591223 เพลงจอมโจรบัณฑิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลงจอมโจรบัณฑิต
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๑
ระวัง ! “โจรบัณฑิต” หรือ “The Great Pretender” หรือ คนเก่งที่ร้าย หรือ คนร้ายที่เลือดเย็น หรือ คนผู้ซึ่ง “ยิ่งเก่ง ยิ่งมีปัญญายิ่งกินลึก” โลกกำลังมีคนชนิดนี้ เกิดมาทำลายสังคมมากขึ้น ๆ ! ! โจรจริงๆที่เรารู้ได้ เราไม่กลัว โจรเก่งขนาดไหน ถ้าเรารู้ตัว ก็ไม่น่ากลัว แต่ โจรที่เราไม่รู้ตัวมัน ทว่าหลงว่า มันมิใช่โจร แถมหลงไว้ใจว่า มันคือ ความเก่ง มันคือ คนเก่ง มันคือ บัณฑิต แต่แล้ว โจรนั้น ก็แฝงเร้นดูดเลือดเรา และ ดูดเลือด เพื่อนร่วมสังคม อยู่อย่างสนิทเนียน มิหนำซ้ำ ผู้ถูกดูด ก็หลงชื่นชมเอาด้วยซ้ำ นั่นแหละ คือ “โจรบัณฑิต” หรือ “The Great Pretender” หรือ “คนเก่งที่ร้าย” อันกำลังหมายถึงอยู่นี้ ซึ่ง “โจรบัณฑิต” ตัวสำคัญนั้น ก็คือ “ตัวเราเอง” นี่แหละ และ เราก็ไม่รู้ตัวเองเลย หรือยังไม่รู้ตัว หรือพอจะรู้ตัว ก็รีบกลบเกลื่อน เสแสร้งตนเอง ไม่ให้มันรู้ตัว เสียทุกที แถมกลับหลงตัวเองว่า เราคือ “บัณฑิต” ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นๆ เรามีบุญคุณ ต่อสังคม ล้นเหลือยิ่งขึ้นๆ เสียอีก โลกกำลังมีคนชนิดนี้ มากขึ้น และเก่งขึ้น ๆ ทุกวินาที !! ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๓
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๒
ใช่สิ…ฉันมันยอด นักเสแสร้ง, เสแสร้งได้อย่างเนียน สุขุม ยิ่งฉันต้องการสิ่งไหน มากเพียงใด - - ฉันก็จะดิ้นทำมารยา ได้เพียงนั้น ฉันรู้…รู้ของฉัน อยู่คนเดียว - - ไม่มีใครหรอก ที่จะทัน เล่ห์เหลี่ยมของฉัน ใช่สิ…ฉันมันนักเสแสร้งชั้นฟ้า เสแสร้งได้วิเศษแนบเนียน ไม่เลียนแบบใครในโลกหล้า - - มันเป็นความเก่งกาจกล้า แต่ลำพังของฉันเองแท้ๆ ทุกสิ่งที่ฉันแสดงออก ล้วนเป็นบทหลอกบทเล่น - - แท้จริงมันเป็น สิ่งแ
อ่านต่อ
สนขายขี้หน้า ถ้าฉันรู้, แต่ก็ช่างกระไร ใครๆ ก็ช่างปล่อยให้ฉัน - - ฝัน ๆ เอาว่า เป็นสิ่งใสบริสุทธิ์ อยู่คนเดียว เพราะมันจริงเกินไป ที่ฉันจะกล้ายอมรับ จริงเกินไป ที่จะกล้ารู้ กล้าเห็น, ว่า จิตที่แสนโง่ของฉัน กำลังทำผิดอยู่อย่างแอบแฝง ใช่สิ…ฉันมันยอดจอมมายา แสร้งทำเป็นยิ้มหัวเราะอย่างสดใส - - แสร้งทำเป็นรื่นเริง ยิ้มหัวอย่างซื่อเด๋อ, เป็นนักชวนหัวอย่างเซ่อบริสุทธิ์ - - แต่ก็ไม่มีใครรู้ - - ไม่มีใครเห็นธาตุแท้ของฉัน ฉันชอบทำเป็นนักบุญ - - ทำเป็นคนดียอดคน- - ทำเป็นคนสูงประเสริฐ, เสแสร้งหลอกชาวโลก ราวกับว่า… เจ้าความดีเหล่านั้น อยู่กับฉันมั่นคงบริบูรณ์เสียจริง ๆ- - ใช่สิ…ฉันนี่แหละ “จอมโจรบัณฑิต !”
THE GREAT PRETENDER Oh Yes, I’m the great pretender, Pretending that I’m doing well. My need is such, I pretend too much. I’m lonely but no one can tell. Oh Yes, I’m the great pretender. Adrift in the world of my own. I play the game but to my real shame, You’ve left me to dream all alone. Too real is this felling of make believe. Too real when I fell, What my heart can’t conceal. Oh Yes, I’m the great pretender. Just laughin’ and gay like a clown, I seem to be what I’m not you see. I’m wearing my heart like a crown, Pretending that you’ re still around.
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๓
ผู้ใหญ่ที่แท้จริง เท่านั้น ที่เก่งจริง จนไม่ต้อง อมท็อฟฟี่ได้ แม้จะถูกเด็กเอง รุมออดอ้อน ขอร้องแกมบังคับ ให้อมท็อฟฟี่ ปานใด ก็ตาม ก็จะฉลาดที่จะชี้แจง แสดงให้เด็กเข้าใจได้ อย่างผู้ชนะเสมอ ผู้ใหญ่ที่แท้จริง แต่ยังไม่เก่งสุด ก็จำจะอนุโลม อมท็อฟฟี่บ้าง เป็นบางคราว หรือ ยอมให้เด็ก โกรธเอาบ้าง เมื่อไม่ยอม อมท็อฟฟี่ ตามใจเด็ก ในบางครั้ง ผู้ใหญ่ที่ยังติด หรือ ตัดท็อฟฟี่ ไม่ขาดจากจิต เด็ดขาดนั้น จะแก้ตัวเป็นพัลวัน เป็นจอมกลบเกลื่อนเสแสร้ง เพื่อตนจะได้ อมท็อฟฟี่ อย่างไม่มีใครจี้ ใครท้วง ตลอดเวลา นอกจากบางโอกาส ที่ไม่ อมท็อฟฟี่ นั้น นั่นยิ่งเป็นเล่ห์ อันซ้อนลึก เข้าไปเสียอีกซ้ำ นี้แหละ คือ โจรร้าย ที่ชื่อว่า “จอมโจรบัณฑิต” หรือ The Great Pretender ตัวแท้ ส่วน ผู้ใหญ่แต่เปลือก ความจริงแล้ว คือ เด็ก อยู่นั้น จะยัง แย่งท็อฟฟี่ เด็กกินอยู่ แบบซ่อนบ้าง อายบ้าง ก็พอมี แบบไม่อาย เพราะหน้าไม่อาย ก็มีไม่น้อย แบบไม่อายเลย เพราะไม่รู้เลยว่า ควรอาย ก็มีถม เหมือนเด็ก แย่งท็อฟฟี่ กัน นั่นเอง นั้นก็คือ โจรสามัญ ซึ่งเห็นและรู้กันอยู่ตำตา หาใช่ โจรชั้นบัณฑิตบันเดิด อะไรไม่ ! ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๓
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๔
บัณฑิต นั้นคือ ผู้มีปัญญา และ " …ศีล อยู่ที่ใด ปัญญา อยู่ที่นั้น ปัญญา อยู่ที่ใด ศีล อยู่ที่นั้น ผู้มี ศีล ก็มี ปัญญา ผู้มี ปัญญา ก็มี ศีล บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึง ศีล และ ปัญญา ว่า เป็นของเลิศในโลก…” พระพุทธพจน์ ใน “โสณทันฑสูตร” ทรงยืนยันชัดเจนไว้ ดั่งนี้ จริงๆ “ศีล” ที่บุคคลใดสมาทาน (เท่าที่ตนสามารถนั้น) แล้วผู้นั้น ก็มี สติ (ปัฏฐาน หรือ สัมโพชฌงค์) สังวร (ในทวารทั้ง ๖) ให้ "ศีล” ขัดเกลา "กาย-วจี” เป็นเบื้องต้น และ ให้ “ศีล” ขัดเกลา “จิต” ทั้งต้นและที่สุด (เรียกว่าทำ “สมาธิ” ) โดยเฉพาะ “ศีล” จะขัดเกลา “จิต” ของเรา สูงขึ้นได้จริงเรื่อยๆ จึงจะชื่อว่า พ้น “สีลัพพตปรามาส” (ซึ่งหมายความว่า ปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรม มีมรรค มีผล มิใช่ “ถือศีล-ปฏิบัติธรรม ” แล้วก็งมๆ งายๆ ตามๆ จารีต ตามๆ รูปแบบไปเปล่าๆ หรือ ปฏิบัติผิดๆ อยู่อย่างนั้นเอง) และ นั่นคือ การเกิด “อธิจิต” (สมาธิ) แบบพุทธ อันเป็น “สมาธิ” ที่มี “ศีล” เป็นฐาน มี “ศีล” เป็นที่ตั้ง มี “ศีล” เป็นที่เป็นไป (ซึ่งแตกต่างกับ “สมาธิ” แบบนั่งหลับตา กดข่ม หรือ สะกดจิต เอาเฉยๆ ของฤาษี) เมื่อผู้ประพฤติเองนั้น รู้เห็น ความเปลี่ยนแปลง ของจิตเราเอง ว่า ดีขึ้น สูงขึ้น ได้จริง (ไม่คงเดิม,ไม่เที่ยง, ไม่เป็นอยู่อย่างเก่า) นั่นคือ ผู้นั้นเห็น “อนิจจัง” ที่เป็นปรมัตถ์แท้แล้ว (ขั้นพ้น “มิจฉาทิฏฐิ”) และ ยิ่ง เห็นความคลาย “ทุกข์” (เห็น “อริยสัจ 4” แท้) เพราะ กิเลสเราลดลง จริงๆ ได้อีก (ขั้นพ้น “สักกายทิฏฐิ”) หรือ ยิ่งถึงขั้นที่สุด เรา บริสุทธิ์ “ศีล” นั้นๆได้ จนเป็นความง่าย ความสบาย ความอัตโนมัติ อันคือ ความ “ปกติ” สมบูรณ์แล้ว นั่นเอง (เรื่องใด เราดี “ปกติ” สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว ก็คือ เรามี “ศีล” อยู่แล้ว เราเป็นอยู่เป็นไปตาม “ศีล” มาก่อนแล้ว เรื่องนั้น ก็ไม่ต้องปฏิบัติอะไร) ความรู้จริงในสภาวะที่กล่าวถึงอย่างนี้แล คือ… “ปัญญา” ของผู้มี “ศีล” หรือคือ “ปัญญาอยู่ที่ใด ศีลอยู่ที่นั้น ซึ่งเมื่อผู้ใด มีถึงขั้นนี้จริง (เป็นขั้น “อัตตานุทิฏฐิ”) ก็ ยิ่งจะเกิด ศรัทธา-วิริยะ-สติ-สมาธิ-ปัญญา ที่ผู้นั้นกันจริงๆ มีกันจริง โดยจริง สังเกตดูเถิด จนขั้นจบ ก็จะพบ ความเป็น “อนัตตา” ของทุกข์ ของกิเลส ชัดแท้ ที่ “ศีล” และ “อธิจิต” ได้ช่วยขัดเกลาให้ แต่ละข้อ และแต่ละขั้น ยิ่งๆขึ้นไปๆ จนจบเสมอ คือ หมดทุกข์ หมดอนุสัยกิเลส และ สิ้นสังโยชน์สูงสุด ถึงพ้น “อวิชชาสังโยชน์” หรือ เราบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ตรงตาม “ศีล” นั้นๆ ได้อยู่แท้ๆ ทั้งภายนอก-ภายใน และ หมด “ยึดถือ” อย่างเป็นของจริง แต่ผู้นั้น จะเป็นผู้มี “ศีล” อยู่แท้ โดยมีความเป็น “อนัตตา” ให้เจ้าตัวสัมผัสได้จริง (คือ พ้น “อัตตานุทิฏฐิ”) หาใช่ “อนัตตา” ที่เป็นสภาพเพียง.. “การรู้ความหมายของภาษา” หรือ หาใช่ “อนัตตา” ที่เป็นเพียง… “ผลของความเทียบเคียง ในปัญญาของเรา” และหรือ หาใช่ “อนัตตา” ที่เป็นเพียง… “ความเชื่อว่า เราไม่มีความเป็นตัวตนแล้ว เอาง่ายๆ” เท่านั้นไม่ ! แต่เป็น “ความไม่มีตัวตน” ของทุกข์ ในเรื่องนั้นๆ จริง เพราะ “ความไม่มีตัวตน” ของกิเลส แม้แต่อย่าง หยาบ-กลาง-ละเอียด ในเรื่องนั้น ๆ แท้ ซึ่งต้องเห็น “ความไม่มี” ด้วยญาณ ที่หยั่งถึงที่สุด แห่งก้นบึ้งของจิตตน แม้แต่ส่วนที่เรียกว่า “อนุสัย” กันแน่ๆ คมๆ แม่นๆ โดยมีสภาวะที่ “ถูกรู้เห็น” แท้ๆ ชัดๆ แล้ว ผู้นั้นจึงจะพ้นทุกข์ถาวร และ หมดสิ้นสนิท ทั้งกิเลสแท้ (เพราะดับ “เหตุแห่งทุกข์” แท้ มิใช่เพราะ “เสพสม” หรือ “บำบัด” แค่นั้นด้วย) และมีทั้ง “ศีล” มีทั้ง “ปัญญา” อยู่ครบพร้อมด้วยกัน ทั้งสิ้นอีก จึงจะชื่อว่า “ความหลุดพ้น” อันเป็นอริยบุคคล ถึงจุดสุด ที่ถูกจริง เป็นจริง มิใช่ หลงๆ หลวมๆ ปลอมๆ หรือ มีแต่ “ปัญญา” ที่ไม่มี “ศีล” ไม่มี “ธรรม” กล่าวคือ มีแต่ “ปัญญา” แสนรอบรู้ ว่า อย่างนั้นดี เช่นนี้ควรเป็น สุดจะเข้าใจซาบซึ้ง แต่เมื่อ เอา “ศีล” –เอา “ธรรม” นั้น จับวัดเข้าไปในผู้รู้ไซร้ ก็เป็นไม่ได้ ทำไม่ถึง หรือไม่ก็เป็นแต่ “ปัญญา” ที่สร้างนั่น ก่อนี่ ความรู้เชิงนั้น วิชาการเชิงนี้ อันเป็นผลของความคิด ที่สามารถผลิต ทั้งวัตถุ และทั้งภพภูมิ แห่งจิตวิญญาณ ซึ่งผู้ยังเป็นทาสสิ่งเหล่านั้น ยังหลงทำ หรือ ยังต้องทำอยู่ (โลกียวิชา) และ ก็เพราะ “หลง” นั่นเอง จึงยังทำเพื่อ “แลก” ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-โลกียสุข มาเสพสม อยู่ตามระดับ ที่ผู้นั้นยัง “เหลือ” ไม่จบสิ้นลงได้ โปรดศึกษา “ศีล” ตรวจ “ศีล” ปฏิบัติ “ศีล” ของพระบรมศาสดา ให้จริงเถิด แล้วประพฤติไปกับ การสร้างนั่น ก่อนี่ คิดรู้เชิงนั้น ทำวิชาการเชิงนี้ พลางก็ได้ และ ไล่ (ศีล) ตามข้อ ตามขั้น ดูไปเรื่อยๆ… จะเห็น “ปัญญา” ที่มี “ศีล” ในตน จนได้เข้าจริงๆ ไม่เช่นนั้น ผู้นั้นแม้จะมี “ปัญญายิ่ง” ก็จะมีเชื้อของ… “จอมโจรบัณฑิต” หรือ “The Great Pretender” ได้อย่าง แสนมารยา ซ่อนลึก และสุดร้าย หรือ ยิ่งคือ “โจรบัณฑิต” ที่เป็น “จอม” นั่นเอง เพราะ ยิ่งมี “ปัญญา” ก็ยิ่งเลี่ยงสุดเร้น อำพรางสุดรอย ชนิดที่ แม้เจ้าตัวก็แทบ “ไม่รู้ตัว” โน่นทีเดียว บางครั้งบางขณะ
เว้นแต่ ผู้นั้นยัง “อวิชชา” โดยที่เจ้าตัวก็ ยอมรับ และ ยอมรู้ ในความโง่ข้อนั้นๆ หรือ ผู้นั้นไม่มีเจตนาเลย เป็นแต่ปัญญาตน ยังจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน และ “ศีล” หรือ “อธิศีล” ของตน ที่ยังปฏิบัติไม่ถึง แท้ๆ จริงๆ เท่านั้น ซึ่งเมื่อผู้ใดเริ่ม รู้ทัน “อวิชชา” สังโยชน์ นั้น ๆ จริงแล้ว ก็จะเห็นความเป็น “อุทธัจจสังโยชน์” เป็นรูปเป็นรอย ชัดขึ้นๆ ตามมา และสุดท้าย ก็จะจับต้นเหตุ – ต้นเชื้อ – ต้นตระกูล –ต้นเค้า ซึ่งเป็นวายร้าย ที่ก่อความเป็นโจรได้ ว่า ที่แท้ “มานะสังโยชน์” นั่นเอง ที่คือ ตัว “จอมโจรบัณฑิต” แท้ๆ ตรงๆ และ มันมีในคนจริงๆ แม้ถึงขนาดพระอริยเจ้า ขั้นที่ หลงตนว่าเป็น “อรหันต์” หากไม่ตามรู้มันให้ชัด และล้างทำลายมัน ให้ดับสูญสนิทกันแท้แล้ว มันก็จะยังคงคือ “โจร” ที่เป็น “จอม” อยู่นั่นเอง จะป่วยการ กล่าวไปไย กับคนที่ยังไม่มี อริยคุณ เป็นหลักประกัน แม้เพียงสักขั้น. ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๓
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๕
ธรรมดา คนเขาอยาก ให้เราดี แต่เราเด่น ขึ้นทุกที เขาหมั่นไส้ ไม่ใช่ “ดี” ขืนเด่น นั่นเป็นภัย แต่ถ้า “ดี” เด่นได้ เด่นเถิดดี ทำดีมาก จนเด่น เป็นความเก่ง แต่ นักเลง เบ่งเด่น นั่นเป็นผี ยิ่งอยากดัง-เด่นเปล่า เขลาอัปรีย์ ดีเถิดดี เด่นเถิดเด่น ตามเป็นจริง ขยันทำ ดีให้มาก อย่าอยากเด่น หรือ คิดเข่น ข่มเด่นใคร ใจบาปสิง ปัญญาใหญ่ ซ่อนใจนะ จะเตือนติง ให้รู้สิ่ง นิ่งทำการ ใต้ฐานใจ พอเห็นเขา เด่นเฉียบตู “ตัวกู” เกิด คั่งระเบิด แขวะระบาย ขาย อนุสัย โจรบัณฑิต ชนิด “จอม” ย่อมเป็นไป ตามครรไล แห่งครรลอง ของสัจธรรม ๑ มิถุนายน ๒๕๒๔
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๖
ฝกต๋นมีชะข้า ไหมหลู หมบตะเหล็นเฉ่นหมู ท่านบั้ว เควลนเข่วคนลู ใลเหญ่ว ด๊อนเหรือดแท่นทั้งควั้ว ห่ายร้าเลืองมง ฝนตกมาชะขี้ หมูไหล เหม็นตลบฉู่เหม็น ทั่วบ้าน คนเลวขู่คนเลว เลวใหญ่ เดือดร้อนทั่วทั้งแคว้น ห่าร้ายลงเมือง เชื้อโรค (ความเลว) ที่ได้ปุ๋ย มันก็จะแพร่ขยาย เหมือนขี้หมู พอได้ฝนตกชะ ก็หลากไหล คละคลุ้ง ฉะนั้น แล้วก็ระบาดฟุ้ง เน่าเหม็น ระบือตลบอบ ฉาวโฉ่กันไป ทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อ “ความเลว” ได้แพร่ไป และ กลืนคน ให้เป็น “คนเลว” กันมากหน้าขึ้นถ้วนทั่ว จนได้ที่แล้ว “คนเลว” ก็จะพยายามช่วย “คนเลว” ปกป้อง “คนเลว” กันเป็นธรรมดา และ ขู่ “คนเลว” ไม่ให้ไป ช่วย “คนดี” ไม่ให้ไป สนใจ “ความดี” ขู่ “คนเลว” บีบบังคับ “คนเลว” ให้จำใจเลว อยู่อย่างเดิม ไม่ให้นอกคอก ขู่ “คนเลว” ให้อยู่ในขอบเขต อาณาจักรแห่ง “ความกลัว” และ “ความโง่” นี้คือ “ความเลวใหญ่” (ไลเหญ่ว) ความเดือดร้อนทั่ว ทั้งบ้านทั้งเมือง จึงได้ทับถมทวียิ่งๆ ขึ้น เป็นห่าร้ายลงเมือง และ โรคห่าที่ร้ายสุด ทั้งหนักที่สุดในบ้านเมือง ขณะนี้ ก็คือ… “บัณฑิต” หรือ “ผู้ทำการทำงาน” ให้แก่ประชาชน (สังคม) ให้แก่บ้านเมือง ทั้งหลาย “ไม่ซื่อสัตย์” หรือ เป็น “โจร” ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว มีครบ ทั้งโจรน้อย หรือ โจรขนาดกลาง หรือ โจรขนาดใหญ่ ตามขนาดของกิเลส มันระบาดร้าย ลงเมือง จนเป็นห่าแล้ว
โอ ! เมื่อไหร่ “คนดี” จะกล้าเข้าข้าง “คนดี” บ้าง จะกล้าช่วย ผนึกสังคม “คนดี” กัน ให้มีพลังขึ้นได้บ้างหนอ ? ! ๘ สิงหาคม ๒๕๒๔
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๗
เอเสวะ มัคโค นัตถัญโญ มีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่น ทัสสนัสสะ วิสุทธิยา ที่จะนำไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งทัศนะ เอตัญหิ ตุมเห ปฏิปัชชถะ พวกเธอจงเดินตามทางนี้เถิด มารัสเสตัง ปโมหนัง บนทางสายนี้ก็เถอะ พญามาร มักออกฤทธิ์ พาให้หลงทางได้เสมอ นี้คือ คำตรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยืนยันอยู่ดังนี้ๆ เพื่อนชาวพุทธเอ๋ย ! โปรดสดับ และ ใช้ปัญญา อะไรหนอ…? คือ มรรคา ที่แท้ บรรดา จอมโจรบัณฑิต ต่างได้ประกาศก้อง ตามคารมตนแล้ว มากมายเอาจริงๆ บ้างว่า ทางไปนิพพานนั้น ย่อมมี ได้ “หลายทาง” ดังนั้น ใครๆ จึงอย่ายึดมั่นถือมั่น อย่าเถียงกัน อย่าทำความแตกแยก (ทั้งๆ ที่มันกำลังแยกกัน “หลงไปคนละทาง”) จงปล่อยให้เขาเลือกทางเดิน ตามใจของเขา ทั้งหลายเองเถิด (ซึ่งเป็นคำพูด ที่ดูเหมือนโก้ เพราะประหนึ่ง ให้อิสระดีจริงหนอ แต่ที่แท้ ผู้พูดนั้น ไม่รู้ทาง ถูกจริงคมชัดมั่นใจ และปล่อย ให้เพื่อนหลงทาง) แถมยกตัวอย่าง อ้างประกอบ ชนิดเถียงไม่ได้ เสียด้วย เช่น… จะไปอยุธยา ย่อมเลือกไปได้ แม้ทางน้ำ -ทางถนน -ทางอากาศ ดั่งนี้ นั่น…เป็นคำกล่าวที่ค้าน คำพระดำรัสของ พระพุทธองค์แล้วโต้งๆ บ้างก็ว่า ถ้าแม้นมีใครแปลกแผกแยก ต่างไป จากที่ตน ได้เข้าใจอยู่ -เป็นอยู่ -ท่องจำอยู่ -ยึดถืออยู่ ผู้นั้นต้อง คือ ผู้แยก “นิกาย” หรือ ผู้นั้นต้องเป็นนัก “สัทธรรมปฏิรูป” มิตรพุทธเอ๋ย! แน่หรือ? เช่นไรกันแน่ คือ “นิกาย” ที่ถูกชัด คือ “สัทธรรมปฏิรูป” ที่แม่นตรง ถ้าผู้ใดมีพฤติกรรมสำคัญ ที่มันได้… เพี้ยนออกจาก “ศีลแท้ ๆ ธรรมแท้ ๆ วินัยแท้แห่งพุทธ” ไปแล้ว ผู้นั้นต่างหาก คือ ผู้แยกเป็น “นิกาย” ผู้นั้น มิใช่หรือ? แตกหล่นออกไปจากพุทธ แล้วใครเล่าหนอ… ที่ได้เพี้ยน แยกออกไป! จนไม่ตรงศีล ไม่ตรงธรรม ไม่ตรงวินัย กันแท้…? ความเป็นจริงแห่งพฤติกรรม แห่งความเป็นอยู่ของเรา ถูก “ผู้รู้ท่านได้ ใคร่ครวญแล้ว จึงตำหนิเราด้วยศีล ได้หรือไม่” …? เราได้หลงเอาพฤติกรรม หลงทำคำอธิบาย ให้ค่อยๆ ปน ค่อยๆ แปลงลงไป จนพฤติภาพแห่งพุทธ และ คำอธิบายแห่งธรรม ได้เพี้ยนย้าย ได้แปลกเปลี่ยนออกไปๆๆ อยู่แล้วๆ เล่าๆ จาก สัทธรรมเดิม อย่างไม่รู้ตัว หรือเปล่าเอ่ย? แล้วตนก็หลงตัว อยู่นั่นเอง ว่า เราคือ กลองใบเก่า ที่ยังคงชื่อว่า “อานกะ” (เช่นที่ยังชื่อว่า “พุทธ”) แท้ๆ… ตนหาได้เหลือ ความเป็นเนื้อเก่า แห่งกลอง “อานกะ” ไม่เลย แต่ก็พยายามประกาศก้อง ว่า หากผู้ใดไม่เหมือน “ตน” แล้ว… ผู้นั้นต้องเป็นนัก “สัทธรรมปฏิรูป” ต้องเป็นผู้ทำสังฆเภท แยก“นิกาย” ก็ใครเล่าหนอ… ได้ปฏิรูปพระสัทธรรม ของพระพุทธองค์ มาแล้วนักหนา จนเป็น “นิกาย” จากพุทธ ไปเกือบสิ้น ความเป็น “พุทธกาย” แล้ว ผู้ที่ถูก พญามาร เล่นงานเอา แล้วก็ได้ หลงทาง ออกไป -ออกไป-ๆ-ๆ-ๆ จาก ทางสายนี้ อันคือ สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้นเครื่อง มีมรรคองค์ ๘ เป็นเฟืองรอบ มีโพชฌงค์ ๗ เป็นพลังขับ หรือคือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นองค์ประกอบ ศิลป์ สมบูรณ์ ซึ่งบ้างก็หลงออกไป อย่างไม่เหลือหลอ เพราะไปมี “ทาง” สายอื่นเดิน ไปมีแนวทางอื่นปฏิบัติ โดยมีชื่อภาษาก็เป็นอื่น หลักการก็อย่างอื่น การกระทำก็แบบอื่น เช่น บ้างก็ว่า ปฏิบัติ คือ การ “นั่งหลับตา”… ปฏิบัติ คือ การ “นั่งยกมือ” … ปฏิบัติ คือ การ “เพ่งความใส เพ่งดวงแก้ว” ฯลฯ นี้จึงจะเป็นทางบรรลุ… ว่ากันถึงปานดังนี้ หรือบ้างก็ว่า “จงคิดค้นด้วยปัญญาให้เห็นแจ้งว่า… ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน” แล้วจะบรรลุ..ดังนี้ ก็ว่า หรือ แม้บางพวก จะเรียกชื่อใช้ภาษา ก็ยังมีคำ มีความเดิม แห่งทางธรรมอยู่ ว่า ปฏิบัติต้องเดินตามทาง “สติปัฏฐาน” หรือ ด้วยวิธีการแห่ง “มรรคองค์ ๘“ แต่ทว่า มีเหลืออยู่จริงก็เพียง สำเนียงเสียง ของคำกล่าว-คำเรียก อยู่เท่านั้น ส่วนแบบแผน พฤติกรรมสำคัญ แห่งกรรม ทางกาย-ทางใจ นั้น หาได้เป็นเช่น พุทธแท้ -ความหมายเดิม ไม่แล้ว เขาไปมีพฤติกรรมใหม่ แบบแผนใหม่ อันกลับเข้าไปเป็น ฤาษีเดียรถีย์ ที่มีระบบเก่า ก่อนพุทธเกิด ก็มี บ้างไปเป็นผู้มี พฤติกรรมเก่า แบบแผนเก่า คือ ได้หลงเป็นนักคิด นักค้นพบ คำใหม่ เหตุผลใหม่ เป็นนักตรรกะ แล้วก็หลงว่า ตนบรรลุ ตนรู้แจ้ง อนัตตา สุญตา ตนได้เห็นชัดแล้ว ซึ่งนิพพาน ดั่งนี้ ก็มี ที่แน่ ๆ ก็คือ สภาพของผู้ที่ถูกพญามาร เล่นงานเอา เหล่านี้ ไม่มีการงาน อันพอจะมีค่าว่า “ได้เสียสละ” ได้ทำอะไร เป็นการ “ละตัวตน” ให้เป็นประโยชน์แก่ มวลมนุษย์ จนคุ้มแก่การเลี้ยงตัว ให้พอพ้น การเป็นหนี้ก้อนข้าว หรือเงินทอง ที่ตนยื่นมือ แบออกไป รับมา พร้อมกับร้องว่า ตัวปฏิเสธไม่ได้ ! ๆๆ ขัดศรัทธาไม่ได้ !! ก็มีให้เห็นอยู่ มากหลายดาษดื่น หรือ แม้บ้างจะมีความขยันหมั่นเรียน หมั่นเพียรเผยแพร่ แต่ก็ยัง เสพสม -สะสม -ไม่ยอมคาย - ไม่ยอมลดละ -ไม่ยอมวาง -ไม่ยอมหมดตัว บางคนแม้แค่ วัตถุสมบัติ ก็ไม่ยอมมักน้อย บางคน ยอมหมดตัวทาง วัตถุ แต่ ไม่ยอมหมดตัวทาง นามธรรม ทว่าซ่อนพราง อย่างแหลมคม ด้วยคารมป้องกันตน ก็มีมากเหลี่ยม มากเล่ห์ เก๋ไก๋ ยั่วยวน ชวนคนนิยม จนหลงลมกันอยู่ ก็มากล้น เพื่อนชาวพุทธเอ๋ย ! โปรดสดับ และใช้ปัญญา อะไรเล่า…? คือ มรรคา ที่แท้ อย่าได้หลงทาง ตามพญามารไปเลย
“หลง” นั้นคือ ถูกล่อให้เห็นตาม เชื่อตาม ไปได้แล้วจริง แต่เป็นความเชื่อใน สิ่งผิด ใน ความผิด ยิ่ง “ผู้หลง” นั้น เป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด ปราดเปรื่อง ด้วยแล้ว ยิ่งซ้ำร้ายใหญ่ เพราะยิ่งจะเป็น “โจร” ที่ได้ชื่อว่า “จอม” นั่นเทียว
และ ยิ่งถ้าเป็น โจรปล้น “สัทธรรม” เป็น โจรเข่นฆ่า “พุทธศาสน์” ด้วยแล้ว ก็เลยไม่มีคำกล่าวที่ “ยิ่ง” ใดๆ ให้แก่เพื่อนชาวพุทธได้อีก ซ้ำ…ที่น่าสงสารสุดแสน ก็คือ เขาได้ฆ่า “พุทธศาสน์” แล้ว ด้วยเจตนาที่แสนดี อันเนื่องมาแต่ เขามี ศรัทธาที่แสนแรง เพราะ อนิจจา!… “เขาหลงทาง” ด้วยอนิจจังที่แสนจริง. ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๔
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๘
“เสียสละ” นั้น เป็นความดี “เอาเปรียบ” นั้น เป็นความเลว บัณฑิตทั้งหลาย หรือ ผู้มีปัญญา ต่างก็รู้จริง เข้าใจได้ แต่เพราะจิต ของบัณฑิตนั้นๆ ยังอ่อน อำนาจจิตยังไม่มี จิตยังไม่แข็งพอ สู้อำนาจของกิเลสไม่ได้ จึงยังต้อง “เอาเปรียบ”อยู่ ยัง“เสียสละ” ไม่ได้ ถ้าผู้ยัง “เอาเปรียบ” นั้น ยอมรับตรงๆ ว่า ตนยังเลว ตนยังไม่สามารถ ทำดีนั้นๆได้ อาจจะเพราะตนยังจำยอม เนื่องด้วยวิบาก เป็นที่สุด แม้กำลังจิตตนนั้น จะสามารถเสียสละ ได้แล้วจริง ก็ตาม ผู้นั้น ก็ยังไม่ชื่อว่า โจร แต่ถ้า ผู้ยัง “เอาเปรียบ” นั้น ใช้ปัญญา ประดิษฐ์กิริยาบ้าง ประดิษฐ์วาจาบ้าง เสแสร้งกลบเกลื่อน “ความเอาเปรียบ” นั้นๆ ของตน และแล้ว ไม่ยอมรับผิด ไม่ยอมรับความจริง ในความไม่สมบูรณ์ของตน ก็กิริยานั้นๆ วาจานั้นๆ นั่นแหละ คือ ท่าทีที่เรียกว่า ความเป็น “จอมโจรบัณฑิต” ที่มีบทบาท ย้อนแย้ง ไม่เรียบร้อยสันติลงได้ และ เป็น “ปัญหา” ที่ไม่ลงตัว อยู่ในสังคม ๒๑ มกราคม ๒๕๒๕
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๙
บุคคล ผู้หลงตน ว่า ตนฉลาด เหนือผู้อื่น จะเกิดความประมาท หมิ่นแคลนว่า ผู้อื่นไม่รู้เท่าทัน แล้วตนก็จะมีความระมัดระวัง ในสิ่งบกพร่องผิดพลาดของตน น้อยลงๆ หรือ แม้ตนผิดพลาด ก็จะพยายามหาข้อแก้ตัวกลบเกลื่อน ให้แก่ตนอยู่เสมอ บุคคล ผู้นั้น คือ จอมโจรบัณฑิต ผู้จมปลักเสียแล้ว. ๙ เมษายน ๒๕๒๕
เพลงจอมโจรบัณฑิต หมายเลข ๑๐
“เปลือก” เป็นสิ่งเห็นได้ก่อน เห็นได้ง่าย “ความรู้” ขั้นอ่าน ขั้นคิด ขั้นปริยัติ ขั้นทฤษฎี นั้น ก็ เช่น “เปลือก” คนรู้ คนเห็น “เปลือก” จึงง่าย จึงมาก จึงเกลื่อนกล่น และ จะสร้าง จะทำให้มาก ได้ง่าย ได้เร็ว หากจะใช้ “ความมาก” เท่านั้น เป็นเครื่องตัดสิน “เปลือก” ก็ต้องเป็นใหญ่ “เปลือก” ก็ต้องชนะ “เปลือก” ก็ต้องดี เพราะ “เปลือก” ย่อมมาก ย่อมดื่นดาษ ย่อมชัดง่าย “เปลือก” ก็จะเป็นความถูกต้อง เป็นอำนาจ ลักษณะดั่งนี้เอง เรียกว่า โลกาธิปไตย หรือ สังคมนิยม เปลือกๆ
ส่วนการเอาแต่ ความเห็น-ความรู้ ของตนของตัว ไม่ยอมเอาเหตุเอาผล ของคนอื่น มาร่วมประกอบการตัดสิน “ตน” ก็ต้องเป็นใหญ่ “ตน” ก็ต้องยืนกรานชนะ “ตน” ก็ต้องยึดว่าดี “ตน” ก็จะต้องเป็นความถูกต้อง เป็นอำนาจ ลักษณะดั่งนี้เอง เรียกว่า อัตตาธิปไตย หรือ เลือดเผด็จการสด ๆ “แก่น” เป็นสิ่งเห็นได้ทีหลัง เห็นได้ยาก “ความรู้” ชนิดที่มีทั้งทฤษฎี มีทั้งการปฏิบัติ จนได้ผลทางกายจริง และ กระทั่งสูงสุด ทั้งมีผลถึงขั้น “จิตเป็น” ได้จริงแล้ว นั่นคือ ผู้ที่รู้ทั้งเปลือก ทั้งเป็นได้ เป็นลำดับ แล้วทะลุถึงแก่นใน คนรู้ คนเห็น “ของจริง” ทั้งเปลือก และทะลุถึงแก่น จึง มียาก จึง มีได้น้อย และ จะสร้าง จะทำให้มาก ได้ยาก ต้องพากเพียร ต้องอุตสาหะ ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้เป็นได้ ทั้งเปลือก และทะลุถึงแก่น ชื่อว่า “บัณฑิตแท้”
ดังนั้น การตัดสินที่ดีที่สุด จึงต้องใช้หมู่ หรือ ใช้สภาที่มี “แก่น” เป็นหลัก เป็นสำคัญ คือ ในหมู่นั้น หรือ สภานั้น ต้องมี “บัณฑิตแท้” ร่วมด้วยเพียงพอ ยิ่ง เป็น “บัณฑิตแท้” มาก ยิ่งดีมาก ยิ่งมีมาก ยิ่งจริงมาก “แก่น” ก็จะมีฤทธิคุณ มีบุญญาภินิหาร “แก่น” ก็จะชนะ “แก่น” ก็จะนำพาให้เกิด ความถูกต้องขึ้นในโลก จึงเป็นอำนาจ ลักษณะดั่งนี้เอง เรียกว่า ธรรมาธิปไตย หรือ สันติภาพแท้ สภาใดไร้แก่น หรือ ไร้บัณฑิตแท้ แม้จะตัดสินอะไร มตินั้นก็ไม่ถูกต้อง ดีไม่ได้ ได้ไม่ดี จริงไม่ถึงที่สุด พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า “สภาใดไร้บัณฑิต (แก่น) มิใช่สภา”
ผู้ที่ใช้แค่พลังมวลหมู่ชนที่เป็น “เปลือก” หรือ ผู้สร้าง “มวลประชา” ด้วยการระดม สะสมเพียง “ฉาบความรู้” แม้จะมากปานใดๆ แล้ว นำมาเป็นมติตัดสิน จึงเป็นเพียง “โลกาธิปไตย” (ประชาธิปไตยไร้แก่น สังคมนิยมเปลือกๆ) ส่วนผู้ที่ไม่ฟังเสียงผู้อื่น ยึดยืนอยู่แต่ความเห็น ความรู้ ของตน ต่อให้คนที่มีฤทธิ์ มีแรง มีอำนาจ แต่มีดีแค่ขั้น “เปลือก” ก็เป็นเพียง “อัตตาธิปไตย” (หรือจะเป็น “หมู่น้อยๆ” ก็คือ เผด็จการ ในรูปแบบต่างๆ) ผู้มีปัญญาสุจริต มีความฉลาดกุศล จะเข้าใจแก่น จะเห็นบัณฑิตแท้ จะเอา “ความรู้” ของบัณฑิตแท้บ้าง บัณฑิตรองบ้าง เป็นหลัก เป็นแกนนำ เป็นเครื่องตัดสินชี้ขาด เป็นที่สุด จึงเป็น “ธรรมาธิปไตย” เที่ยงแท้ ผู้มีปัญญาทุจริต มีความฉลาดเฉโก จะไม่เห็นแก่น จะเข้าใจ “บัณฑิตแท้” ผิดด้วยซ้ำ ป่วยการกล่าวไปไย ที่เขาจะรู้จะเห็น “บัณฑิตรองๆ” ได้ชัด ดังนั้น เขาจะไม่มีแก่น ไม่มีบัณฑิตถึงแก่น ถ้า ยิ่งหลงตนใหญ่คนเดียว ก็จะไม่พึ่งแม้เปลือกอื่น ไม่เอามวลกันเลย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive