อสุดท้าย 2 ตัว ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นคนไม่สะสมสุดยอด แต่ละคนอ่านใจตัวเองจริงๆเลยว่า เรานี้แน่จริงขนาดไหนที่ไว้ใจกองกลาง ไว้ใจวัฒนธรรมของหมู่กลุ่ม ไว้ใจถึงสัจธรรม ที่ไม่มีปัญหาแล้ว มันสะอาดบริสุทธิ์ แล้วก็เป็นเรื่องที่อิสรเสรีภาพ เป็นเรื่องที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแท้จริงๆ เป็นสัจธรรมซื่อสัตย์ไม่มีกบฏอะไรเลย เพราะฉะนั้นก็จึง ไม่มีปัญหา ไปสะสมไปแบกไว้ทำไม บาทหนึ่งก็หนักแล้ว 5 บาท 10 บาท 100 บาท 1,000 บาท 10,000 บาท 100,000 บาทยิ่งหนักใหญ่เลย ก็อยู่กับกองกลาง มีความจำเป็นอะไรแค่ไหนก็ใช้ได้ มันดีตรงที่ว่า ถ้าเราจะใช้กองกลางเราไปขอเบิกเขา เขาไม่ให้ ผู้มีสิทธิ์ดูแลเขาไม่ให้ หรือกรรมการพิจารณาแล้วไม่ให้ มันก็ต้องมีเหตุมีผลมีวิบาก เหตุผลเขามี ดีไม่ดีเป็นเรื่องของวิบาก คุณยังไม่ได้ คุณก็จะต้องไม่ได้ก็ต้องไม่เอาสิ แล้วไม่ใช่ประชด หรือมันได้เท่านี้นะ ฐานะเราได้เท่านี้ก็ทำเท่านี้ไป ด้วยความอุตสาหะพากเพียร ทำดียังไม่ได้ดีเพราะทำดียังไม่มากพอ เขาก็เลยไม่เห็นดีของเรา เขาก็เลยไม่เอื้อไม่ช่วยเหลือไม่ยอมให้ ก็เป็นจริงสิอย่างนี้เป็นต้น ก็พากเพียรไปทำดีให้มากยิ่งขึ้น จนที่สุดเขาจะให้เองแหละ ทำจริงไป โดยไม่ต้องไปต่อรอง โดยไม่ต้องไปประชด ไม่ต้องไปแดกดันอะไร ทำด้วยความสุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน สร้างให้ดีไปเรื่อยๆเจริญไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการไม่สะสม แล้วเอาแต่ขยัน วิริยารัมภะ เขาแปลอย่างเพราะๆว่าปรารภความเพียร ท่านสมเด็จประยุทธ์ ปยุตโตหรือท่านประยุทธ์ท่านแปลว่าระดมความเพียร อาตมาแปลว่าขยันเสมอพากเพียรเสมอ อุตสาหะเสมอ วิริยารัมภะ เหมือนอย่างอาตมาว่าอาตมามี วิริยารัมภะ มันเป็นข้อ 1 ของปัญญา ปัญญาข้อที่ 6 วิริยารัมภะ ถ้าคุณไม่มี วิริยารัมภะ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร คุณท้อถอยจากความเพียร เมื่อไหร่ แพ้ ฟังไว้เลย ต้องเพียร สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะฉะนั้นสุดท้ายจบด้วย ไม่สะสมกับพึ่งพาความเพียรของตน เป็นเนื้อแท้เลย คนมีสมรรถนะกับความเพียรความขยัน อาตมาเคยสรุปจบ มีสมรรถนะกับมีความสามารถอยู่พอสมควรก็ได้อาศัยพอสมควร ถ้ายิ่งมีความสามารถดีก็แน่นอนยิ่งได้อาศัยมาก แล้วเราก็อย่าขี้เกียจต้องพากเพียรนั่นแหละ นี่แหละคือสุดยอดแห่งสมบัติ สมบัติที่มากสุดสูงสุดจบแล้วก็คือ สมรรถนะและความเพียรความขยัน นี่คือสุดยอดไม่มีใครแย่งได้ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ไม่มีใครแย่งได้ แล้วก็ไม่มีอะไรทำร้ายได้เลย ติดตัวไปจะเกิดอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติ สมรรถนะกับความเพียรสุดยอด เป็นสมบัติที่กินใช้ไม่หมด จนปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลย ฟังไว้นะ ดูง่ายๆ สมรรถนะคืออะไร ความเพียรคืออะไร มีแค่ไหนแล้ว เอาให้เต็มที่ ๆ เอาให้เต็มร้อย ๆๆ สุดยอดไหม อาตมาอธิบายให้ฟังแล้ว แม้คำว่า ราชธานีอโศก ก็คือ ตัวอย่าง ของมนุษย์จริง พฤติกรรมจริง วัฒนธรรมจริง หลักธรรมที่จริงๆเอามาปฏิบัติแล้วก็ผลได้ทางจริง ที่เกิดบรรลุธรรมจริงๆ ในคนชาวอโศกที่เป็นอาริยบุคคล โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็มี โพธิสัตว์ก็มี จริง อธิบายไปก็ยาก อาตมาค่อยๆไขความ ค่อยๆเปิดเผยว่าคนนี้นะโพธิสัตว์ คนนี้นะโพธิสัตว์ เขาก็จะบอกว่าโพธิสัตว์อะไรวะ เขาก็ข้องใจมองไปในแง่ลบ ไม่ได้มองไปในแง่บวก แน่นอน คนมันก็ต้องมีแง่ลบกันได้ก่อน ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์มีแง่ลบ อาตมาก็มีแง่ ลบอีกตั้งเยอะ ไม่มีปัญหา คุณก็เอาแต่แง่ลบ คุณเคยเอาบอกว่า ชั่ว 1 ที ทำให้ความดี 100 หนป่น ความชั่ว 1 ที ลบความดี 100 หนป่นเลย ไม่เหลือเลย ไอ้อย่างนั้นก็เกินไป โอ้โห มันลำเอียงเกินไป อย่าไปลำเอียงถึงขนาดนั้นเลย 660503 ปลุกพลังเงียบช่วยกันทำให้การเมืองเจริญ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก