สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน นาม 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน นาม 5 อาตมาย้ำตรงนี้นานแล้ว มาเข้าสู่ประเด็นปัญหา คนนี้ถาม เรื่อง เวทนา ในนาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ในมูลสูตรมี ฉันทะ เป็นมูล มนสิการเป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นสมุทัยมีมนสิการเป็นแดนเกิด ในนาม 5 เวทนามาก่อน ผัสสะ ส่วนมูลสูตร เวทนาอยู่หลังผัสสะ ในปฏิจจสมุปบาท (เสียงพ่อครูขาดไป ตัดออกด้วย) ในปฏิจจสมุปบาท มีทั้งอนุโลมและปฏิโลม จะบอกว่าอะไรมาก่อนหลังก็ได้ทั้งนั้น ก็ตัด ปฏิจจสมุปบาทไป เหลือในนาม 5 และมูลสูตร ในนาม 5 จะปฏิบัติทำใจในใจเป็น มนสิการ ถ้าจะพูดรวมเป็น common noun คือวิญญาณ จะพูดเป็นเฉพาะ proper noun ต้องรู้จักจิต แล้วแยกเป็นเจตสิก จากหยาบถึงละอียดเรียกมโนหรือมนะ ตัวละเอียดสุด เพราะฉะนั้นคุณจะทำจิตเป็น ก็ต้องทำจิตที่ละเอียดภายใน แต่จิตหรือมนะ หรือวิญญาณ คุณต้องเกี่ยวข้องกับภายนอกเสมอเรียกว่ากาย กายะคือจิตคือมโนคือวิญญาณ การปฏิบัติต้องเกี่ยวกับภายนอกต้องมีผัสสะ คุณจึงจะทํามนสิการได้ หรือมนสิการทำใจในใจเป็น ทำใจในใจไม่เป็นก็ได้ นั่งหลับตาเขาก็ทำใจแต่ไม่มีผัสสะเลย ยิ่งมิจฉา ของพระพุทธเจ้าต้องลืมตามีผัสสะ มีปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 ทำงานร่วมกันเป็น ภาวรูป 2 คุณอธิบายรูป 28 ได้ไหม หากไม่มีผัสสะก็ไม่รู้ รู้แต่สัญญา สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ผู้รู้แล้วจะเอาสภาวะกับบัญญัติภาษามาอธิบายให้เลิกสับสนได้ แต่ก่อนนี้คุณสับสนกันไหม ไม่ได้รู้มาแต่เกิด ตอนนี้ก็พอรู้เรื่องบ้างแต่ก็ยังสับสนอยู่ สรุปลงตรงนี้ ในเวทนาหรือในผัสสะ คุณพยายามรู้สภาวะ ผัสสะนั้นคือองค์ประกอบต้องสอง เวทนาสองก็ได้หนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะปฏิบัติต้องมีผัสสะเป็นมรรค ในมูลสูตร ผัสสะเป็นมรรค เป็นทางปฏิบัติมาก่อนเวทนา ส่วนในนาม 5 มนสิการ มีผัสสะ จะปฏิบัติ
อ่านต่อ
ธรรม ทำอะไร ไม่ใช่ทำแต่ภายนอก ดินน้ำลมไฟ โดยเฉพาะกายภายนอกก็ไม่ใช่ ต้องทำภายใน และต้องทำถึงที่เกิด คือมน จิตวิญญาณ มน เล็กกว่าจิต เล็กกว่าวิญญาณ จึงเป็นต้นเค้าต้นรากคือ มนะไม่ใช่จิตหรือวิญญาณในมูลสูตรจึงใช้มนะไม่เอาจิตหรือวิญญาณ ท่านให้ทำที่จิตคือ สิการ ที่มนะ จิตคือให้รู้แบบกว้างขวาง แต่ให้ทำที่มนะ ไม่ได้บอกวิญญาณสิการ แต่บอกมนสิการ แต่ทุกวันนี้แปลโยนิโสมนสิการว่าคิดลึกทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ แต่โยนิ แปลว่าที่เกิด ถ้าเผื่อว่าไม่แม่นในสภาวะ รับรองพูดไปยิ่งหมุนสับสน แต่นี่กระจ่างขึ้นไหม สาธุ
เจตนาเป็นตัวกลาง ตัวการ เจตนาเป็นตัวที่อยากเป็นตัวกลาง ตัวการ ในเวทนาจะมีเหตุคือตัณหา จะมีสุขหรือทุกข์เกิดจากตัวตัณหาเป็นเหตุ เพราะฉะนั้น อุปาทาน ตัณหา เวทนา เป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน อนุโลมปฏิโลม กลับไปกลับมาเป็นเหตุปัจจัยกันและกัน ในสัญญา ตัวสำคัญที่คุณจะต้องใช้ ตั้งแต่ต้นจนจบสัญญาเวทยิตนิโรธ ยังมีเวทยิตคือมีเวทนาเหมือนกัน นิโรธคือตัวดับ สัญญาคือตัวกำหนดรู้ เป็นสามเส้า ตัวจิตทำงานเป็นธาตุรู้ ต้องใช้สัญญาทำตั้งแต่ต้น อยู่ในสัญญาหมด ไม่ไปไหน คุณจะดึงระลึกได้ไหม จะระลึกของเก่าได้มันไม่ไปไหน หากคุณระลึกไม่ได้ก็ว่าไม่มี ไปอ่านในพรหมชาลสูตร ท่านก็ว่าระลึกได้แค่นี้ อันอื่นไม่ได้ในอดีต18 ที่อาตมาดึงมาให้รู้ได้ เยอะไหม ไม่สับสนกัน พวกคุณฉลาด หรืออาตมาเก่ง ถ้าคุณปฏิบัติไม่ได้ก็จะสับสน คนที่ปฏิบัติธรรมไม่ได้ขอยืนยันว่าจะสับสน แม้จะตั้งหลักมีสติสัมปชัญญะมีปัญญาปฏิภาณให้ดีเรียนให้ได้ แต่ถ้าไม่มีมรรคผลจะสับสน มึน ลืม ไม่แม่นไม่จำ เพราะไม่มีสภาวะในตัว ใครมีสภาวะจะจำได้ง่ายและไม่สับสน ผัสสะในนาม 5 คุณต้องมีเป็นสมุทัย ในปฏิจจสมุปบาทถ้าไม่มีผัสสะก็เรียนรู้เวทนาไม่ได้ ต้องอ่านเวทนา จนเวทนานี้ คุณทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่งได้ๆ สโมสรณา สั่งสมลงตกผลึกลงควบแน่นเป็นหนึ่งๆๆ อย่างแข็งแรงตั้งมั่นคงที่เที่ยงแท้ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) 600821_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ่อครูคือสยังอภิญญา