สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พ่อครูคือสยังอภิญญาผู้มาประกาศโลกนี้โลกหน้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข21 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พ่อครูคือสยังอภิญญาผู้มาประกาศโลกนี้โลกหน้า พอมาถึงตรงนี้ก็ขอแวะเลย ขอแวะอธิบายตรงนี้แหละ อันนี้ใช่นี่ หนึ่ง คุณจะต้องรู้บุคคล สองรู้หมู่กลุ่ม เป็นหมู่กลุ่ม มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีของบัณฑิต ไม่ใช่หมู่พาลหรือโลกียะ แต่เป็นสังคมศิวิไลซ์ เป็นคำซ้ำที่มาจากภาษาอังกฤษว่า civilization มาเป็นภาษาไทยก็มาตีกินว่า เป็นความเจริญ อาริยะ นี่แหละศิวิไลซ์ ขั้นโลกุตระ ยุคนี้ออกประกาศไปแล้ว บอกไปแล้ว ยืนยันไปแล้วว่า นี่คือสังคมศิวิไลซ์ ชาวอโศกเป็นสังคมศิวิไลซ์ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า หนึ่งต้องฟังธรรมบริบูรณ์คบสัตบุรุษบริบูรณ์ จะได้มีความเชื่อความเห็นที่ถูกต้องบริบูรณ์อย่างดี แล้วจะได้ทำการมนสิการ อย่างโยนิโสมนสิการ คำว่า โยนิโสมนสิการคือจะมาปฏิบัติทำใจในใจอย่างถูกต้องอาตมาแปลว่า ทำใจในใจเป็น สัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ คือรู้จักสักกายะ รู้จักกิเลส รู้จักลดละ เป็นวิปัสสนาวิธี ไม่ใช่สมถวิธี เป็นสัมมาปฏิบัติ สัตบุรุษ จึงเป็นตัวตนตอ ไว้วันพุธ อาตมากำลังเขียน ในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร อธิบายพาดพิงถึงสัตบุรุษ ว่าในสูตรหลายๆสูตร ในจักร 4 หรือปัญญาวุฒิ 4 ก็จากคบสัตบุรุษแล้วได้ฟังสัทธรรม คุณจึงปฏิบัติโยนิโสมนสิการเป็น ถ้าไม่เช่นนั้น คุณไม่ได้ฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษ อาตมากำลังแยกสายศรัทธาสายเทวนิยมกับอเทวนิยม สายสัทธานุสารี จะไม่ค่อยเข้าใจถึงเรื่องสภาวะธรรมเป็นจิตเป็นวิญญาณ เป็นลักษณะที่แม้แต่จะรู้จัก สัตบุรุษก็จะรู้จักไม่ค่อยได้ ก็จะไปรู้จัก คนที่ไม่ใช่สัตบุรุษ อสัตบุรุษจะไปคบหา ก็ไม่ได้ฟังสัทธรรม ในอวิชชาสูตร จะต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังธรรมะเงี่ยโสตสดับฟังธรรมะให้บริบูรณ์จึงได้เกิดความเชื่อถือศรัทธาธรรมะที่บริบูรณ์ เมื่อมีธรรมะที่เชื่อถือเป็นสัมมาทิฏ

อ่านต่อ

ฐิบริบูรณ์ เพราะได้คบสัตบุรุษจริง คุณจึงจะโยนิโสมนสิการได้ จึงจะปฏิบัติธรรมอย่างถ่องแท้ถูกต้อง ลงไปถึงที่เกิดในจิต ถึงทหยรูป ตรงสัมภวะ จิตมันเกิดตรงนี้แหละ อาตมาทำมือไม้ด้วย พวกเราได้ฝึกมาเบื้องต้นท่ามกลางจะรู้ เพราะนามธรรมธรรมะมันยากมาก จะบอกว่ามาอยู่กับหมู่กลุ่มอาตมาเถอะ มันก็เหมือนจะเรียกร้องมากไป เหมือนดูถูกดูแคลนคนอื่นไม่อยากจะพูด 1.การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2.การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3.ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) โยนิโสฯแปลเอาความหมายว่าถ่องแท้แยบคาย แต่จริงๆเน้นที่มนสิการ ในมูลสูตรเน้นฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด ยังไม่มีโยนิโส นะ ในมูลสูตร มีผัสสะเป็นสมุทัยมาก่อนเวทนา เป็นหลักใหญ่เลย สมุทัยนี้เป็นต้นเหตุของการปฏิบัติ ไม่ใช่สมุทัยในอาริยสัจ อันนั้นสมุทัยเป็นตัณหา แต่นี่สมุทัยเป็นผัสสะ หากไม่มีสภาวะจะยากเพราะมันจะกลับไปกลับมาเป็นคัมภีราวภาโส วนไปซ้ายขวา หากไม่จริงก็วนไปมา หรือตกต่ำ มีแต่บานไปหาปากกรวย แต่ถ้าวนถูกจะสูงขึ้นและน้อยลงๆจน 0 จบได้ ย้ำอีก ถ้าไม่พบสัตบุรุษ ไม่ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ก็ได้แต่ฟังอสัตบุรุษมันจะวนอีกนาน การฟังธรรมการพบสัตบุรุษ พระพุทธเจ้าสอนไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร สัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ที่ท่านสอนว่า ในโลกนี้ เอาขณะนี้ก็แล้วกันยุคนี้ หมุนวนพวกเราเกิดร่วมยุคร่วมโลกกัน นัตถิโลเก และอัตถิโลเก พลความต่อไป ถ้าคุณเห็นว่าไม่มี คือคุณว่าไม่มีหรอกในโลกยุคนี้ไม่มีพระอาริยะไม่มีพระอรหันต์ คุณคนนี้ปิดประตูเลย ชาตินี้จะสั่งสมแต่นรก เพราะแม้สวรรค์โลกียะก็คือนรก พวกเราฟังแล้วจะเข้าใจ เพราะแดนสวรรค์ไม่มี มีแต่สวรรค์เก๊ เพราะสวรรค์เกิดนรกก็เกิด คนนี้ปิดประตูนิพพาน เพราะในยุคนี้อาตมาประกาศตนเองว่าเป็นพระอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ แต่คุณไม่เชื่อก็ต้องไม่มาแน่นอน บางทีดูถูกๆแคลนด้วยซ้ำ ก็ไม่เป็นไรไม่มีปัญหา ไม่ได้ขอข้าวเขากิน ผู้ที่พบสัตบุรุษในยุคนี้แล้วก็เป็น อัตถิโลเก ว่า ยุคนี้มีพระอาริยะมีสัตบุรุษด้วยหรือ ขอภัยอย่างยิ่งเลย อาตมาประกาศว่าในหลวงเป็นโพธิสัตว์เป็นอาริยบุคคล ต้องเอาตาม คุณศรัทธาในหลวงได้ แต่อาตมายืนยันว่า ในหลวงกับอาตมาอธิบายคำว่าสายเดียวกันคือมาเป็นคนจน มาเป็นคนที่เสียคือเราได้ อธิบายอย่างเดียวกับในหลวง คุณมีปฏิภาณรู้ไหมว่าเป็นอย่างเดียวกัน ท่านสัตบุรุษด้วยกันหรือ ในหลวงเป็นสัตบุรุษจริง เพราะงั้นอาตมาจะเป็นสัตบุรุษด้วยจริงไหม คนที่มีอัตตาสูงแล้วไปติดอาจารย์โน้นนี้ อาจารย์ไหน กล้าประกาศ อาตมาไม่มีจิตสาเฐยจิต ไม่มีจิตอวดโอ่อยากได้อะไรตอบแทนกลับมาเลย ไม่ได้ประกาศเพื่ออยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คนที่ไม่ศรัทธา ฟังให้ตายก็ไม่เชื่อ คนที่อาจจะมีสะดุดใจก็จะมี อาตมาก็พยายามอยู่ไปให้ถึง 151 ปี ไม่ได้เขินอายตะขิดตะขวงใจเลย แต่พูดด้วยความปรารถนาดีไม่ได้พูดเอาโก้ เอาดีเอาเด่นอะไร ในขณะนี้ เจ้าของคำถามถามว่า ผัสสะ กับ เวทนา มีความหมายและสภาวะแตกต่างกันอย่างไร อาตมาแวะไปหน่อย ก็ตอบไปแล้ว ขอย้ำตรงนี้อีกว่า อาตมาเป็นสัตบุรุษหรือเป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาขอบอกว่าอาตมาเกิดในยุคพระสมณโคดมด้วย คนมีอคติก็ไม่ได้แน่นอน คุณไม่เอา ถ้าคุณมาคุณจะได้ อาตมาก่อนจะมั่นใจว่า พระพุทธเจ้าสมณโคดมท่านได้ตรัสไว้ในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ ว่า อาตมาเป็นสมณะองค์นั้นเป็นสยังอภิญญาองค์นั้น ที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมได้บัญญัติเอาไว้ในพระไตรปิฎกเล่มนี้ ผู้สืบทอดต้องปรากฎในยุคนี้ ถ้าในยุคใดอาตมาต้องเกิดกับพระพุทธเจ้าสมณโคดมก็เป็นยุคนั้น แต่ละยุคนี้อาตมาก็ประกาศว่าเป็นองค์นี้ แล้วจะพิสูจน์อย่างไรก็ต้องพิสูจน์ผลการปฏิบัติ ตรวจสอบ อาตมาอธิบายอีก 9 ข้อได้ไหม ในสัมมาทิฏฐิ 10 อธิบายแล้วพาทำได้ไหม เข้าใจได้ไหม เข้าใจ ปฏิบัติได้ผลจากที่ 9 ข้อใหม่ ได้ก็ไม่เป็นหมันไม่ใช่ของผิด ก็เป็นของที่ถูกสิ เช่น อธิบายว่าข้อ 1 ทานที่มีผลเป็นโลกุตระ อาตมาอธิบายได้ไหมก็ได้ แล้วทุกวันนี้สอนทานไม่มีผล สอนทานเป็นสมบัติ ทานให้ไปต้องไม่ได้อะไรกลับ ทานแล้วจะได้วิมาน ได้อันโน้นอันนี้ ทานต้องไม่มีแม้สาเปกโข ก็อธิบายอ้างอิงตามพระไตรปิฎกของพระสมณโคดม มีใครอธิบายอย่างอาตมาบ้าง บอกว่าทานนี่อย่าไปตั้งจิตผิด ถ้าตั้งจิตผิด ก็ยิ่งกว่าโจรฆ่าโจร อำมหิตโหดร้ายยิ่งกว่าโจร ก็ อธิบาย ทานสูตร ทานมีผล ยิฏฐัง ยัญพิธีต่างๆ ปฏิปทาต่างๆ ปฏิบัติแล้วลดละกิเลสได้ผลจริงมันก็มี 3 อย่างคือ ทาน ศีล ภาวนา อันที่สองคือศีล คือวัตรปฏิบัติ อันที่สามคือจิตมีผลไหม หุตัง คือจริงจิตได้รับผล ทานก็เกิดจิตลดกิเลสจริง ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติตามศีลตามวิธีปฏิบัติอันไหน ยิฏฐัง หรือยัญพิธีต่างๆมันละกิเลสได้จริงไหม ได้หุตังมีผลลดกิเลสในจิต สิ่งเหล่านี้เกิดจากสัมมาทิฎฐิข้อที่ 4 ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) กรรมเท่ากับ God ก็ขยายความไป จากนั้นคือโลกนี้ โลกหน้า ข้อ 5 ข้อ 6 โลกนี้คือโลกโลกียะ โลกหน้าคือโลกต่อไป โลกใหม่โลกุตระ ปโรโลโก คือโลกใหม่โลกุตระ แล้วอธิบายถูกไหมฟังเข้าใจปฏิบัติเข้าสู่โลกใหม่ได้ไหม ถ้าได้ อาตมาก็อธิบายโลกนี้โลกหน้าถูก แม้แต่มาตา ปิตา ความเป็นแม่ ความเป็นพ่อ ความเป็นลูกหรือความเป็นสัตว์โอปปาติกะ ข้อ7 8 9 ของสัมมาทิฏฐิ ส่วนข้อ10 นั้นคืออาตมา พูดเหมือนอวดตัวตนใหญ่ แต่ไม่มีสาเฐยจิต แต่ย้ำยืนยันสำหรับคนชัดเจน ที่มีศรัทธาเต็ม ส่วนคนไม่ศรัทธามีอคติ อาตมาก็จำเป็น ขออภัย พระพุทธเจ้า แบ่งคนไว้ 3 ประเภท 60 60 60 คนพวกหนึ่งฟังธรรมะโลกุตระพระพุทธเจ้า ฟังเสร็จแล้วอาเจียนเป็นโลหิตร้อนพุ่งออกจากปากตาย หมายความว่า ฟังแล้วตกตายจากสัจธรรมนี้เลย ไม่หันมาดูดำดูดีกันเลย สองเป็นพวกที่ฟังแล้ว ลาสิกขาบท แต่ก่อนก็ศรัทธา พอเชื่อฟังแต่ว่าฟังแล้วไม่ไหว ถอนทัพ ไป 120 แล้วนะ ส่วนอีก 60 นั้นได้บรรลุเป็นอรหันต์ ได้หนึ่งในสามหายไปสองในสาม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ละเอียด พอถึงเวลาอาตมาลงแรงหนักก็จะเป็นอย่างนี้ ก็ได้ 60 วาระนี้ก็ยังไม่ได้อรหันต์ถึง 9 เลย อายุย่าง 84 เพิ่งได้อรหันต์ 2 ที่จริงน่าจะประกาศองค์ที่ 3 เป็นผู้ชาย องค์ที่สอง กับหนึ่งเป็นหญิง ไม่อยากพูดซ้ำซาก เขาจะอาเจียนเป็นโลหิตร้อนออกจากปากแล้ว อาตมาขยายทิฏฐิ 10 นี้จนคุณรู้แจ้ง เป็น ปเวเทนตีติ ตามสัจฉิกัตวา อาตมาขอยืนยันอย่างนี้ 600821_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ่อครูคือสยังอภิญญา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน