สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปักหมุดสัมมาทิฏฐิ 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข22 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

ปักหมุดสัมมาทิฏฐิ 10 ส.ฟ้าไท_พ่อครูพูดถึงสัมมาทิฏฐิ 10 เราก็เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ แล้วออกไปปฏิบัติ ถ้าเป็นโพธิสัตว์จะต้องศึกษาอีกใช่ไหมครับ แม้แต่องค์ 6 ของปัญญาก็ต้องศึกษาอีกใช่ไหมครับ ตอบ..ก็แน่นอน ต้องมีรายละเอียดที่จะศึกษาอีก แม้แต่โลกวิทูก็ต้องรู้เพิ่มอีก แล้วเราก็ช่วยคน ในโลกนี้ โลกโลกียะนี่แหละ เราก็จะได้ช่วยโลกียะ เพิ่มขึ้นไปๆ มีโลกุตระ โลกวิทูเพิ่ม เราก็เจริญยิ่งขึ้น ไปจนถึงเป็นพระพุทธเจ้าเลย ในทิฏฐิ 10 ของพระพุทธเจ้า จริงๆแล้ว อาตมาก็ว่า อาตมาอธิบายยังไม่เก่งเท่าไหร่ ก็ครบอยู่ในนี้แหละ ตั้งแต่ทาน ศีล ทานเป็นเบื้องต้น ศีลก็คือหลักเกณฑ์ปฏิบัติ ตัวสุดยอดคือทาน ปฏิบัติศีลก็เพื่อละตัวตน หมดตัวตนก็เพื่อให้ ปฏิบัติทานก็เพื่อหมดตัวตน ปฏิบัติศีลก็เพื่อหมดตัวตนแล้วมาเป็นผู้ให้ เราทำแต่ให้ เรารับก็ไม่ต้องรับมาเป็นของเรา เอามาเป็นอุปกรณ์ในการทำงานอีก หรือไปแจกต่ออีก ทานกับศีล หรือยัญพิธี วิธีปฏิบัติทั้งหมด ผลก็คือละกิเลสหมดตัวตน แล้วก็เป็นผู้ช่วยโลกโดยไม่มีตัวตน ส่วนข้อที่ 3 ที่แปลโดยพยัญชนะว่า สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล สังเวยคือทำแล้วเพื่อเราจะได้เป็นผู้ให้ ผู้เอาออก จนเราให้ได้สำเร็จ ได้ผลเป็นผู้ที่หมดตัวตนสำเร็จ เป็นผู้มีจิตหุตัง เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์หมดตัวหมดตน เพื่อจะเป็นผู้ให้ที่สมบูรณ์ เรียกว่าเกิดทาน ศีล ภาวนา เป็นผู้ ศีลก็เพื่อที่จะเป็นผู้ให้ เมื่อสำเร็จการเป็นผู้ให้ก็เรียกว่าการเกิดผล คือภาวนา เป็นความสำเร็จผลที่ตัวเรา ผู้ที่ปฏิบัติ หลักใหญ่ ก็มีทาน ศีล แล้วสำเร็จผล (ภาวนา) พระพุทธเจ้าตัดไปใน 3 หลักใหญ่คือทาน ศีล ภาวนา ส่วนบุญที่จะเกิดผล เป็นการขยายความขึ้นไปเอง ของบรรดาอาจารย์รุ่นหลังๆ ที่อธิบายผิดเพี้ยนไปแต่จะอธิบายให้ถูกก็ได้ สัมมาทิฏฐิข้อท

อ่านต่อ

ี่ 4 คือการกระทำ การกระทำจะมีดีหรือชั่ว หรือไม่ดีไม่ชั่ว เป็นกลางๆ สูงสุด คือไม่ชั่วไม่ดี แต่ถ้าจะเน้นกันแล้ว ก็มีแต่ดี เป็นโลกุตระ ก็ไม่ชั่วไม่ดี แต่โลกียะคือมีแต่ดี ส่วนชั่วก็มีแต่ทุกฏัง โลกุตระมีแต่ยังกุศลให้ถึงพร้อม ผู้หมดบาปหมดบุญแล้ว ก็มีแต่กุศลถ่ายเดียว กุสลสูปสัมปทา ขยาย กรรมก็มีกรรมเป็นของๆตน แล้วตนก็เป็นทายาทรับมรดกกรรมของตน กรรมเป็นตัวพาเกิดพาเป็น ตัวกรรมเป็นตัวตรงตัวแท้ แล้วสั่งสมเป็นตระกูลเผ่าพันธุ์ นี่คือ เกิดจากกรรมพันธุ์เป็นของๆตน กัมมัสสกะ แบ่งพันธ์ุเป็นของคนอื่นไม่ได้ กรรมพันธุ์เป็นของๆตน แบ่งให้พ่อแม่ให้ลูกไม่ได้ ทางสรีระ แต่กรรมพันธุ์เป็นทางวิญญาณ กรรมพันธุ์ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่แบ่งกันไม่ได้เลย กรรมพันธุ์ไม่ได้หมายถึงสรีระ ไม่ได้หมายถึง DNA ไม่ได้หมายถึงทางเจเนติก ไม่ได้หมายถึงทางวัตถุทางสรีระ แต่เป็นธาตุทางจิตวิญญาณ ธาตุสสาร เป็นทางสรีรพันธุ์ เป็นดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ส่วนกรรมพันธุ์เป็นนามธรรม เป็นเผ่าพันธุ์ เทพ มาร หรือผี เทวดา ไม่ใช่พันธุ์ทางสรีระ อันนี้เข้าใจไม่ได้ง่าย ต้องเข้าใจและศึกษา ว่า เทวดาไม่มีวัตถุตัวตน แต่มีแต่จิตวิญญาณ ที่พึ่งได้อย่างลึกซึ้ง กัมปฏิสรโณ คือพึ่งได้อย่างไม่มีสงคราม หรือปฏินิสรณะ คือการรบนี้จบ เลิกรบแล้ว ผู้ที่บรรลุสูงสุดแล้วเลิกการรบ นี่คือขยายความเป็นภาษาง่ายๆ แต่บอกไปอย่างไม่มีผิดหรอก

จากทาน ศีล หุตัง แล้วก็มีกัมมานังเป็นตัวกลาง ต่อจากกรรมแล้วมีโลกนี้ โลกหน้า อยังโลโก ปโรโลโก อันนี้เป็นนามธรรม ถ้าเข้าใจเป็นโลกียธรรมคือทรัพย์สมบัติลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่นี้มันเหนือคนนั้นเป็นโลกโลกุตระ คือโลกหน้าที่เหนือกว่าโลกโลกีย์ คือโลกนามธรรมทางโลกุตระ ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ ก็จะหลงวนเวียนไปทางวัตถุ ไปหาสิ่งที่ไม่ใช่นามธรรม หรือแม้เป็นนามธรรมก็ของเก๊ หยิบเอามายืนยันกันไม่ได้ เช่น ปรโลกอย่างโลกีย์คือเกิดชาติหน้าเป็นตัวตน หยิบเอามายืนยันไม่ได้ แต่โลกหน้าของโลกุตระ ก็เป็นนามธรรมที่หยิบมาพูดอธิบายให้กันเข้าใจได้ ถ้าคนเข้าถึงเหมือนกันแล้วจะเข้าใจกันได้ ด้วยภาษา จึงมีที่มาที่ไปให้ไปแบบโลกอื่นที่เป็นโลกุตระได้ ปร แปลว่าอื่น แต่ใช้เป็นคำ กลางๆ ใช้ได้ทั้งโลกียะและโลกุตระ แต่ถ้า อัญญะ แปลว่าอื่น เหมือนกับ ปร แต่อัญญา เป็นโลกุตระโดยเฉพาะอันเดียว ผู้สามารถมีธาตุรู้ตัวนี้ ตัวอื่นจากโลกีย์ จึงเป็นธาตุพิเศษที่ใครเริ่มมีก็รู้ได้ อาตมามาย้ำยืนยันนี้ เดาไม่ได้นะ อัญญธาตุตัวนี้ ถ้าไม่มีความรู้จริงก็จะพูดไม่ออกขยายความไม่ได้ หรือเข้าใจเลอะเทอะ แต่ถ้ามีของจริงแล้ว พูดให้รู้กันได้ แม้รู้อย่างตรรกะ ก็รู้กันได้ แม้จะไม่มีจิตอัญญธาตุของตน ยิ่งใครมีอัญญธาตุแล้วจะอ๋อเลย ยิ่งมีของตน คืออัญญธาตุก็จะรู้เลย ไม่โมเม แต่คนจะหลงตนก็แล้วแต่ หรือใครจะรู้ว่าตนไม่มีก็รู้ได้ ในสัมมาทิฏฐิ 10 แต่ละคำ ยิ่งคำว่ามาตา ปิตา เพราะว่าคนจะเข้าใจแม่พ่อแบบโลกๆ เป็นตัวผู้ตัวเมีย เป็นบุคคลเราเขา มันไม่ใช่ แต่คือพ่อแม่ทางนามธรรม ผู้ที่มีคุณธรรมของพระพุทธเจ้า ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มาช่วยเกิดต้นเชื้อ เรียกว่าพ่อ พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ พระสาวกทั้งหมดเป็นแม่ อย่างผู้ใกล้ชิด พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรเป็นลูกของพระพุทธเจ้า แต่ก็คือแม่ทางโลกุตระที่จะให้เกิดสัตว์โอปปาติกะ ขั้นโลกุตระ สายเลือดมี DNA ทางจิตวิญญาณโลกุตระ ให้เกิดลูกที่มียีนเป็นนามธรรม มี DNA ทางโลกุตระ ไม่ใช่ของทางวัตถุสสารทางชีววิทยา ไม่ใช่แม้ทางพีชนิยาม แต่เป็นจิตนิยามในระดับที่มีเวทนา พีชนิยามไม่มีเวทนา พืชไม่มีอาการความรู้สึกที่เป็นอารมณ์ ยึดถือมันมีแต่ดูดมาหาตัว มันไม่เป็นพิษ เป็น action มันมีแต่ reaction มันไม่มีออกมีแต่เอา ออกไปกระทบอันไหนไม่ใช่ก็ปล่อยมัน ไม่ไปดัน ไม่ผลัก ไม่เบียดเบียน เป็นลักษณะที่ต้องรู้ให้ตรง มันมีแต่ตัวตนแต่ไม่ได้เห็นแก่ตัว ไปกระทบเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ไม่เป็นพิษภัย ได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่แย่งคนอื่น อันอื่นที่ยอมให้เขาก็เอา ถ้าไม่ยอมก็ไม่แย่ง สำนวนของพระพุทธเจ้าจึงบอกว่า รับแต่ของที่เขาให้ เอาแต่ของที่เขาให้ ยินดีแต่ของที่เขาให้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นความละเอียดลึกซึ้งจริง สรุปแล้วต้องมี 2 ธาตุ เรียกว่าธรรมะสองหรือบวกกับลบ จึงจะทำให้เกิดลูก แม้แต่พลังงานทางฟิสิกส์ก็มีบวกลบ แล้วเกิดพลังงานตัวที่ 3 ของชีวะก็มีบวกลบ เรื่องของจิตวิญญาณมันละเอียดลึกซึ้ง ถึงขั้น subconscious จิตใต้สำนึก unconscious ซึ่ง unconscious ธรรมดาไม่สามารถหยั่งรู้ได้ แต่ทางศาสนาสามารถหยั่งรู้ได้ คือขั้นอาสวะอนุสัย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์รู้ได้ หรือแม้เป็นพระโพธิสัตว์ก็สามารถรู้ได้ อาตมาก็ไม่ได้จับจ้องว่าตนไประดับไหน ระดับ 7 8 9 ที่จริงมันเลื่อมไปหลายชั้น ที่ต่ำลงก็หลุดๆ ที่สูงก็ไปเหลื่อมอีกหลายชั้น ถึงเรียกว่าชั้น 7 ได้ แน่ๆ ที่จริง 4 ชั้นก็เรียกว่าออกจากวงวัฏฏะ ถ้า 5 ก็ดีขึ้น ถ้า 6 เป็นสองวงใหญ่ แต่ถ้า 7 นี้เที่ยงแท้ ไปสู่สูงสุดได้ ไปถึง 7 8 9 ก็เป็นสามเส้าที่สาม 1 2 3 , 4 5 6 แล้ว 7 8 9 เป็นสามเส้า หรือจะซ้อนเป็น 9 วงที่หนึ่ง สอง สามอีก สูงเท่าไหร่ก็แล้วแต่ จนมากซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น แต่มีระเบียบระบบที่ไม่สับสน 7 คือไปถึงที่สูงสุดได้ เรียกว่าสัมโพธิปรายนะ ในนามธรรมมีของตนจริงก็จะพูดกันรู้เรื่อง แม้พูดอ้อมไปก็รู้ว่าอันนี้คืออันนี้ ถ้ายิ่งมีพยัญชนะ อธิวจนสัมผัสโส แทนนามธรรมอันนั้นเลยก็ยิ่งดี อาตมาโชคดีที่มีพยัญชนะของพระพุทธเจ้าอยู่ ก็มีคนจริง อย่างพวกเรา และผู้ที่แสวงหาผู้ที่เข้าใจ กิเลสมานะอัตตาลดลง มีความยึดติดมีกิเลสน้อยลงอีก ก็จะยิ่งเข้าใจได้ เอาไปปฏิบัติก็ยิ่งจะชัดเจน อาตมาถึงไม่กลัวหรอก ยุคนี้ก็มีเพื่อน มีลูกหลานพอสมควร มีผู้ต่อเชื้อ ไม่เป็นหมัน แม้อาตมาตายไปพวกเราก็ต่อไปได้

ที่จัดอโศกรำลึกที่สันติอโศก ก็เพื่อให้คนที่ยึดว่าต้องจัดที่บ้านราชฯ ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพื่อเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ให้พวกเรา ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ตายก็จะได้ไป ไม่ได้ไปก็วางใจ อย่าว่าแต่จัดสันติอโศกเลย แม้แต่จัดที่กลางถนนราชดำเนินก็เคยมาแล้ว เราก็ไม่ควรติดยึดในสถานที่ ให้ศึกษาไปอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะได้เห็นว่าเราหลงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เรื่อง เพื่อจะให้ได้ดั่งใจ เป็นอัตตา ตามใจตัวเอง ไม่มีตัวเองก็ดีกว่า ไปตามเหตุปัจจัยของหมู่ ที่มีภูมิปัญญาไม่เสียหายหรอก

มาตาปิตา คือพ่อแม่ที่ทำให้เกิดลูกทางจิตวิญญาณ โอปปาติกะ ไม่ใช่ลูกทางรูปธรรม พระโพธิสัตว์มีลูกจำนวนพันเป็นเอนก พระโพธิสัตว์ในระดับสูงพอสมควรจะมีลูกจำนวนพันเป็นเอนกแน่นอน แน่นอนหลายพัน โพธิสัตว์ที่สูงขึ้นไปก็จะมีเป็นแสนเป็นล้าน นี่คือนัยสำคัญของสัมมาทิฏฐิ 10 ส่วนตัวจบ คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ท่านมีความรู้ด้วยตัวเองแล้วเอามาขยายให้คนอื่นรู้แจ้งได้ ปเวเทน แปลว่า ประกาศขยายความได้ อาตมาก็ประกาศตนว่า คือสยังอภิญญา คือคนที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูก็ยืนยันว่า ไม่มีใครหรอก คือพ่อครูเอง พ่อครูว่า...จริงๆอาตมาไม่ได้หลงตัวเองนะ คำว่าสยังอภิญญา คือตัวเราเองที่มีอภิญญา อาตมาก็ว่ามันต้องเป็นเราแน่หรือ จนแน่ใจว่าเป็นเราก็ค่อยประกาศบอกให้คนอื่นรู้ตาม สยังอภิญญาคืออาตมา และได้ขยายความไป ว่า ยุคนี้ ที่อาตมาเกิดมา มีตำนาน ที่ท่านทำนายไว้ ว่าที่จะมีพระเจ้าธรรมิกราช 2 องค์เกิดมาในยุคนี้ สององค์ไหนอีกองค์ก็ไม่ต้องไปพูดถึง แต่พูดถึงอาตมาก็แล้วกัน ว่าจะมาขยายความ เนื้อแท้ของพุทธธรรมให้ศาสนานี้ไปอีกจนถึง 5,000 ปี มีคำทำนายระบุชื่อไว้แล้วด้วย อาตมาก็ว่าคือใครในอดีตมาเกิดในยุคนี้ ไม่อยากพูดมาก แต่อยากให้ไปฟังเนื้อความ ติดตามพิสูจน์เนื้อหาสาระว่าตรงกัน กับตระกูลเดียวกันกับพระพุทธเจ้าไหม เป็น DNA เดียวกับพระพุทธเจ้าไหม อันนี้ต่างหากที่อาตมาอยากให้คุณรู้ ไม่ต้องอ้างอิงประวัติศาสตร์ที่ยืนยันตัวตนบุคคล ถ้าอ้างก็จะง่าย แต่จะยากในบางมุม คือคนที่หมั่นไส้จะไม่เอาเลย ถ้าบอกว่าอาตมาเป็นคนๆนั้นในอดีต ก็ถือว่าดูถูกอาตมา ก็เพราะว่าอาตมาถ้าเป็นคนนั้นแล้วเกิดมาอีกก็ต้องมีภูมิสูงขึ้นกว่าเดิมสิ แต่มันมีรากเหง้าที่ตรงกันมา อาตมาก็ไม่อยากให้ถือแง่ ถ้าเขาอยากเคารพคนนั้น แต่ไม่อยากเคารพโพธิรักษ์ แล้วหาว่าโพธิรักษ์โหนองค์นั้น แต่อาตมาก็ว่า ดูถูกอาตมา อาตมาต้องสูงกว่าองค์นั้น อาตมาย้ำอยู่ที่เก่าได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ชาติเดียวนะกว่าจะมาถึงชาตินี้ แบบนั้นดูถูกอาตมานี่นา มันเลยดูเหมือนน่าหมั่นไส้เข้าไปอีก

สมณะฟ้าไทว่า...เหตุปัจจัยในยุคนี้มันแรงกว่ายุคก่อน ก็ต้องพัฒนาธรรมะให้เพิ่มขึ้น เอาแค่พวกผม ก็เป็นลูกศิษย์ที่อ่อนแอกว่าสมัยนั้น พ่อครูว่า นอกจากอ่อนแอกว่า แล้วก็ยังดื้อกว่า นี่คือการอธิบายสัจจะ ไม่ได้อวดตัวตน ฟังด้วยดี แล้วจะได้เข้าใจ สุสูสังลภเตปัญญัง แต่ถ้าไม่ฟังด้วยดี ฟังด้วยการเพ่งโทษก็จะเสียเวลา ฟังแล้วก็เอาไปพิจารณาอย่างไม่ลำเอียง ไม่รักไม่ชังไม่กลัวด้วย ทุกอย่างมาแต่เหตุ เหตุครบก็ใช่ แม้เหตุปัจจัยครบร้อย อาตมาก็ใช้แค่ 70 80 ไม่ใช่ 90 หรือ100 อันนี้ เป็นเจตนาเป็นความระมัดระวัง กระทำตามที่ได้พูดไปแล้ว ไม่ได้พูดเล่นลิ้น ข้อที่ 10 สมณะผู้นี้ ผู้สยังอภิญญาก็เป็นเรา ก็เป็น อาตมาไม่ได้หลงตน เบ่งข่มทับถมอะไร ไม่ได้ตีขลุม แต่ให้ทุกคน ได้ใช้วิจารณญาณของตน เท่าที่จะสามารถเอาผลมาทำของตัวเองมาวินิจฉัย ใช่หรือไม่ใช่ คุณก็ต้องเป็นผู้ตัดสินให้คะแนน จะเอาหรือไม่เอาก็อยู่ที่คุณ เห็นดีหรือไม่เห็นดีก็อยู่ที่คุณ เป็นอิสระเสรีภาพสมบูรณ์ แบบมันเป็นเช่นนั้น ถ้ายังไม่ชัดเจน ก็ติดตามดูต่อไป อาตมาพยายามไม่หลงตน ไม่ตีขลุม ไม่อยากอวดเก่ง ที่จริงมันก็เหนื่อย หนัก ลำบาก แต่เราเต็มใจลำบาก แล้วเรารู้ว่าเป็นความลำบากที่ประเสริฐ มันเป็นหน้าที่มันเป็นเรา แล้วมันจะหนีไปไหน หนีไม่ได้จะต้องทำ 600420_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปักหมุดสัมมาทิฏฐิ 10

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน