33 ภาคผนวก ฐ ใจเพชร น 2813-2832.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาคผนวก ฐ การเตรียมวางขันธ์วางร่าง (ส่งวิญญาณ) การเตรียมวางขันธ์ วางร่าง (ส่งวิญญาณ) โดย ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว) นักวิชาการสาธารณสุข ระดับชำนาญการ โรงพยาบาลอำนาจเจริญ แพทย์ทางเลือกวิถีพุทธและครูฝึกแพทย์แผนไทย สถาบันบุญนิยม การศึกษาและอบรม ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาธารณสุขศาสตร์ ม หาวิทยาล ัย สุโขทัย ธรรมาธิราช 2 . ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์สุขภาพ บริหารสาธารณสุข ม หาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช 3 . สำเร็จการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนไทย , แนวคิดและทฤษฎีการแพทย์แผนไทย , เวชกรรมแผนไทย , เภสัชพฤกษศาสตร์ , ธรรมานามัยและสังคมวิทยาการแพทย์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 4 . อบรมด้านการแพทย์ทางเลือกจากประเทศมาเลเซียและจีนไต้หวัน 5 . ปริญญาโท สาขาพัฒนาบูรณาการศาสตร์ (เศรษฐกิจพอเพียง) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “ ความเจ็บป่วยกับการดูแลสุขภาพตาม แนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ” 6 . ปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสาธารณสุขชุมชน ด้วยผลงานการค้นพบและเผยแพร่กา รแพทย์วิถีธรรม มหาวิทยาลัยราชภั ฏ ศรีสะเกษ คำนำ การเตรียมวางขันธ์ (ส่งวิญญาณ) ให้สงบผาสุก เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและญาติเป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ส่งวิญญาณผู้ป่วยให้วางขันธ์ด้วยความสงบอยู่พอสมควร โดยอาศัยการศึกษาธรรมะและศึกษาจากครูบาอาจารย์ บูรณาการเข้ากับองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพ ซึ่ง เดิมทีผู้เขียนไม่ได้คิดที่จะเขียน เรื่องการวางขันธ์วางร่าง (ส่งวิญญาณ) เลย แต่ก็มี หลายท่านเรียกร้องให้ผู้เขียนบรรยายเ
อ่านต่อ
รื่องนี้ อยู่เสมอ พอบรรยายเสร็จก็บอกว่าเป็นประโยชน์ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่ก็จำไม่ได้ จึงเสนอให้ผู้เขียนพิมพ์เป็น หนังสือ บทความ หรือ เอกสาร ประกอบกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลป ทุมธานี ทำโครงการเพื่อที่จะมาศึกษาเรียนรู้เรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาล โดยมาฝึกฝนอบรม ระหว่างวันที่ 9 - 15 สิงหาคม 2552 ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร (หน่วยแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ โรงพยาบาลอำนาจเจริญและสถาบันบุญนิยม) ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งนี้น่าจะพอเป็นประโยชน์บ้างจึงได้เขียนเผยแพร่ หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะพอได้ประโยชน์บ้างตามสมควร เราทั้งผองพี่น้องกัน หมอเขียว : ใจเพชร กล้าจน การเตรียมวางขันธ์ วางร่าง (ส่งวิญญาณ) 4 ขั้นตอน สังเกตอาการของการใกล้วางขันธ์ วางร่าง ลดความทุกข์ทรมานทางกายให้มากที่สุด ประคองสติสู่การวางขันธ์ วางร่าง ประคองสติญาติ สังเกตอาการของการใกล้วางขันธ์ วางร่าง ในคนทั่วไปเมื่อ ใกล้ถึงเวลา ที่จะ วางขันธ์ (เสียชีวิต) มักจะมีอาการร้อน (หยาง) นำเด่น ในทางพุทธศาสนาหรือแพทย์แผนไทย จะบอกว่าเป็นอาการไฟธาตุใกล้แตกดับ แล้วตามด้วยเย็น(หยิน) นำเด่น คือ อาการร้อนที่สุดตีกลับเป็นเย็น ตัวอย่างอาการร้อน (หยาง) นำเด่น ได้แก่ สัญญาณชีพ (การหายใจ ชีพจร ความดันโลหิต อุณหภูมิ) แรงผิดปกติและมักไม่สม่ำเสมอ เช่น หายใจ หอบแรง เร็ว ผิดปกติจังหวะไม่สม่ำเสมอ ชีพจร แรง เร็ว ผิดปกติจังหวะไม่สม่ำเสมอ ความดันสูงโลหิต สูงผิดปกติ อุณหภูมิ ของร่างกาย สูง ผิด ปกติ (บางครั้งอาจวัดด้วยปรอทไม่ผิดปกติ แต่ผู้ป่วยรู้สึกร้อน มาก ผิดปกติ หรือเราสัมผัสดู จะรู้สึกร้อนผิดปกติ ) มักมีอาการเพ้อ เบลอ หลงลืม กระสับกระส่าย ตาลอย ตาเหลือก แข็งเกร็ง ชักกระตุกตามร่างกายร่วมด้วย อาจเป็นเพียงบาง อาการหรือหลายอาการร่วมกั นก็ได้ หลังจากนั้น ก็จะตีกลับเป็นอาการเย็น (หยิน) นำเด่น ตัวอย่างอาการเย็น (หยิน) นำเด่น ได้แก่ สัญญาณชีพ เบาผิดปกติจังหวะไม่สม่ำเสมอ เช่น หายใจ ช้า เบาผิดปกติ จังหวะไม่สม่ำเสมอ ชีพจร ช้าเบาผิดปกติ จังหวะไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิต ต่ำผิดปกติ อุณหภูมิ ของร่างกายเย็นผิดปกติ (บางครั้งอาจวัดด้วยปรอทไม่ผิดปกติ แต่ผู้ป่วยรู้สึก เย็นมากผิดปกติหรือเราสัมผัสดูจะรู้สึกเย็นผิดปกติ) มักมีอาการบวมเย็นเขียวคล้ำตามปลายมือ ปลายเท้า ริมฝีปากหรือตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เคลื่อนไหวตัวได้น้อย พูดน้อย ตาลอย เบลอ หลงลืม อาจเป็นเพียงบางอาการหรือหลายอาการร่วมกันก็ได้ ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขทั้งสองอาการได้ ผู้ป่วยก็จะวางขันธ์ (เสียชีวิต) บางคนอาจ วางขันธ์ด้วยอาการร้อนเด่น บางคนอาจวางขันธ์ด้วยอาการเย็นเด่น บางคนอาจวางขันธ์ด้วยอาการร้อนและเย็นแทรกพร้อมกัน กรณีผู้ปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือผู้ที่ดูแลสุขภาพตัวเองได้ดี อาการ ก่อนวางขันธ์หรือเสียชีวิตจะต่างจากคนทั่วไป ก็คืออาการก่อนวางขันธ์ทั้งร้อนและเย็นจะไม่เด่น ความทุกข์ทรมานมีน้อย บางครั้งมีอาการปกติเหมือนคนธรรมดา แต่เจ้าตัวจะรู้ตัวว่าใกล้เวลา วางขันธ์แล้ว พลังชีวิตเริ่มลดลงแล้ว เรี่ยวแรงกำลังจะค่อย ๆ ลดลง ร่างกายจะค่อย ๆ ลดการทำงานลง ลดการเคลื่อนไหวลง ค่อย ๆ นิ่งสงบ แล้ววางขันธ์ด้วยความสงบสบาย ลดความทุกข์ทรมานทางกายให้มากที่สุด ทำให้ผู้ป่วยเกิดสภาพที่รู้สึกสบายหรือลดความทุกข์ทรมานทางกายให้มากที่สุดเท่าที่ จะทำได้ ด้วยการปรับสมดุลร้อนเย็น เช่น การกดนวดเบา ๆ ถ้าผู้ป่วยร่างกายร้อนเกินหรือรู้สึก ไม่สบายจากอาการร้อนเกินก็เอาผ้าชุบน้ำเย็นหรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นมาเช็ด ถ้าร่างกายเย็นเกินหรือรู้สึกไม่สบายจากอาการเย็นเกินก็ เช็ดตัวด้วย น้ำอุ่นหรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นผ่านไฟหรือสมุนไพร ฤทธิ์เย็นผสมฤทธิ์ร้อนหรือสมุนไพรฤทธิ์ร้อนอย่างเดียว ตามแต่สภาพร่างกายและความรู้สึกสบายของผู้ป่วย รวมถึงการ ปรับสมดุลด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น การปรับสมดุลแนวเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยเทคนิค 9 ข้อ ตามหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ (บุญนิยม) ซึ่งท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ ในหนังสือเทคนิคการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียง / ยอดยาดี สุขภาพดีวิถีพุทธ / ถอดรหัสสุขภาพ/ ความลับฟ้า/ มาเป็นหมอดูแลตัวเองกันเถอะ ซึ่งควรเลือกวิธีการ ที่ ไม่รบกวนความสงบของผู้ป่วยมากจนเกินไป และสามารถ ลดความทุกข์ทรมานหรือผู้ป่วยรู้สึกสบายกายสบายใจที่สุด กรณีที่แพทย์แผนปัจจุบันวินิจฉัยว่าผู้ป่วยไม่มีโอกาสรอดชีวิตแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ควรเอาสิ่งระคายเคืองร่างกายออกให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ตามความสมัครใจของผู้ป่วยเป็นหลัก กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถให้ความเห็นได้ ก็เอาความสมัครใจของญาติ โดยเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูล ตามความเป็นจริง เพราะ อุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตต่าง ๆ เช่น ท่อหรือสายต่าง ๆ ที่ใส่เข้าไปในร่ างกาย จะระคายเคืองให้รู้สึกไม่สบายทุกข์ทรมาน ทำให้วางขันธ์ด้วยความทุกข์ทรมาน ไม่สงบ มักมีคำถามเสมอว่า ผู้ที่ถอดเครื่องช่วยหายใจจะบาปไหม จะถือว่าเป็นการฆ่าคนไหม ตามภูมิปัญญาของผู้เขียน ที่ปฏิบัติธรรมมา 10 กว่าปี มีความเห็นว่า ถ้าแพทย์ ผู้ดูแล ลงความเห็นว่า ผู้ป่วยไม่มีโอกา ส รอดแล้ว ต้องตายแน่นอน แสดงว่าแม้ใส่เครื่องช่วยหายใจรวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือช่วยชีวิตอื่น ๆ ผู้ป่วยก็ต้อง เสียชีวิตอยู่แล้ว แต่เสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานจากการระคายเคือง ของอุปกรณ์เครื่องมือดังกล่าว แต่ถ้าถอดอุปกรณ์เครื่องมือดังกล่าวออก ผู้ป่วยก็จะเสียชีวิตเช่นเดียวกัน แต่เสียชีวิตด้วยความไม่ทุกข์ทรมานจากอุปกรณ์เครื่องมือดังกล่าว การถอดอุปกรณ์เครื่องมือในกรณีดังกล่าวจึงเป็นบุญกุศลทั้งต่อผู้ป่วยและต่อ ผู้ที่ช่วย ถอด อุปกรณ์เครื่องมือ และ เรา ก็ ไม่ได้ฆ่าผู้ป่วย เพราะ สิ่งที่ฆ่าผู้ป่วยคือความเจ็บป่วยของเขาเอง และเราก็ได้พากเพียรพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็สุดความสามารถที่เราจะช่วยได้ เราจึงไม่บาป และ ควร ลด หรืองด การใช้ยา เคมี ระงับปวด หรือยา เคมี อื่น ๆ ลง ให้อยู่ในระดับที่ผู้ป่วย มีพลังชีวิตสูงสุด คือสบาย เบากาย มีกำลังมากที่สุด หรือยังขันธ์ยังอัตภาพโดยไม่ยากไม่ลำบาก ไม่ทุกข์ทรมานจนเกินไป เพราะยาเคมีระงับปวด หรือยาเคมีอื่น ๆ จะกดประสาทให้เบลอทำให้ ครองสติลำบาก และยาเคมีดังกล่าวก็จะ เข้าไปรบกวนและ ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ซ้ำเข้าไปอีก ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดทุกข์ทรมานมากขึ้นเป็นทวีคูณ หลายครั้งที่ฤทธิ์ของยา ไม่ว่าจะเป็นยาระงับปวดหรือยาเคมีอื่น ๆ ทำลายอวัยวะจนเกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน มากกว่าที่ฤทธิ์ของยา จะ กดประสาทไม่ให้รับรู้ว่าเจ็บป ว ดทุกข์ทรมาน เ ช่น คนที่เสพยาเสพติด ยาเสพติดก็จะทำร้ายอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายให้ทุกข์ทรมานมากยิ่งขึ้น และต้องเสพมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานจากพิษของยาเสพติด หรือผู้ป่วยบางคน ที่ต้องกินหรือฉีดยาเสพติดระงับปวด ยาเสพติดไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็นยาทำให้เกิดโรคเกิดการทำร้ายอวัยวะมากยิ่งขึ้น ผู้ป่วยก็จะได้ความทุกข์ทรมานจากโรคเดิมและโรคใหม่อันเกิดจากยาเสพติด สุดท้ายความรุนแรงของโรคที่ทวียิ่งขึ้นก็จะมากเกินกว่าฤทธิ์ของยาแก้ปวด จะระงับได้ ไม่ว่าจะเป็นยาระงับปวดชนิด ต่าง ๆ หรือยาเสพต ิดระงับปวด ผู้ป่วยจะเสียชีวิตด้วย ความทุกข์ทรมาน อย่างรุนแรงและ ไม่สงบ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีปรับสมดุลเพื่อลดความทุกข์ทรมานจึงเป็นทางออกของปัญหาดังกล่าว สำหรับ อาหารและน้ำ นั้น ผู้ป่วยที่จะวางขันธ์ ร่างกายต้องการอาหารและน้ำในปริมาณ ที่น้อยหรือบางครั้งก็ไม่ต้องการเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นให้ดูที่สภาพและความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก ประคองสติสู่การวางขันธ์ วางร่าง ผู้ที่จะประคองสติ ควรเป็นผู้ที่มีความเมตตา มีสติสมาธิตั้งมั่ง ใจเย็น นิ่งสงบพอสมควรและเป็นผู้ที่ผู้ป่วยไว้วางใจ ควรใช้เวลาอย่างน้อย 5 - 10 นาที ก่อนผู้ป่วยสิ้นใจ (จะพูดก่อนหน้านั้นก็ได้ เมื่อเห็นว่าผู้ป่วยเริ่มทุกข์ทรมานมากจนทนได้ยากลำบากและโอกาสหายน้อยมาก) ป ร ะเด็นที่ควรสื่อกับผู้ป่วย ดังนี้ การปฏิบัติใจ ที่จะ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะทำให้ฟื้น ก็ฟื้นได้ดี แม้เสื่อมก็เสื่อมได้ดี ก็คือ เมื่อได้ ทีมหมอ ญาติ และตัวเขาเอง ได้พากเพียรพยายาม ดูแล แก้ไขปัญหาสุขภาพ อย่างดีที่สุดแล้ว ให้ทำใจว่า ถ้าร่างกาย นี้ จะฟื้นก็ให้ฟื้น ถ้าร่างกาย นี้ จะเสื่อมก็ให้เสื่อม การทำใจดังกล่าว จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายและจิตใจ เพราะถ้าร่างกายจะฟื้นก็จะทำให้ฟื้นอย่างดี และถ้าร่างกายจะเสื่อมก็จะทำให้เสื่อมอย่างดี จะทำให้จิตใจสงบผาสุกที่สุดด้วย การตั้งอยู่หรือ การ เสื่อมไปไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องปกติ ธรรมดา ของ ทุก ๆ ชีวิต ทุกชีวิตไม่ว่าใครก็ต้องเผชิญการตั้งอยู่ ก็ต้องเผชิญการเสื่อมไปเป็นธรรมดา ไม่มีผู้ใด ที่ หลีกพ้นการตั้งอยู่ ไม่มีผู้ใด ที่ หลีกพ ้ นการเสื่อมไป เป็นการดำเนินไปและเป็นหน้าที่ของทุกชีวิตที่ต้องตั้งอยู่ เป็นการดำเนินไปและเป็นหน้าที่ของ ทุกชีวิตที่ต้องเสื่อมไป เป็นความปกติธรรมดาที่จะเกิด สิ่งเหล่านี้หมุนวนเกิดดับ อยู่ตลอดกาลนาน ให้จิตตั้งอยู ่ ในกุศล ด้วยการหมั่นระลึกถึงคุณงามความดีที่ เรา เคยทำมา หรือ คุณงามความดีของคนที่ เรา ศรัทธา เช่น การพากเพียรดูแลครอบครัว การพากเพียรรับผิดชอบและพัฒนาการงาน การทำประโยชน์ให้กับญาติพี่น้อง บุคคลอื่น ๆ และสังคม เป็นต้น การตั้งจิตอยู่ในกุศลจะทำให้จิตใจสงบผาสุก ร่างกายก็จะพลอยสงบตามไปด้วย ให้ ปล่อยวาง ความวิตกกังวล ความห่วงใย ความห่วงหาอาวร ณ์ ในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่อง เช่น การห่วงครอบครัวและญาติ ในกรณีที่คนในครอบครัวหรือญาติ โต พ อที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว ก็บอกกับผู้ป่วยว่าแต่ละคนสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องห่วงใคร ถ้ามีบางคนที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้ ก็บอกกับผู้ป่วยว่าผู้นั้นผู้นี้จะช่วยดูแล ถ้าไม่สามารถระบุบุคคลได้ก็บอกว่า จะมีผู้คอยช่วยดูแลแทน ทรัพย์สมบัติบ้านช่องเรือนชานกิจกรรมการงาน ก็เช่นเดียวกัน บอกกับผู้ป่วย ว่าจะมีใครช่วยดูแล ถ้าไม่สามารถระบุบุคคลได้ ก็บอกว่าจะมีคนช่วยดูแล ไม่ต้องห่วงไม่ต้องวิตกกังวล กรณีที่เรารู้ และแน่ใจ ว่าผู้ป่วยได้บำเพ็ญคุณงามความดีมามาก ก็บอกกับผู้ป่วยว่า “ ผู้ป่วยได้บำเพ็ญคุณงามความดีสั่งสมบุญกุศลมามากแล้ว ภพภูมิใหม่ย่อมเป็นภพภูมิที่ดีกว่า ” แล้วค่อยพูดประโยคต่อไป กรณีที่ไม่แน่ ใ จว่าผู้ป่วยได้บำเพ็ญคุณงามความดีหรือไม่ก็ให้เว้นคำพูดนี้ แล้วพูดประโ ยคต่อไปเลย ดังนี้ “ ถ้าร่างกายที่เรายืมอาศัยอยู่นี้ เสื่อมมากเกินไปแล้ว ทุกข์ทรมานมากเกินไปแล้ว ก็วางขันธ์วางร่างนี้ซะ แล้วไปเอาภพใหม่ร่างใหม่ที่ดีกว่า ที่ไม่ทุกข์ไม่ทรมานเหมือนที่เป็นอยู่” เราสามารถพูดสื่อสาระดังกล่าว หรือภาษาใกล้เคียงที่สื่อไปในทำนองสาระดังกล่าว โดยสื่อวนเวียนกลับไปกลับมาหลายรอบก็ได้ โดยดูที่ปฏิกิริยาตอบรับของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยรับได้และพยายามปฏิบัติตาม เราก็จะสังเกตเห็นความสงบผาสุกของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยรับไม่ได้หรือรับได้แต่รู้สึกพอแล้ว ก็จะแสดงปฏิกิริยาต้านหรือสื่ออาการบางอย่างบอกเรา เช่น ผู้ป่วย ยกมือให้เราหยุดหรือมีสีหน้าท่าทีไม่พอใจ รำคาญใจ ก็ให้เราหยุดสื่อสาระดังกล่าว ด้วยจิตเมตตา ไม่ถือสา ในขีดความสามารถที่จะรับสาระของผู้ป่วย แล้วปล่อยให้เป็น ไปตาม ธรรมชาติของเหตุปัจจัย ถ้าเราพูดสาระในการวางขันธ์วนหลายรอบพอสมควรแล้ว ผู้ป่วยก็ยังไม่วางขันธ์อยู่ ก็ให้ เราพักการพูดสาระนั้น โดยอาจไม่กลับมาพูดอีก แต่ผู้ป่วยก็จะเอาสาระนั้นไปใช้ เวลาต้องวางขันธ์จริง ๆ หรือถ้าองค์ประกอบเหตุปัจจัยสมควรจะกลับมาพูดอีก เมื่อประเมินว่าผู้ป่วยใกล้จะวางขันธ์เราก็สามารถกลับมาพูดซ้ำอีกได้ ในขณะที่ใกล้วินาทีสุดท้ายที่ผู้ป่วยจะวางขันธ์ เราจะสังเกตเห็นการหายใจเฮือกใกล้สุดท้ายหรือเฮือกสุดท้าย เป็นการหายใจที่ค่อย ๆ นิ่งค่อย ๆ สงบ ซึ่งผู้ป่วยต้องรวบรวมกำลังกายกำลังใจเพื่อ จะ วางร่างวางขันธ์ เรา อาจ ให้กำลังใจผู้ป่วย ด้วยการบอกผู้ป่วยว่า ทำมาได้ดีแล้ว ใกล้จะสำเร็จแล้ว ให้ พยายามอีกนิดหนึ่ง อีกอึดใจหนึ่งก็จะสำเร็จแล้ว พูดซ้ำวนกลับไปกลับมาเรื่อย ๆ จนผู้ป่วยสามารถรวบรวมกำลังกายกำลังใจแล้ววางขันธ์ได้ด้วยความสงบ เมื่อผู้ป่วยวางขันธ์แล้ว ผู้ป่วยจะหยุดการเคลื่อนไหว สมองไม่ทำงานไม่มีการตอบโต้ ใด ๆ หัวใจหยุดเต้น ไม่สามารถวัดชีพจรที่ข้างคอ หรือต้นขาด้านในได้ ถ้าตาของผู้เสียชีวิตยังไม่ปิด ก็ให้ปิดตาลง กดค้างไว้สักพักเพื่อให้อยู่ตัว จัดส่วนประกอบของ ใบหน้า และร่างกาย ให้เข้าที่เข้าทางดูดีตามสมควร แล้วให้ญาตินำศพไปดำเนินการตามจารีตประเพณีต่อไป ประคองสติญาติ การชื่นชมความสำเร็จในการวางขันธ์อย่างสงบของผู้เสียชีวิต และผู้เสียชีวิตก็ไม่ต้อง ทนทุกข์ทรมานกับความเสื่อมหรือโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้ากายขันธ์ของผู้ป่วยให้ญาติฟัง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ญาติมีกำลังใจ สุขใจ ภูมิใจและคลายความเศร้าโศกเสียใจลงได้ บ้าง ครูบาอาจารย์ของผู้เขียน เวลาไปแสดงธรรมที่งานศพ มักจะเล่าเรื่องราวในชาดกครั้งสมัยพุทธกาลเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาสาระดังนี้ เมื่อครั้งพุทธกาล มีหญิงนางหนึ่งที่พ่อ แม่ สามีและลูก ทุกคนของนาง ได้เสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน นางได้เศร้าโศกเสียใจมากจนแทบจะเป็นบ้า จึงได้ไปพบพระพุทธเจ้า แล้วทูลถามถึงยาที่จะช่วยชุบชีวิตของพ่อแม่ สามีและลูกของนาง พระพุทธเจ้าตรัสให้ไปหาเมล็ดผักกาดในบ้านที่ คนอยู่ในบ้าน ไม่มี ญาติ ตายมาชุบชีวิต นาง จึงเที่ยวไปสอบถามแต่ละบ้าน ปราก ฏ ว่า ไม่ว่าจะไปถามบ้านหลังไหนต่อหลังไหน คนที่อยู่ ในบ้านก็ล้วนแต่มีญาติคนนั้นคนนี้เสียชีวิตทั้งนั้น เช่น บ้านแต่ละหลัง ก็บอกว่า พ่อตายบ้าง แม่ตายบ้าง สามีตายบ้าง ภรรยาตายบ้าง บุตรตายบ้าง หลานตายบ้าง เหลนตายบ้าง ญาติคนนั้นคนนี้ตายบ้าง เป็นต้น นางก็เลยเข้าใจความจริงว่า ชีวิตที่เกิดมาทุกชีวิต ก็ต้องมีญาติพี่น้องตายพรากจากกันไปเป็นธรรมดาเหมือน ๆ กันหมด ไม่ช้าก็เร็ว ไม่มีชีวิตใดหลีกหนีพ้นไปได้ ไม่ใช่เราคนเดียวที่มีสภาพเช่นนั้น ทุกคนล้วนมีสภาพเช่นเดียวกันหมด นาง จึงคลายความเศร้าโศกเสียใจลง แล้วไปฟังธรรมพระพุทธเจ้า จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ผู้เขียนเองเมื่อมีเหตุปัจจัยพอเหมาะ ก็มักเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ญาติผู้เสียชีวิตฟังอยู่เสมอ เพื่อให้ญาติผู้เสียชีวิตได้รู้และฉุกคิดความจริงของชีวิต เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยคลายความเศร้าโศกเสียใจลงไปได้บ้าง และผู้เขียนมักเล่าให้ญาติผู้เสียชีวิตฟังเสมอว่า ถ้าผู้เสียชีวิตรู้ว่าเราเสียใจ เป็นทุกข์ ผู้เสียชีวิตก็คงไม่สบายใจ วิตกกังวล ห่วงหาอาลัยอาวร ณ์ จิตใจไม่สุขสงบ ไปสู่สุคติไม่ได้ แต่ถ้าเขารู้ว่าเราสงบ ไม่เอาเรี่ยวแรงกำลังไปเศร้าโศกเสียใจ แต่เอาเรี่ยวแรงกำลังมาดำเนินกิจกรรมการงานให้เรียบร้อยอย่างพอเหมาะพอดี ผู้เสียชีวิตก็จะไปสู่สุคติอย่างไม่ห่วงหาอาลัย เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป ความเศร้าโศกเสียใจ ความห่วงหาอาลัย ก็จะจางคลายไป แม้จะมีอาการดังกล่าววนกลับมาบ้างเป็นบางคราว ก็เป็นธรรมดา ที่พลังงานความรู้สึกดังกล่าว ยังไม่หมด ไป ยังฝังค้างอยู่ในจิตวิญญาณเรา เรา สามารถล้างพลังงานความรู้สึกทุกข์ รู้สึกไม่สบายดังกล่าวได้ด้วยการ หมั่นพิจารณาไตร่ตรองยอมรับความเป็นจริงว่าทุกชีวิตก็เป็นธรรมดาอย่างนั้น มันเป็นเพียงวัตถุสสารและพลังงานที่หมุนวนเกิดดับอยู่ในโลกเป็นธรรมดา ตราบ ชั่วกาลนาน ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ในใจเรา การที่เราสร้างอารมณ์ความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ ห่วงหาอาลัย ก็เป็นการสร้าง ความทุกข์ ความไม่สบายให้กับจิตใจและร่างกายเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร และเรา หรือใคร ๆ ก็ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงความจริงได้ แต่ถ้าเรายอมรับความจริงก็จะทำให้จิตใจเราสงบสบาย ร่างกายก็พลอยสบายไปด้วย เมื่อเราหมั่นพิจารณาไตร่ตรองความจริงดังกล่าว ก็จะทำให้อารมณ์ความรู้สึกทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ดังกล่าว ค่อย ๆ จางคลายไป แม้มีอา รมณ์ความรู้สึกดังกล่าววนกลับมาอีกกี่ ครั้งก็ตาม ก็ให้เราพิจารณาไตร่ตรองความจริง ยอมรับความจริง ความเศร้าโ ศ กเสียใจ ความ ห่วงหาอาลัยอาวรณ์ ก็จะลดน้อยลง ๆ และหมดไปในที่สุด ท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้ คงจะพอเป็นประโยชน์กับพี่น้องผองเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมเกิดร่วมแก่ร่วมเจ็บร่วมตายบ้าง จริงใจไมตรี ใจเพชร กล้าจน การวางร่างวางขันธ์ บรรยายโดย ใจเพชร กล้าจน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 เรื่องการวางร่างวางขันธ์ โดยประสบการณ์ในชีวิตของเราที่ได้ดูแลผู้ป่วย ก็มีหลายครั้ง ที่ผู้ป่วยถึงวาระสุดท้ายที่จะต้องวางร่างวางขันธ์ เราจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สุขที่สุด ทำให้เกิดความสงบ ให้วิญญาณของผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากที่สุด จากการที่เราได้ศึกษามา เราพบว่าในระหว่างก่อนที่เราจะวางร่างวางขันธ์ เราต้องช่วยให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานน้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ด้วยทุกวิธีการ ในทางพุทธศาสนา มีพระอริยะเจ้าหลายท่าน ท่านได้บอกไว้กับลูกศิษย์ โดยเฉพาะอย่างหลวงพ่อพุทธทาส ท่านบอกว่า ถ้าอาตมาจะตาย อย่าเอาอะไรเสียบปากอาตมานะ อย่าเอาอะไร เสียบปากเสียบคอ ขออย่าให้อาตมาต้องทรมานก่อนตาย หรือว่าครูบาอาจารย์ พ่อครูสมณะ โพธิรักษ์ บอกว่า ถ้าอาตมาจะตาย ขอให้ตายไปเลยนะ อย่าให้เอาอะไรมาทรมานอาตมาก่อนตาย ผู้ที่มีภูมิปัญญา เป็นพระอาริยะ ท่านจะรู้ว่า เวลาจะวางร่างวางขันธ์ ทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้ทรมาน ๆ ให้วางร่างวางขันธ์ด้วยความสงบที่สุด แต่คนที่รักญาติพี่น้อง มักจะอยากให้ผู้ป่วยทรมานก่อนวางร่างวางขันธ์ มักจะพาผู้ป่วย ไปโรงพยาบาล อย่างไรก็ขอให้ทรมานญาติเราให้ถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยให้เขาตายโดยมีเครื่องเสียบเยอะแยะไปหมด แล้วเขาจะภูมิใจมาก ญาติส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกว่าตนเองนั้นได้ดูแลญาติอย่างดีที่สุดแล้ว ถ้าญาติถูกเสียบปากเสียบคอ ร้องโอดร้องโอยก่อนจะวางร่างวางขันธ์ คนที่ภาคภูมิใจที่สุดดูเหมือนจะเป็นญาติ แต่คนที่ทรมานที่สุดดูเหมือน จะเป็นคนตายก่อนวางร่างวางขันธ์ เพราะฉะนั้น ที่จริงแล้ว เวลาจะวางร่างวางขันธ์ แม้แต่พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ยังไม่ต้องการให้เสียบให้ทรมาน ให้สงบที่สุด หรือท่านใด ๆ ก็ตาม ถ้าสงบที่สุดได้ ดีที่สุด เชื่อไหมว่า ผมเคยพบข้อมูลว่า ครั้งหนึ่ง มีผู้ป่วยยังดี ๆ อยู่ แล้วก็เกิดการเสียบปาก เสียบคอเข้าไป แล้วผู้ป่วยก็แย่ลง ๆ ผู้ป่วยบอกว่า อย่างไรก็ขอตายเถอะ ไม่ไหวแล้วขอให้เอาออก ขอตายเถอะ ผู้ป่วยทรมานมากเลย พอถอดออก ผู้ป่วยฟื้น แสดงว่า สิ่งที่เสียบเข้าไปทรมานมากเลย ทำให้แย่ลง แต่บางทีผู้ป่วยก็ไม่ฟื้น ก็วางร่างไปเลย แต่จะสงบกว่า เท่าที่ผมได้พบผู้ป่วย ผู้ป่วยที่โชคดีในการวางร่างวางขันธ์ในยุคนี้ โดยที่ไม่ต้องเสียบปากเสียบคอ น้อยมาก น้อยมากที่ผู้ป่วยจะเจอสภาพอย่างนี้ น้อยมากที่ผู้ป่วยเป็นผู้ที่เลือกเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในทางการแพทย์เองหรือในทางพระพุทธศาสนา ก็จะไม่บังคับว่า ผู้ป่วยจะเลือกแบบไหน จะไม่บังคับ บางท่านก็เลือกแบบมีสายเสียบ ก่อนจะวางร่างวางขันธ์ก็ได้ บางท่านก็ไม่เลือกแบบนั้น ขอวางขันธ์โดยธรรมชาติ เป็นสูตรธรรมชาติอย่างนี้เป็นต้น เราต้องให้สิทธิกับผู้ป่วยในการเลือก ที่จะวางร่างวางขันธ์แบบไหน อันนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะเลือก โดยหลักการแล้วก็ให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะวางร่างวางขันธ์ นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ส่วนจะเลือกใช้วิธีการใดบ้างนั้นตามสมควร แต่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ใช้วิธีปรับสมดุลร้อนเย็น เพื่อให้ลดความทุกข์ทรมานให้น้อยที่สุด เท่าที่เราจะทำได้ ดังนั้น เมื่อลด ความทุกข์ทรมานได้มากที่สุด รวมทั้งแม้แต่น้ำเกลือ แม้แต่อะไร ถ้าคุณหมอยืนยันว่า ไม่น่าจะรอดแล้ว หมดโอกาสแล้ว ก็สามารถที่จะเอาออกได้ มีบางท่านบอกว่า ถ้าถอดสายช่วยหายใจจะบาปไหม ก็มีคำถามเหมือนกันว่า กำลังใส่สายช่วยหายใจอยู่นี่แต่คุณหมอก็ยืนยันว่าใส่ก็ยื้อไปได้ระยะหนึ่ง แล้วก็ต้องเสียชีวิตอยู่ดี ไม่รอดอยู่ดี ใส่ก็ไม่รอด ไม่ใส่ก็ไม่รอด มีหมอมาถามผมเหมือนกันว่า “ จะบาปไหมถ้าถอดออก ” ผมก็ถามว่า “ แล้วจะบาปไหมถ้าไม่ใส่ ” ถ้าสมมติว่า ก็ไม่ได้ไปรักษากับหมอจะบาปไหม คนสมัยก่อนก็บาปหมดสิ ก็ไม่ได้ใส่ คนสมัยก่อนก็ไม่มีท่อใส่ แสดงว่า คนสมัยก่อนบาปทั้งหมดเล ย ใ ช่ไหม เพราะเขาไม่มี ท่อใส่ ก่อนวางร่างวางขันธ์ ก็ไม่ใช่ บาปหรือไม่บาป พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความทุกข์เป็นบาป ความไม่ทุกข์เป็นบุญ ความทรมานต่างหากเป็นบาป มันอยู่ที่ว่า ผู้ป่วยทรมานหรือไม่ทรมาน แต่ถ้าผู้ป่วยท่านใดต้องตายอยู่แล้ว ถ้าสมมติใส่ท่อช่วยหายใจแล้วทรมาน ถ้าเอาออกแล้วเขาลดความทรมานลง ก่อนวางขันธ์ จริง ๆแล้วจะเป็นบุญกว่าอีก ถ้าหมอยืนยันชัดเจนอยู่แล้วว่าอย่างไรก็ไม่รอด ก็ช่วยให้เขาไม่ต้องทุกข์ทรมาน อันนี้ทำให้เจ้าหน้าที่หมอและพยาบาลหลาย ๆ ท่าน เข้าใจ อยู่เหมือนกัน พอได้ฟังสัจจะนี้ จะรู้สึกสบายใจ ว่าเราไม่ใช่คนฆ่าผู้ป่วย แต่เราทำตามความต้องการของผู้ป่วย และเราช่วย ส่งวิญญาณของผู้ป่วย โดยไม่ให้เกิดความทุกข์ทรมานมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ไม่ใช่คนที่ทำบาป อันที่จริงเป็นการทำบุญเป็นการช่วย แต่ตรงกันข้าม เป็นการลดความทุกข์ทรมาน อันนี้ก็เป็นการไขรหัส ก่อนที่จะอธิบายต่อไปว่า เทคนิคการวางร่างวางขันธ์จะทำอย่างไรต่อไป สรุปแล้ว คือ พยายามลดความทุกข์ทรมานให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทางด้านร่างกาย จากนั้น ด้านจิตใจ เวลาก่อนผู้ป่วยจะวางร่างวางขันธ์ เราจะพูดกับผู้ป่วยว่า จริง ๆ แล้ว การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก การเสื่อมไป ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องธรรมดา ที่ชีวิต ก็ต้องมีการตั้งอยู่ และชีวิตก็มีการเสื่อมไป เป็นเรื่องธรรมดา ทุกชีวิตเหมือนกันหมด ไม่มีชีวิตใด ที่จะไม่ตั้งอยู่ และไม่มีชีวิตใดที่จะไม่เสื่อมไป ก็จะมีการตั้งอยู่และเสื่อมไป เป็นธรรมดา ไม่ใช่ เรื่องแปลก ถ้าเราบอกผู้ป่วย ว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว ผู้ป่วยใจจะหวั่นไหว จะวางขันธ์ด้วยความไม่สงบ ซึ่งอันนี้ในการวางร่างวางขันธ์ ของตะวันตกเขาไม่รู้ ผมได้ข้อมูล เวลาเขาจะวางขันธ์แบบตะวันตก พอเวลาจะตายจริง แม้แต่พยาบาลที่ทำหน้าที่วางขันธ์เอง หมอวางขันธ์กันเอง พอจะตายจริง ๆ ไม่กล้าตาย ดิ้นพลาด วางขันธ์ด้วยความไม่สงบ แต่การวางขันธ์แบบพุทธะ จะสงบดีมาก ต้องพยายามบอกกับผู้ป่วยว่า การตั้งอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก การเสื่อมไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกชีวิตต้องเผชิญ และก็ไม่ใช่สิ่ง ที่น่ากลัว เพราะเป็นสมบัติที่แท้จริงของทุกชีวิต การตั้งอยู่และเสื่อมไป เป็นสมบัติที่แท้จริงที่ ทุกชีวิตที่ต้องเผชิญ และการเสื่อมไปก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตจะต้องเดือดร้อนทุก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive