591229 เพลงชีวิต.docx

โฟลเดอร์รวมเพลงชีวิต อาริยะ ไท จอมโจร ซ้ำซาก
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข10 ธันวาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

เพลงชีวิต

เพลงชีวิต หมายเลข ๑

ไม่มีใคร ที่มองไม่เห็นหมู่แมกไม้ ระริกลมอยู่เริงร่า ไม่มีใคร ที่ไม่เห็นนกนานาเหลิงกระเจิงใจอยู่ในป่าดก และ ก็มีอยู่มาก ที่คนอิจฉาแม้กระทั่งนกน้อย และไม้เล่นลมเหล่านั้น "ความอิสระ" นั่นแหละ คือ ต้นเหตุแห่ง "จิตขี้อิจฉา" นั้น

จะคิดไยให้ยาวความไปเล่า ก็เรานั่นแหละนก ก็นกนั่นแหละ คือ แมกไม้… ดนตรีของโลกนั้นกล่อมครางอยู่ด้วยสรรพเสียงต่างๆ แต่ทุกบทเพลงนั้นจะต้อง "จบ" ในตัวของมันเอง

เมื่อเสี้ยวแห่งเวลาใดที่เกิด "บทจบ" ของเพลง

เมื่อนั้น คือ ความหยุด คือ ความหมด คือ ความไม่มีสรรพเสียงแห่งรสเศร้าฤารสสุข คือ ความว่างสนิท ในช่วงนั้น ๆ

นั่นแหละ คือ "ความอิสระ" หนึ่งของโลก

เมื่อนกเริงไพรได้อย่างไร้ขอบข่าย เมื่อไม้เล่นลมอย่างไม่อนาทรกับโลก เมื่อโลกไม่สร้างบทเพลงขึ้นมาอีก ในช่วงแห่งเวลาใดเวลาหนึ่ง

เมื่อนั้นแหละคือ "ความอิสระ" แท้จริง

ก็ใครเล่าผูกท่านไว้กับสิ่งใดๆ ในโลก นอกจากท่านเองผูกตัวเองไว้กับสิ่งที่ตัวเองยังหลงยินดี ทิ้งความยินดี ทิ้งความหลงดีนั้น เสียสิ!

ท่านจะเป็นแมกไม้ ที่ไม่กังวลโลก ท่านจะเป็นนกน้อยปีกแข็ง ที่จะโผบินไปไหนก็ได้ ในโลกกว้าง ท่านจะอิ่มเพลงของโลก จนแม้จะมีเพลงใดๆ อีกในโลกก็ได้ แล้วท่านจะไม่ต้องการอะไรอีกเลย

แต่ ท่านจะคือ ผู้ "ยิ่งกว่าสุข" ที่สุด ที่โลกมีได้ยาก.

๑๙ เมษายน ๒๕๑๔

เพลงชีวิต หมายเลข ๒

ถ้าไม่มีใครสักคนหนึ่งหัวเราะขึ้นมา ในขณะที่คนอีกร้อยคนพันคนพากันเศร้าสลดที่สุด ณ บรรยากาศนั้น ก็คือ "ความแท้จริง" อันหนึ่ง ที่คนทุกคนสมมติกันอยู่ คือ "โลกแห่งความเศร้า"

และเช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีใครร้องไห้ออกมา อย่างปวดร้าวระทมใจเลยสักคนในโลก

อ่านต่อ

นั่นแหละ คือ "ความแท้จริง" ว่า โลกจะไม่มีความเจ็บ ความระทม จะไม่มี "ความทุกข์" ใดๆเลย โดยแท้จริง

ถ้าเราต่างก็ เศร้าสลด ไปกับเขา เมื่อเขาพากันเศร้า เราก็คือ "เขา" ที่กำลังเป็นอยู่ด้วย "โลกเศร้าๆ"

ถ้าเราหัวเราะไปตลอดกาล แม้ในขณะเราเข้าไปอยู่ในกลุ่มของคน ที่เขาพากันโศกเศร้ารันทดใจเหลือแสน เราก็จะคือ "คนบ้า" ที่เขาเหล่านั้นไม่ต้องการเรา

โลก จึงคือ เสียงหัวเราะ และ เสียงร้องไห้ ที่เกิดขึ้นแล้วก็หยุดไป คละเคล้าสลับกันอยู่อย่างไม่รู้จบ

แต่ ถ้าเราไม่ร้องไห้ ทว่า รู้แจ้งกับการร้องไห้นั้น ทั้งไม่หัวเราะ ทว่า รู้แจ้งกับการหัวเราะนั้น ในทุกๆ กาล และไม่ว่า ณ ที่ใด ๆ ด้วย อีกทั้งเห็นใจผู้ร้องไห้ หรือผู้หัวเราะ พร้อมกับพยายามช่วยผู้ตกอยู่ใน ๒ สภาพนั้น ด้วยความรู้ทุกข์ที่ชัดเจนจริงใจ

นั่นแหละ เราคือเจ้าของ "ความแท้จริง" ที่ไม่เปลี่ยนแปลงแล้วอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าด้วยอำนาจโลก หรือ อำนาจของวิญญาณ "ความแท้จริง" นี้ นี่เอง คือ "อริยสัจ" คือ ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

๑๙ เมษายน ๒๕๑๔

เพลงชีวิต หมายเลข ๓

แม้เจ้าจะตาบอด มาแต่กำเนิด แต่เจ้าก็ยัง "เห็น" แสงสว่างของโลกได้ เจ้ายัง "เห็น" แมกไม้ และเกลียวคลื่น เจ้ายังสามารถ "เห็น" คนเศร้าโศก "เห็น" คนระเริงสุขได้

แม้เจ้าจะหูหนวกมาแต่กำเนิดอย่างสนิทปานใด เจ้าก็ยัง "ได้ยิน" เสียงของนกร้องละเมอ… เสียงของความอลวนของโลก เจ้ายัง "ได้ยิน" เสียงคนด่าทอ และเสียงสรรเสริญเยินยอได้

แม้คนผู้หนึ่งจะพยายาม ปิดตา ปิดหูของตน ให้มันบอด และหนวกสนิท เช่นนั้นก็ตาม คนผู้นั้นก็จะต้อง "รู้" ต้อง "ทราบ"โลก "ทราบ"ชีวิต ที่มันเป็นไปอยู่ ในโลกนี้ได้ ไม่น้อยไปกว่าคนดีๆ ธรรมดา ๆ เลย

เพราะโลกนี้ มี "วิญญาณ" ! ! การสัมผัสต่างๆ ที่ทำให้คน "รู้" ได้ นั่นแหละ คือ "วิญญาณ"

ผู้มี "วิญญาณ " ชาญฉลาดแท้ จะสามารถเห็นแจ้ง ว่า… อย่างนั้นแหละคือ "โลกที่ยังวนเวียน ไม่รู้จบ" อย่างนั้นแหละคือ "อารมณ์โลกที่ดึงดูดใจมนุษย์" อย่างนั้นแหละ คือ "ความเจ็บปวด" อย่างนั้นแหละ คือ "ความเอร็ดอร่อย" และนั่นเอง คือ "ความทุกข์" กับ "ความสุข"

"ฆ่า" มันเสียสิ ! ! ! อย่าให้ "เจ้าสิ่งต่างๆ" เหล่านั้น มามีในเรา โลกมันต้อง "มี" สิ่งเหล่านั้นเป็นธรรมดา สำหรับผู้ ไม่รู้ ว่า มันเป็น "มายา"

แต่ "เรา" ต้องเรียนรู้ ต้องลด ต้องฆ่าสิ่งเหล่านั้น อย่าให้ "มี" ในตน มันเกิดอยู่ มีอยู่ อย่างเก่งฉลาด และพัฒนาเจิดจ้าเต็มโลก หรือ แม้ในตัวเรานั่นแหละ ที่มันยังหลง "มี"อยู่ อย่างแฝงซ่อนแท้จริง

แต่ มันไม่ใช่ "ของจริง" หรือ "ของเรา" หรอก อย่าหลงผิดว่า มันคือ "เรา" เลย และ อย่าหลงผิดว่า มันเป็น"ชีวิตชีวา" ของเราเลย

เมื่อผู้ใด "ฆ่า" มันได้จนตายดับสนิท ไม่เหลือเชื้อเป็นตัวเป็นตนอีกแน่ แล้วเมื่อนั้น เราจะยืนอยู่สูงสุด "เหนือโลก" อย่างแท้จริง"

๒๐ เมษายน ๒๕๑๔

เพลงชีวิต หมายเลข ๔

"สันติภาพ" เจ้าเอ๋ย! ..."สันติภาพ" เจ้าเอย! บทร้องนั้นดังอยู่สนั่นโลกทั้ง ๖ ทิศ จะมีใครบ้างเล่าที่ไม่เคยได้ยิน?!

แม้ ไม่ได้ยินด้วยหู ท่านก็จะได้ยินด้วยตา หรือ แม้ไม่ได้ยินด้วยตา ก็ตาม ด้วยจมูก หรือ ด้วยลิ้น หรือ ด้วยกายสัมผัส ก็จะบอกท่านได้ว่า "โลกนี้ร่ำร้องหาสันติ"

แม้ที่สุดผู้บอดแล้วด้วยทวารทั้ง ๕ ก็ยังจะได้ยินจากทวาร"ใจ" ของเขา นั่นเอง ว่า ทั้งโลกและทั้งตัวเขาเองก็ต้องการ "สันติ" โลกดิบๆ ก็"สันติ" ตามสภาวะของธรรมชาติ

นั่นคือ เมื่อแดดทอแสงให้พืชไม้เพียงพองาม เมื่อฝนฉ่ำน้ำ ให้พืชไร่แต่เพียงพอดี เมื่อลมโปรยให้ไม้สลัดใบแก่ สลัดกลีบดอกได้ แต่เพียงพอเหมาะ เมื่อนั้น ย่อมเป็น "สันติภาวะ" สำหรับโลกธรรมชาติแล้ว

ความอุดมย่อมมีแล้วอยู่เต็มโลก นกน้อย ก็จะลงจิกกินผลที่สุกอร่าม จากต้นพืช แต่พอเลี้ยงกาย จะโลภก็เพียงหมายไปให้ลูกที่ในรัง จะไม่มุ่งสั่งสมสะสมเกินกำลังเกินพอดี

ยิ่งตัวใดมุ่งเมตตารู้จักคาบไปแบ่งปันเพื่อนบางตัว ที่ง่อยเปลี้ยเจ็บไข้ และน้อยแรงกาย ด้อยแรงปัญญา ก็นั่นแหละ คือ "สันติภาวะ" อันมีแล้วอุดมโลก ก็คนหนอคน ? ! จะมีบ้างไหมที่เข้าใจคำว่า "พอดี"

โลกมันย่อมไม่มีความพอดี อันเนื่องมาแต่ "กรรมปัจจัย" จำแนกบงการให้เกิด

บางคนเกิดมามีมรดกสมบัติทันที โดยไม่ต้องเหนื่อยยาก บางคนแม้ ไม่มีมรดก ก็อาจจะเก่งกาจสามารถ สร้างความอุดมลาภ อุดมยศ ให้แก่ตนได้

ซึ่งแม้ใครใดจะมีลาภสมบัติ ยศสมบัติด้วยลักษณะใด ก็ตาม เมื่อ มากเกิน "พอดี" แล้ว จงทำโลกให้มันสันติ ด้วย "สติปัญญา" ด้วยใจ และด้วยน้ำมือของท่านเถิด

"ความเก่ง" ในทางสะสมสั่งสมจนเกินความ "พอดี" นั้น จะไม่ใช่ทางแห่ง"สันติ" เลยแม้ประตูเดียว

แต่…"ความเก่ง" ในทุกๆทาง ยกเว้นการสะสมสั่งสม ไม่ว่าลาภ - ยศ - สรรเสริญ หรือแม้แต่สุข และทุจริต มิจฉาทั้งปวง

นั่นแหละจะช่วยค้ำจุนโลก และจะทำโลกให้มี "สันติภาพ" ได้ชะงัดทันที เมื่อ ผู้มี "ความเก่ง" นั้น แจกจ่าย "ความเกินพอดี" ของตน ช่วย "คนที่ยังไม่พอดี" ทุกวิถีทางอย่างจริงใจ

โลกจะไม่ต้องโอดโอยร่ำร้องด้วยบทครวญของคำว่า "สันติภาพเจ้าเอ๋ย" แต่…โลกจะเงียบสนิท และ สู่สันติด้วยสภาวะของความแท้จริงเอง

หากจะมีเสียงที่ดังขึ้นมาแทน ก็จะคือ เสียงแซ่ซ้อง ของคำ "สรรเสริญคุณ" แห่งผู้รู้บุญคุณ นั้นเอง ที่จะดังอยู่ ไม่มี "สันติ"ลงได้ และ ไพเราะเสนาะซึ้งไปนานเท่านาน

๓ มิถุนายน ๒๕๑๔

เพลงชีวิต หมายเลข ๕

ไม่มีนิยายในความจริง และ จะไม่มีความจริงในนิยาย แต่ นิยายนั่นแหละจริง และ ในความจริงนั่นแหละ คือ นิยาย !

ในโลกนี้ ใครจะรู้บ้างเล่าว่า ไม่มี"ความตาย" แต่ "ความตาย" ก็แสดงตัวอยู่ทุกซอกของโลก

ในโลกนี้ ใครจะแจ้งได้บ้างเล่าว่า ไม่มี"ความเศร้า" แต่ "ความเศร้า" ก็แสดงตัวอยู่ทุกซอกของใจรันทด

ในโลกนี้ ใครจะเห็นได้บ้างเล่าว่า ไม่มี "ความสุขสมใจ" แต่ "ความสุขสมใจ" ก็แสดงตัว อยู่ทุกซอกของใจกระหาย

ในโลกนี้ ใครจะเข้าใจได้บ้างเล่าว่า ไม่มี "ความทุกข์" แต่ "ความทุกข์" ก็แสดงตัว อยู่ทุกซอกของใจแห่งคนผู้มีปัญญา

ในโลกนี้ ใครจะแทงทะลุโลกได้บ้างเล่าว่า ไม่มี "ความว่าง" แต่ "ความว่าง" ก็แสดงตัว อยู่ทุกซอกของใจแห่งคน ผู้หมดความติดหลง

คนผู้มีปัญญาเท่านั้น ที่จะเห็นแจ้งแทงทะลุ "ความไม่จริงในนิยาย" เพราะไม่งมงายกับ "ความสุขสมใจ" อันเป็นนิยายบทสำคัญของโลก

และคนผู้ล้างความหลงใหลเกาะเกี่ยวติดตัง ออกจากใจได้สิ้นเกลี้ยงเท่านั้น ที่จะเห็นแจ้งแทงทะลุ "ความจริงในนิยาย" เพราะกล้ายืนยิ้มอยู่กลาง "ความทุกข์" อันเป็นนิยายบทสำคัญของโลก.

๑ มิถุนายน ๒๕๑๔

เพลงชีวิต หมายเลข ๖

เมื่อฉันตายลงไปครั้งแรกนั้น ฉันจำไม่ได้เสียแล้วว่า เป็นวันอะไร? เวลาอะไร? และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ฉันตาย!

ฉันมารู้ได้ว่า ฉันได้ตายมาแล้ว เอาต่อเมื่อฉันเกิดอีกตั้งหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นวันอะไร? เวลาอะไร? อยู่ดี

แต่...ช่างมันเถอะ เมื่อเราตายลง เราก็ไม่รู้อะไรหรอกในตอนตายอยู่นั้น

แต่...ผู้ที่ยังไม่ตายในโลกเป็นๆ นี้สิ เขารู้... เขาเห็น เขาแจ้งใจด้วย ว่า ฉันตาย

ทว่า...เขาจะรู้ได้อย่างไรหนอ! ว่า ฉันขณะนั้นสันติ?! ฉันขณะนั้นไม่มีแล้ว?! ฉันขณะนั้นพ้นแล้วจากโลก?! ฉันขณะนั้นสุขแสนสุขเท่าใด - เท่าใด?!!

๑๙ สิงหาคม ๒๕๑๔

เพลงชีวิต หมายเลข ๗

ใครก็ได้... อยู่ในภาวะไหนก็ตาม ตื่นอยู่ หรือ ผู้นั้นแม้จะหลับอยู่ แม้จะสลบอยู่อย่างสนิท หรือแม้ที่สุดจะตายจากกายเนื้อจากโลกหยาบๆ นี้แล้ว

ทว่า...หัวใจของเขายังไม่รู้จักคำว่า ตาย ! ก็จงโปรดฟัง โปรดอ่าน หรือโปรดรับรู้สาสน์นี้เถิด มันเป็นสาสน์จากคนตายจริงๆ ? !

ผู้ที่หัวใจยังไม่รู้จักตาย จะรู้ว่าโลกนี้มี ความตาย กับ ความเป็น

แต่… ผู้ที่หัวใจรู้แจ้งในคำว่า "ตาย" นั้น จะไม่รักความเป็น และจะไม่กลัวความตาย

ความเป็นนั้น เป็นอาการดิ้นที่เห็นได้ ความตายนั้น เป็นอาการดิ้นที่เห็นไม่ได้ง่ายๆ ความเป็นนั้น เป็นอาการที่เปลี่ยนแปรเคลื่อนที่ที่เห็นได้ชัด ความตายนั้น เป็นอาการที่เปลี่ยนแปรเคลื่อนที่ที่เห็นไม่ได้ชัด

แต่… ผู้ที่ตายยิ่งกว่าการตายของคนธรรมดา ๆ จะเป็นผู้เห็นความตายของคนธรรมดาๆ ได้ ว่า...คนธรรมดา ๆ นั้น ตายไม่จริง คนธรรมดา ๆ นั้น ยังดิ้นวนอยู่ คนธรรมดา ๆ นั้น ยังแปรเปลี่ยนและเวียนกลับสับปลับอยู่ แม้จะหมดลมหายใจไปแล้ว เขาก็ยังดิ้นวนดิ้นเวียนอยู่อย่างแรงและเร็ว !

ส่วนผู้ที่... เบิกบานแจ่มใส มัธยัสถ์ สุภาพ สงบ หมดความอยาก สิ้นความเสพย์ ได้แล้วนั้นสิ ! แม้ ใครจะเห็นเขายังกล้าแข้ง-แรง-เร็ว อยู่ ก็ดี มีอายุอยู่ร้อยปี-พันปี-ล้านปี อยู่ ก็ตาม

เขาก็คือ ผู้ที่ได้ตายแล้วจริงๆ บน ความเป็น หรือ กระทั่งบนความตายทั้งหลาย อย่างสุดฉลาดแสนสนิท.

๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๔

เพลงชีวิต หมายเลข ๘

คนธรรมดาๆ นั้น ต้องการความเร็ว คนธรรมดาๆ นั้น ยิ่งสร้างความเร็วให้แก่ความต้องการ

ดังนั้น ความต้องการยิ่งมีมากเท่าใด ความเร็วก็ยิ่งจะถูกสร้าง ถูกกระทำให้มีขึ้นมากเท่านั้น ความต้องการ คืออะไรก็ได้ สำหรับคน

ตั้งแต่สิ่งที่ใหญ่ที่สุด ไปหาสิ่งที่เล็ก จนไม่มีรูป ตั้งแต่สิ่งที่ยังไม่มีเลย ไปจนมี ไม่รู้จบ หรือ ไม่มีอัตราที่จะนำมาวัดขนาด

ตราบใดยังมี ความต้องการ มาให้แก่ตน ตราบนั้นยังคือ ความมี ความเป็น และความไม่ตาย !

โลกนี้ มีความตาย นั้นหนึ่ง โลกนี้ มีความเป็น นั้น ก็อีกหนึ่ง โลกนี้จึง ตายแล้วเกิด-เกิดแล้วตาย อย่างไม่รู้จบ

แต่ถ้าใครยอมอยู่กับ "ความตายแล้วเกิด" อย่างไม่รู้จบ ผู้นั้นก็ โง่ดักดาน

เพราะแท้ที่จริงนั้น มันมีความจบ แท้ที่จริง มันมีความสูญ มันมีความตายสนิท แท้ที่จริง ความเป็น หรือ ความมี ที่นิรันดรนั้น มันไม่มี การตายแล้วสูญจากสิ่งที่มีนั้น มันมีได้ เป็นได้ และสนิทกว่าต่างหาก

เมื่อใด คนรู้จัก ความอิ่ม หลังจากกินข้าวแล้วเพียง "พอดี" เมื่อนั้น คนนั้นจะหยุดกิน ! เขาจะไม่ทำการกินต่อไปอีก เมื่อเขาเห็นแจ้งความอิ่ม ความพอดี

แต่...คนโลภ คนตะกละ แม้จะอิ่มเขาก็ยังจะเพิ่มพลังเข้าไปอีก เพื่อจะกินให้ได้มากที่สุด เท่าที่ความต้องการของเขามันยังไม่จบ

พลังงานของเขาที่เกิดขึ้น จึงเป็นพลังงานเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น นั่นแหละ คือ "มิจฉาทิฏฐิ" อันบาปมหันต์ของโลก

ความอิ่ม จึงคือ ความจบ รอบที่หนึ่ง คือ ความสูญ หรือ คือ ความตาย ขั้นง่ายที่สุด ที่คนควรจะทำความรู้ ให้เกิดแก่ตน

และ ยังมีความตาย ขั้นสุดท้ายที่สูงที่สุด ซึ่งอริยชนผู้สูงสุดท่านแจ้งแท้แก่จิต นั่นคือ "ไม่มีความตายใดๆ อีกแล้วในตัวของท่าน" เพราะ "ไม่มีความเกิดใดๆ อีกเลย เพื่อตัวของท่าน"

๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๔

เพลงชีวิต หมายเลข ๙

ถ้าสิ่งใดยิ่งน้อย และ หายาก แล้วรู้สึกว่า สิ่งนั้นยิ่งมีค่า และมีอำนาจสูง เช่น "เพชร" เช่น "เงิน" ของกระยาจก ณ โลกนั้น ก็คือ โลกียะ หรือ แดนปุถุชน !

ถ้าสิ่งใดยิ่งน้อย และหายาก แล้วรู้สึกว่า สิ่งนั้นยิ่งมีค่า และ มีอำนาจสูง เช่น "ความโลภ" เช่น "เงิน" ของมหาเศรษฐี ณ โลกนั้นแหละ คือ โลกุตตระ หรือ แดนอริยชน !

แต่ถ้าสิ่งใดยิ่งมีมากในตน และ ยิ่งสะสม แล้วรู้สึกว่า สิ่งนั้นยิ่งมีค่า และ มีอำนาจสูง เช่น ความโลภ เช่น ความโกรธ เช่น เงิน เช่น เพชร ฯลฯ ณ โลกนั้น ยิ่งคือ โลกันต์ หรือ แดนแห่งความทุกข์ชัด !!

โลกแท้ๆ เป็นอยู่ด้วยความพอดี แต่ "ค่า" ที่จิตของคน ได้ตีราคาให้กับสิ่งต่าง ๆ ว่า มาก-น้อย สูง-ต่ำ นั้น มันคือ อำนาจจิต ที่หลอกหลอน และจิตที่ช่างคิดเปรียบเทียบ ด้วยวิญญาณผีๆ เท่านั้นดอก แท้จริงความมีอยู่สมดุลภายในโลกนั้นๆ มันเท่ากัน และ เท่าเดิม

"ความอยาก" และ "การตั้งหน้าสะสม" เป็นต้นเหตุแห่ง การตีราคาทางจิต ถ้า "ความอยาก" และ "การสะสม" นั้น เพียงพอดี พอเหมาะแก่อัตตภาวะแล้ว รู้จัก "หยุดอยาก" และ รู้จัก "แจกจ่ายเผื่อแผ่" "ราคาแห่งจิต" นั้น จะสูง "ค่าแห่งวิญญาณ" นั้น จะบริสุทธิ์

แต่ถ้าแม้ผู้ใดก่อ "ความอยาก" และ "การสะสม" เกินขอบเขตแวดวงแห่งตน ผู้นั้น คือ ผู้ลดค่าของทุกๆ สิ่ง ทั้งวัตถุ ทั้งจิต และวิญญาณ

เงินหนึ่งบาทของขอทาน มีราคาเดียวกันกับ หนึ่งบาทของมหาเศรษฐี แต่ "ค่า" ของมัน ไม่เท่ากันเลย ใน "จิต" ของคนทั้งสอง

เงินพันบาท อาจจะแลกกับ เรี่ยวแรง-ศักดิ์ศรี และ แม้ชีวิตของ "คนจน" ผู้หลงค่าของเงินได้ อย่างไม่กลัวนรก แต่… มันจะไม่มีอำนาจเยี่ยงนั้นเลย ที่จะแลกเอาชีวิต-ศักดิ์ศรี หรือ แม้เพียงเรี่ยวแรง ของ "มหาเศรษฐี" ผู้ตีราคาของเงิน กับศักดิ์ของตนอยู่เสมอ ทว่า "ค่า" ของมัน เท่ากัน และ เท่าเดิม จริงๆในโลก !

และเงินล้านบาท ไม่อาจแลกกับ ชีวิต-ศักดิ์ศรี และ แม้เรี่ยวแรง ของ "คนจน" ผู้ไม่หลงค่าของเงิน

แต่...เงินบาทเดียว อาจจะแลกกับ เรี่ยวแรง-ศักดิ์ศรี และ แม้ถึงชีวิต ของ "มหาเศรษฐี" ผู้งกเงิน จนตาบอด ใจมืด ก็ย่อมได้

เมื่อนั้น "ค่า" ของ "จิต" ของคนทั้งสองต่างกันยิ่ง ! ผู้ไม่โลภ ไม่หลง เท่านั้น ที่จะเห็นค่าอันแท้ๆ จริงๆ ที่ เท่ากัน และ ไม่เท่ากันนี้ ได้

"จิต" ของคนต่างหาก ที่เห็นเงินร้อยบาท มี "ค่า" ต่างกัน ผู้เห็นเงินร้อยบาทมีค่าต่ำ หรือ เล็กน้อย ก็คือ... ผู้มีวิญญาณผี หรือคือ คนโง่ที่หลงตน ว่า เป็นเศรษฐี

และ ผู้เห็นเงินร้อยบาทมีค่าสูง ก็คง ยังคือ... ผี หรือ คนโง่ที่ยังหลงตน ว่า เป็นกระยาจก หรือ ผู้กระหาย อยู่อีก นะแหละ !

เงินร้อยบาท ย่อมมีค่าเที่ยงแท้ สมดุลดังเดิมเสมอ ในโลกที่เขาสมมุติกัน !

ว่าแต่ผู้มี เงินร้อยบาทนั้น รู้จัก "ความพอดี" หรือ "ความเพียงพอ" อันสมดุลที่แท้จริง ใน "ชีวิตแท้ๆ " ของตนเอง แล้วหรือยัง ?

หรือว่า ท่านก็ยังคือ "ผู้ใฝ่หาหลงเสพย์" และ "เผาผลาญ" ที่ ไม่รู้จักจบทั้งวัตถุ ทั้งวิญญาณ แล้วก็ตั้งหน้าสะสมกับเขาด้วย ผู้หนึ่งในโลก ! !

๒ เมษายน ๒๕๑๕

เพลงชีวิต หมายเลข ๑๐

กาลใดที่ผึ้งเพศผู้มันสืบพันธุ์ กาลนั้นแล ได้ชื่อว่า ผึ้งผู้ตนนั้นมันได้ตายลง

และไม่ผิดเลยกับทุกสรรพสิ่งสรรพชีวิต เมื่อหัวใจ ทุกหัวใจที่ยังไม่อยากตาย อยู่ตราบใด

ก็จะหาจนสุดหนทาง ที่จะ แบ่งเชื้อแห่งชีวิตของตน ออกได้ ให้สืบต่อเอาไว้

เพราะแท้จริงทุกชีวิตนั้น รู้ว่า ตนจักต้องเกิดต้องตาย

แต่ ไม่เข็ดหลาบ!

ผึ้งผู้นั้นมันจักไม่รู้เลยหรือ? ทั้งที่มันได้ ร่วมเพศสืบพันธุ์กันมานานชาติแล้วชาติเล่า ว่า... การร่วมเพศของมัน นั้นคือ การฆ่าตัวตายของมันเอง

แต่… ทำไมผึ้งผู้ทุกตัวจึงยื้อแย่งแข่งกัน เพื่อทำการสืบพันธุ์เพียงครั้งเดียว แล้วมันก็ต้องตาย

มันอยากตาย? หรือมันไม่อยากตาย?

โดยแท้จริง คำตอบ คือ มันไม่อยากตาย! เพราะการตายจากโลกทางกายเนื้อนั้น มันคือ การเกิดของสัตวโลก ที่ "กิเลสาสวะยังไม่อยากตาย" นั่นต่างหาก.

๓ เมษายน ๒๕๑๕

~ สมณะโพธิรักษ์~

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน