ลำธารชีวิต .docx
เนื้อหาในไฟล์
ลำธารชีวิต
“ ชีวิต ”... ควรจะเป็นของเรา และเราควรจะ ... เป็นผู้จัดการกับ “ ชีวิต ” ปล่อยตัว ... ไปกับสายธารที่ไหล เหมือนปล่อยใจ ... ไปกับยถากรรม แต่เมื่อไม่รู้จัก “ ชีวิต ” เราก็ ... จัดการกับมันไม่ได้
คำนำ “ ชีวิต ” เป็นสิ่งที่ “ เล็ก ” เกินกว่าคนจะเข้าใจแจ่มแจ้งได้ง่ายๆ และ “ ชีวิต ” ก็เป็นสิ่งที่ “ ใหญ่ ” และ “ กว้างไกลยืดยาว ” เหลือเกิน จนยากที่คนจะเข้าใจได้ง่ายๆ เช่นกัน ข้าพเจ้ากล่าวดังนี้ มิใช่แกล้งเล่นสำนวนแต่อย่างใด ทว่า นั่นแหละคือ คำกล่าวที่เป็นจริงอย่างแท้จริง เปิดไปอ่านดูเถิด ตั้งแต่บรรทัดแรกของหนังสือเล่มนี้ไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย เมื่อพิจารณาตามไป ดีๆ ท่านจะเข้าใจได้ว่า ข้าพเจ้ามิได้เล่นสำนวนเลย จริงๆ แต่ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้รับรอง หรือ ชี้ขาดตัดสินหรอกนะว่า ข้อเขียนทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ จะถูกต้องเป็นจริงไปเสียทั้งหมด จงอ่านและใคร่ครวญเอาเองเถิด ความเห็นและความเชื่อจะเกิดได้กับผู้เข้าใจ และเห็นแจ้งจริงตามเท่านั้น “ ลำธารชีวิต ” นี้เป็นหนังสือ ส . ค . ส . เล่ม ๓ ที่ข้าพเจ้าได้ทำขึ้น ซึ่งได้รวบรวมมาจากข้อเขียนคอลัมน์ “ ลำธารชีวิต ” อันได้เคยลงพิมพ์เผยแพร่มาแล้วในหนังสือ “ ไทยโทรทัศน์ ” แต่เมื่อจะนำมารวมเล่ม ข้าพเจ้าก็ได้เขียนขยาย ให้กระจ่างเพิ่มเติม พร้อมทั้งนำเอาส่วนที่ยังค้างๆ อยู่ ยังไม่ได้นำมาลงพิมพ์ มารวมไว้ด้วย ยังจะมีหนังสือ ส . ค . ส . อีกหนึ่งเล่มคือเล่ม ๔ ที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้ว และจะได้พิมพ์เผยแพร่แก่มวลชนต่อไป นอกจากนั้น ก็จะมีหนังสือ “ โพธิรักษ์เฟ้อ ” อันต่อเนื่องและล้นออกมาเกินขอบเขตอีกหนึ่งเล่ม ต่อจากนั้นไปก็เป็นเรื่องของ อนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตา ซึ่งไม่อยู่ในสภาวะที่ข้าพเจ้าจะกำหนดและยึดถือแล้ว จึงเท่ากับข้าพเจ้
อ่านต่อ
าได้ “ จบ ” หนังสือของข้าพเจ้าลงแล้ว ตรงจุดที่ยังไม่จบนั่นเอง ผู้ใดเห็นว่า “ ธรรม ” เป็นรสที่ควร “ เสพ ” ก็จงเชิญเถิด และเมื่อได้ “ เสพ ” แล้ว เห็นควรจะได้หนังสือไว้ หรือนำไปแจกแก่ผู้ควรเสพอื่น ก็แจ้งแก่ข้าพเจ้าไปเถอะ ข้าพเจ้าจะส่งมาให้ทันที ขอท่านเพียง “ แสตมป์ ” เพื่อการส่งหนังสือนี้จากท่านเท่านั้น หรือจะติดต่อขอรับโดยตรงกับข้าพเจ้า ตามที่อยู่ข้างล่างนี้ หรือแม้จะติดต่อขอรับที่โรงพิมพ์ห้องภาพสุวรรณ ๑ - ๓ สี่แยกบางขุนพรหม ในการพิมพ์หนังสือเผยแพร่ “ ธรรมะ ” ของข้าพเจ้าตลอดมา ตั้งแต่เริ่มต้นทีเดียว ก็ได้
“ โพธิรักษ์ ” วัดอโศการาม ปากน้ำ จ . สมุทรปราการ ๖ ธันวาคม ๒๕๑๓
- ๑ - ถ้ามีใครถามข้าพเจ้าว่า ทำไมจึงตั้งชื่อคอลัมน์นี้ว่า “ ลำธารชีวิต ” ข้าพเจ้าก็ต้องตอบได้ แน่ๆ เพราะเป็นถึงเจ้าของคอลัมน์ ก็ต้องรู้ แต่ว่าขณะนี้ยังไม่มีใครถามมา ก็ยังไม่มีหน้าที่จะตอบ ก็ต้องทำเฉยๆ ไว้ก่อน จนกว่าจะมีคนเขียนจดหมายถามมา ก็จะลงมือตอบทันที หรือใครจะมีเรื่องอันใด อันเกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิต เป็นต้นว่า อาจจะสงสัยแม้กระทั่งว่า “ ชีวิต คืออะไร ?” ก็ถามมาได้ หรือจะถามลึกๆ ไปเลยว่า “ ตายแล้วไปไหน ?” ก็ยังไหว แต่ก็อีกนั่นแหละ ยังไม่มีคนถามมา ที่ข้าพเจ้ายกตัวอย่างปัญหาขึ้นมานั้น ข้าพเจ้ายกขึ้นมาเอง บางคนก็คงจะทราบดี ถึงสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าขืนข้าพเจ้าถามเองตอบเอง จึงดูจะไม่เข้าที เพื่อให้มันเข้าทีดังกล่าวแล้ว ก็จะยังไม่ตอบ ใดๆ ทั้งสิ้น ในข้อสงสัยที่ข้าพเจ้าได้ยกตัวอย่างมาแล้ว แต่ถ้าใครอ่านแล้ว มีความสงสัยขึ้นมา อยากรู้ จริงๆ ว่า ... “ ชีวิต คืออะไร ?” และ “ ตายแล้วไปไหน ?” และหรือ แม้ชื่อคอลัมน์นี้ หมายความว่ายังไง ? ก็เขียนจดหมายถามมาจริงเสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะตอบ จริงๆ ในคอลัมน์นี้แหละ พูดมาถึงตรงนี้ ก็ขอบอกแนวทางของคอลัมน์นี้เสียเลยว่า คอลัมน์นี้เปิดขึ้นมา เพื่อจะคลี่คลายขยายข้อข้องใจสงสัย ใน เรื่องอันเกี่ยวเนื่องกับชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงตายนั่นแหละ ดังได้ยกตัวอย่างข้อข้องใจมาให้ดูแล้ว ดังนั้น ถ้าใครรู้สึกว่า ชีวิตเกิดมามันต้องสาป มีบาปหรืออย่างไร ? ก็ลองเล่าข้อเศร้า ข้อทุกข์ขึ้นมาดู จะมีทางแก้ไขกันได้อย่างไร จะได้ช่วยกันบ้าง หรือใครไปทำบาปทำบุญอะไรไว้อย่างไร แล้วก็เกิดไม่สบายใจอยู่ครามครัน หรือยังข้องใจอยู่ไม่หาย ก็ลองเขียนจดหมายเล่าสู่กันฟังดู อันใดมันควรจะเป็นยังไง ก็จะได้เล่าสู่กันฟัง
“ คน ” คือเหยื่อของ “ ธรรมชาติ ” สิ่งหนึ่งในหลายๆ สิ่งที่มีอยู่ประดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้า ใครไม่รู้ตัวว่า ตนเองก็คือเหยื่อของธรรมชาติ ก็จะต้อง เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด แล้วก็ตายแล้วก็เกิด หมุนวนหมุนเวียนขึ้นมาประดับโลกอยู่แล้วๆ เล่าๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ตราบโลกแตก ก็จะถูกโลกนี่แหละยึดเอาตัวไว้ใช้ เป็นเครื่องประกอบโลก และถ้าไม่รู้ตัวอยู่ตราบใด ก็คงถูกธรรมชาติครอบงำ ต้มยำทำแกงเอาตามอำเภอใจอยู่ตราบนั้น ดังนั้น ถ้าใคร “ รู้ตัว ” และไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างของธรรมชาติ รู้จักครองตนและนำตนออกมาจากการเป็นเหยื่อของธรรมชาติ และสุดท้าย ก็จะพาตนพ้นโลกนี้ไปได้ ผู้นั้นแหละชื่อว่า ผู้เจริญ ผู้ชนะ ผู้ฉลาด ผู้เห็นความแท้จริงได้ พุทธศาสนาเรียกคนเช่นนั้นว่า “ ผู้บรรลุธรรม ”
เพราะฉะนั้น “ ธรรม ” จึงคือ “ ความแท้จริง ” ใครยัง ไม่รู้ความแท้จริง เรียกว่า ยัง ไม่รู้ธรรมะ และถ้าใครยังนึกว่า สิ่งที่ตัวเองรู้แล้วนั้นเป็นความแท้จริง แต่ความจริงยังเป็นความแท้จริงที่ผิดๆ อยู่ ก็เรียกผู้นั้นว่า “ ยังหลงผิด ” ภาษาพระก็เรียกว่า ยังมี “ โมหะ ” และถ้าผู้ใดได้ไตร่ตรองดีแล้วถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ และแล้วก็ลงมติเอาเองว่า สิ่งที่ตนได้ไตร่ตรองแล้วนี้ ถูกต้องแล้ว แท้จริงแล้ว หรือแม้คนอื่นอีกหลายๆ คน ก็เห็นพ้องด้วยว่า ถูกแล้ว ต้องแล้ว แท้จริงแล้ว แต่โดยความจริงมันก็ยังเป็นการเห็นที่ยัง “ ไม่ถูกแท้ ” ยังเข้าใจได้ไม่ถูกแท้ เป็นความจริงอันเปลี่ยนแปลงได้อยู่ สิ่งนั้น อันนั้นก็คงยังเป็น “ ความเห็นผิด ” อยู่ ภาษาพระก็เรียกว่า “ มิจฉาทิฐิ ” และก็ตัว “ โมหะ ” กับ “ มิจฉาทิฐิ ” สองตัวนี้แหละ ที่เป็น อาวุธของธรรมชาติ ที่เอามาใช้กับ “ คน ” ให้หลงวนติดอยู่เป็นเหยื่อ ผู้ใดยังรู้แจ้ง “ โมหะ ” ( ความหลงผิด ) และ “ มิจฉาทิฐิ ” ( ความเห็นผิด ) ไม่ได้ ผู้นั้นก็ยังคงมี “ อวิชชา ” อยู่ คือยัง “ ไม่รู้แจ้งความแท้จริง ” อันแท้จริง ฟังภาษาพระมา ๔ - ๕ คำ บางคนคงร้อง ยี้ ! แสนจะไม่น่าสนใจ หรือแสนจะไม่รู้เรื่อง ถ้าผู้ใดมีความรู้สึกดังนี้ และแล้วก็รีบละมือละใจจากสิ่งนี้ หรือไม่ก็โยนเรื่องนี้ทิ้งทันทีอย่างไม่ไยดี ก็จงทราบไว้เถิดว่า ข้าพเจ้าก็จะต้องขอบอกว่า “ ปล่อยเขาไป - ปล่อยเขาไป ” เพราะเขายังพอใจที่จะเป็นเหยื่อของธรรมชาติอยู่ อย่างรัดแรงแข็งขัน ยังไม่ยอมหันมารู้ “ ความแท้จริง ” และยังไม่ยอมเรียนรู้เพื่อตนจะได้ชื่อว่า “ เจริญ ชนะ ฉลาด ” นั่นคือ ยังยอมตนเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า ดักดานแพ้ธรรมชาติ และโง่เง่า อยู่นั่นเอง จึงต้องปล่อยเขาไป ๆ ๆ ที่พูดมาถึงขั้นนี้ หลายคนคงจะนึก เขม่น ข้าพเจ้าเต็มที่ เพราะทำตัวราวกับเป็นศาสดา จะมาสอนเหมือนตนเองรู้มาก เป็นพหูสูต ยังงั้นแหละ เปล่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตนเป็น “ ศาสดา ” เพราะคำนั้น ข้าพเจ้าเคารพและยกย่องเทิดทูนให้กับ “ พระ สัม มาส ัม พุทธเจ้า ” และข้าพเจ้าก็ไม่หาญกล้า จะใช้คำว่า “ สอน ” ใครๆ ได้ แม้พระพุทธองค์ก็ยังไม่ทรงรับว่า ท่านสามารถสอนใครได้ นอกจาก “ เล่าสู่กันฟัง ชี้ทาง แนะทาง ” ให้กัน แล้วผู้ได้รับการแนะ ได้รับการชี้นั้น ก็นำไปปฏิบัติลองดูเอง แล้วผู้นั้นจะทราบเองว่า เขาได้อะไรมาจากการปฏิบัตินั้น แล้วเขาก็จะได้รู้เองในขั้นสุดท้ายว่า “ ธรรมะ ” ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของ “ พระพุทธเจ้า ” แต่เป็นของสาธารณะ เป็นของที่มีอยู่คู่กับโลก มีมานานแล้ว ใครคว้าเอา ใครก็ได้ ใครเฉยเมยไม่คว้า จะให้มันเข้ามาหานั้น ไม่มีทาง ! แต่ เจ้า “ ธรรมชาติ ” สิ ไม่ต้องไปคว้า ไม่ต้องไปเพียรพยายาม มันจะมาหาตัวเอง เข้ามาสิงอยู่ เข้ามาคลุกคลี เร่งใจ เร้าใจเอง โดยไม่ต้องเพียรพยายามแต่อย่างใด เพราะมันมีหน้าที่ผูกคนให้อยู่กับโลก ข้าพเจ้าหาญกล้าเปล่งวาจา ประหนึ่งท้าทายออกไปว่า “ ถามมาสิ !” แต่เบื้องต้นมานั้น มิใช่ว่า ข้าพเจ้ารู้แจ้งหมดสิ้นแล้ว ข้าพเจ้ารู้เท่าที่ตัวเองรู้เท่านั้น และแน่นอน จะต้องตอบได้เท่าที่ตัวเองตอบได้ สิ่งอันใดยังไม่แจ้ง ขืนข้าพเจ้าตอบออกไป มันก็คือสิ่งที่ยังไม่แจ้ง ท่านย่อมรู้ได้เห็นได้ สำหรับผู้ทีมี “ ตา ” พอจะสามารถเห็นได้ มี “ ปัญญา ” พอจะสามารถรู้แจ้งได้ ดังนั้น ก็เป็นของแน่นอนว่า ถ้าใครคิดว่า รู้มากกว่าข้าพเจ้าแล้ว ก็ไม่ต้องถามข้าพเจ้าเลย แต่ถ้าใครคิดว่ายังไม่รู้ อยากรู้บ้าง ก็ถามมาเถิด ข้าพเจ้าจะพยายามเท่าที่ปัญญาตัวเองมี แต่ถ้าข้าพเจ้าตั้งคำถามขึ้นมาแล้ว ลองตอบข้าพเจ้าหน่อยได้ไหมว่า ทำไม ? คนจึงกินสัตว์ และสัตว์จึงกินพืช และพืชก็กินดิน และ ดินก็กินคน มันเพราะเหตุอันใด ? ไปยังไงมายังไงกันแน่ ใครพอรู้ก็ลองตอบมาดู แต่ถ้าไม่มีใครรู้ ข้าพเจ้าก็จะนำมาเขียนถึงในคราวหน้า สำหรับคราวนี้ ก็คุยกันเล่นนิดหน่อยเท่าที่หน้ากระดาษมี ใครเคยคิดบ้างไหมเอ่ย ? ว่า ...... “ หมอดู ” เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ? และ “ ทรงเจ้า - เชิญวิญญาณ ” อะไรนั่นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ข้าพเจ้าเองเคยศึกษาเล่าเรียนค้นคว้า โดยเอาตัวเองนี่แหละ กระโดดเข้าไปค้นเข้าไปคว้า จริงๆ จนกระทั่งยอมรับว่า ความจริงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจริง แต่ที่ไม่จริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคนไม่เก่งจริง และไม่รู้จริง สิ่งนั้นจึงกลายเป็นของไม่จริง ยกตัวอย่าง “ หมอดู ” ถ้าคำจำกัดความของคำว่า “ หมอดู ” คือผู้ทำนายทายทัก หรือที่แท้ที่ถูกก็คือ ผู้รู้ “ ชะตาชีวิต ” ของคนอื่น ได้ทะลุปรุโปร่งอย่างแท้จริง แม้ในอดีต - ปัจจุบัน และอนาคต ผู้นั้นเรียกว่า “ หมอดู ” ถ้าเป็นดังนี้ คุณเชื่อไหมล่ะว่า วิชา “ หมอดู ” เป็นวิชาที่มีจริง และเป็นจริงได้อย่างแท้จริงด้วย หากผู้ใดมีความสามารถเจนจบในการฝึกฝนร่ำเรียนเพียรตน ให้ตนเองเป็น “ หมอดู ” ได้อย่างแท้จริง วิชา “ หมอดู ” ของหมอดูผู้นั้นก็เป็นจริง และทำนายทายทักความจริงออกมาได้ อย่างถูกต้องละเอียดลออ แต่เพราะ หา มนุษย์ที่จะฝึกฝนร่ำเรียนเพียรตน ให้ตนเองเป็น “ หมอดู ” ที่เก่งเยี่ยม จริงๆ ได้ยาก จึงหา “ หมอดู ” ที่แท้ไม่ค่อยได้ คนจึงเหมาเอาว่า วิชา “ หมอดู ” ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่ของจริง แต่ถ้าหากได้ “ หมอดู ” ที่แท้จริง ที่เก่งเยี่ยม วิชา “ หมอดู ” ก็ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเลย ดังนั้น จะหา “ หมอดู ” คนที่ว่านั้น ได้ที่ไหน ? ข้าพเจ้าจะบอกให้ “ หมอดู ” ที่เก่งเยี่ยมที่สุด และสามารถดูชะตาราศีของคนได้ทุกคน ดูได้ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดูได้แม้กระทั่งตัวเอง คนผู้นั้น เป็น “ หมอดู ” จริงๆ เพราะดังได้กล่าวแล้ว ถ้าคำจำกัดความคำว่า “ หมอดู ” คือ “ ผู้รู้ชะตาชีวิตของคนอื่น ได้ทะลุปรุโปร่งอย่างแท้จริง ” ละก็ “ หมอดู ” ตัวอย่างที่ข้าพเจ้า จะกล่าวถึงใน ที่นี้ ก็คือ “ พระสัพพัญญูอนุต ตรสัม มาส ัม พุทธเจ้า ” นี่แหละเป็น “ หมอดู ” ที่แท้ เพราะพระองค์ท่านสามารถดูได้แม่นยำ จริงๆ อย่าว่าแต่จะดูให้คนใดว่า จะตกนรกขึ้นสวรรค์ มั่งมีร่ำรวย ทุกข์จนอย่างไรเท่านั้นเลย แม้แต่ใครจะเป็น “ พระพุทธเจ้า ” องค์ต่อไปในอนาคตอันยาวไกล พระองค์ท่าน ก็สามารถรู้และดูได้อย่างไม่มีผิดพลาดด้วย แล้วจะหาว่าวิชา “ หมอดู ” ไม่มีในโลกนั้นไม่ได้ หรือจะหาว่า วิชา “ หมอดู ” เป็นวิชาไม่จริง ก็ไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ใครเรียนรู้สิ่งนั้นจริงแค่ไหน ? และมีความสามารถในสิ่งนั้นได้แค่ไหน ? ต่างหาก โดยนัยเดียวกัน เรื่อง ผีสางเทวดา ภูติวิญญาณ อะไร ต่างๆ ก็เป็นเรื่องจริง แต่ผู้เรียนรู้จะรู้ได้แค่ใดต่างหาก และจะสามารถกระทำการเกี่ยวกับสิ่ง นั้นๆ ได้แค่ใด ถ้าทำได้ดีเยี่ยม เก่งเยี่ยม ก็เรียกว่าจริง ถ้าได้น้อยไม่ได้มาก ก็ไม่จริงมากกว่าจริง เรื่องก็มีอยู่เท่านี้เอง สำหรับเรื่อง ทรงเจ้า - เชิญวิญญาณ อะไรนั้น ข้าพเจ้าขอเล่าประสบการณ์ให้ฟัง
ข้าพเจ้าเคยไปศึกษาร่ำเรียนวิชาเกี่ยวกับ การทรงเจ้า - เชิญวิญญาณ นี่อยู่นานหลายปีพอดู โดยแต่แรกก็ไปศึกษาเพราะอยากรู้ และมีความไม่เชื่อ ว่า จะมีเจ้ามีวิญญาณจริงนั้นเอง ตอนแรกก็ติดตามไปดูไปเห็น ดูไปยังไง เห็นมายังไง มันก็ยังไม่สนิทใจอยู่นั่นเอง คือยังไม่เชื่อว่า มีเจ้ามีวิญญาณอะไร ? การเชิญทรง หรือเชิญวิญญาณนั้น มันก็เหมือนการสะกดจิตตัวเอง เนื่องด้วยข้าพเจ้าเคยศึกษาวิชาเกี่ยวกับทางจิต ในด้านวิทยาศาสตร์ คือทางสะกดจิตมาก่อน ก็เลยทำให้คิดไปเอาเองว่า การเชิญทรงนั้น คือการสะกดจิตตัวเองให้มีสมาธิ เมื่อจิตมีสมาธิ มากๆ จิตนั้นก็มีความสามารถ อาจจะแสดงอะไรต่ออะไรออกมาได้ แม้จะสามารถมีตาทิพย์ หูทิพย์ หรือระลึกชาติตนเองได้ หรือทายปัจจุบัน อนาคตของผู้อื่นก็ดี ก็อาจทำได้ตามหลักธรรมดาธรรมชาติของทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น แม้การจะไปเชิญเจ้า เชิญวิญญาณที่ไหน ? เมื่อใด ? อย่างไร ? ข้าพเจ้าก็ยังคลางแคลงใจอยู่ตลอดเวลาว่า มันไม่มีวิญญาณ ไม่มีเจ้าที่ไหนกันหรอก มันเราเอง ตัวของเราเองนี่แหละเป็นไปเอง คือ จิตใต้สำนึกของเราเอง เมื่ออยู่ในสมาธิดิ่ง “ จิตใต้สำนึก ” นั้นก็ออกมาทำงานทุกทีไป ข้าพเจ้าเชิญวิญญาณนับครั้งไม่ถ้วน เจ้าธรรมดาไปจนขั้นอินทร์ ขั้นพรหม ก็เคยเชิญหมด วิญญาณคนธรรมดาตายดี ตายโหง ก็เคยเชิญมาแล้วทั้งสิ้น ก็ไม่ปักใจเชื่อลงไปได้สักทีว่า มันเป็นเรื่องจริง แม้บางครั้ง จะมีฤทธา ภิ นิหารอะไรบ้างตามควรก็ตาม ก็ยังเชื่อว่าอำนาจฤทธิ์เหล่านั้น เกิดจาก “ สมาธิจิต ” ทุกครั้ง ก็เชื่อว่า วิญญาณที่ว่านั้นก็คือ “ จิตใต้สำนึก ” ของตัวเองทั้งนั้น ไม่มีวิญญาณที่ไหน แน่ๆ จนอยู่มาวันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ไปดูเขาเชิญเจ้าพ่อ เห้งเจีย คนเชิญ เชิญมาก็แสดงอิทธิ ภิ นิหาร ตัดเชือดลิ้นเลือดไหล เอาเลือดออกมาขีดมาเขียนยันตร์ได้ แล้วก็สมานแผลตัวเองที่ลิ้นเรียบร้อยได้ พูดภาษาจีนปรื๋อ ข้าพเจ้ามีโอกาส ก็เลยเชิญเจ้าพ่อ เห้งเจีย ลองดูบ้าง เพราะความอยากรู้ ถ้าวิญญาณมีจริง ก็ต้องเชือดลิ้นได้เช่นกัน และพูดจีนได้เช่นกัน พอเชิญวิญญาณ เห้งเจีย มา ข้าพเจ้าก็พูดภาษาจีนได้ จริงๆ แต่ไม่มีใครกล้าเอามีด มายื่นให้ข้าพเจ้าเชือดลิ้น แต่เพียงพูด ภาษาจีนได้นี่ ข้าพเจ้าก็งงแล้ว เพราะในชีวิตของข้าพเจ้า ไม่เคยรู้ภาษาจีนเลย จะพอรู้บ้างก็ “ เจ ี๊ ยะ ” “ ขื่อ ” อะไรไม่เกิน ๑๐ คำนี้เท่านั้น และเป็นจีนแต้จิ๋วด้วย แต่ที่เจ้าพ่อ เห้งเจีย มาเข้าทรง ในร่างของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าพูดจีนกวางตุ้งบ้าง ไหหลำบ้าง ซึ่งจนด้วยเกล้าของข้าพเจ้า จริงๆ อย่าว่าแต่กวางตุ้ง ไหหลำเลย มันแตกต่างกันตรงไหน ข้าพเจ้ายังไม่รู้ ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าก็พยายามเชิญอีก ๒ - ๓ ครั้ง โดยให้คนไปหาล่ามภาษาจีนมา เพื่อจะพิสูจน์ให้แน่ว่า ข้าพเจ้าพูดจีนได้แน่ ( ที่แท้ไม่ใช่ข้าพเจ้า แต่เป็นวิญญาณพูด ) ครั้งสุดท้าย ล่ามบอกว่าภาษาจีนที่พูดนั้น ไม่ใช่ภาษาจีนธรรมดา เป็นภาษาจีนโบราณ และส่วนมากเป็นภาษาเจ้า ด้วย เพราะครั้งหลังนี้ เชิญเจ้าพ่อกวนอูด้วย เหตุที่จะเชิญเจ้าพ่อกวนอู เพราะมีคนค้านว่า เจ้าพ่อ เห้งเจีย ไม่มีจริง เป็นชื่อคนในนิทาน จึงไปเชิญเจ้าพ่อกวนอูแทน เชิญมาก็พูดจีนเช่นกัน ถามเจ้าพ่อกวนอูว่า เจ้าพ่อ เห้งเจีย มีไหม ? เจ้าพ่อกวนอูก็ยืนยันว่า มี จริงๆ ไม่ใช่นิทานอะไร เรื่องจึงมาจนแต้มตรงนี้ ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่า วิญญาณนั้นมีจริง แต่คนเชิญสิ จริงแค่ไหน ยิ่งเก่งจริง เชิญมาได้สนิทดี จริงๆ ก็ยิ่งเป็นจริงเท่านั้น แต่ส่วนมากเชิญมาไม่ได้สนิท มาเพียงนิดๆ หน่อยๆ หรือไม่มาเลย แล้วสภาพความเคยชินแสดงผลออกมา เหมือนมีวิญญาณอยู่ในร่างเท่านั้น แม้ข้าพเจ้าเองก็เคย บ่อยๆ ไป บางทีรู้ว่า ขณะนี้ไม่มีวิญญาณอะไรเลยในตัว และบางทีมีวิญญาณมาประทับร่างนิดเดียวก็มี จึงเป็นการยากเหลือเกินที่จะทำให้ดี จริงๆ เรื่องจริงกลายเป็นเรื่องปลอมมากกว่าเรื่องจริง เป็นวิชาจริง แต่คนทำ ทำได้จริงแค่ไหน นั่นเป็นเรื่องที่ควรพิจารณา ดังที่ข้าพเจ้าได้ยกตัวอย่าง เรื่อง “ หมอดู ” มาแล้ว ตราบจนเมื่อข้าพเจ้าได้ละมือ เลิกเอาใจใส่ ทางวิชาการอันไม่ใช่ “ วิชา ” ของพระพุทธเจ้า คือเลิกหมด เชิญเจ้าเข้าผี สะกดจิต รักษาคนไข้ ตั้งศาล ปราบวิญญาณ แสดงฤทธิ์ ต่างๆ หรือวิชา อื่นๆ อันไม่ใช่ทางตรง ที่จะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ข้าพเจ้าตีตัวออกห่างหมด หันมาศึกษาพุทธศาสนา ปฏิบัติพุทธศาสนาโดยแท้ทางเดียว จึงได้เข้าใจว่า “ วิญญาณ ” คืออะไร ? เกิดได้อย่างไร ตายอย่างไร หรือล่องลอยอยู่อย่างไร อย่างไม่กังขา และถ้าใครสนใจก็ตีวงเข้ามา เราจะคุยกันต่อไป เท่าที่จะเล่าสู่กันฟังได้ อย่ารู้อย่าง “ โมหะ ” หรือรู้แจ้งอย่าง “ มิจฉา ทิฏฐิ ” มันทำให้เราได้ชื่อว่า “ งมงาย ” ใครมีอะไรอยากถาม จดหมายถามมาด่วน จะได้เริ่มคุยกัน จริงๆ ทันที งวดนี้ข้าพเจ้าฝอยคนเดียวทั้งเพ
มกราคม ๒๕๑๓
- ๒ - ถ้าเราปล่อยตนให้ไหลเรื่อยไปกับสายธาร เราก็ต้องลอยชีวิตไปตามสายธารนั้น ถ้าเราขืนแข็งไว้บ้าง เราก็จะไม่ถูกสายธารพัดพาไปตามใจชอบ และยิ่งถ้าเราไม่ยอมให้สายธารนั้น มันมามีแรงมีฤทธิ์อะไรกับชีวิตของเราเลย เราก็จะเป็นผู้ไม่ขึ้นกับลำธารนั้นโดยประการทั้งปวง ชีวิตของเราก็จะเป็นของเราเอง เราจะเป็นผู้มองเห็น การไหลของสายธารนั้นอย่างชัดถนัดตา เมื่อเราไม่ยอมจมอยู่ในสายธารนั้น แต่ถ้าตราบใด “ คน ” ยังมอบชีวิตไว้กับสายธาร ให้มันพัดพาไปตามประสา ชั่วนาตาปีแล้ว เราก็จะยังคงล่องลอยอยู่ในลำธารชีวิต ชั่วกัปชั่วกัลป์ ไหลไปไม่หยุดหย่อน ไม่จบสิ้นนิรันดร ชีวิตควรจะเป็นของเรา เราควรรู้จัก “ ชีวิต ” ให้ดีให้พอ และแล้วเราก็ควรจะจัดการกับ “ ชีวิต ” ของเราให้สู่ถิ่นที่ถูกที่ควร มิใช่ปล่อยตัวไปกับสายธารที่ไหลเรื่อย ไม่หยุดหย่อนลงได้ ถ้าไม่ตั้งหลัก ยันกายขึ้นมาอย่างแข็งขืน และยืดอกให้ผึ่งผายแล้วละก็ เราก็จะเป็นมนุษย์ที่จมอยู่กับธรรมชาติไปตลอดโลกแตกสลาย ข้าพเจ้าได้รับจดหมาย ๓ ฉบับ ก่อนจะลงมือเขียนต้นฉบับนี้ ก็เลยจะขอนำจดหมายทั้ง ๓ ฉบับ ลงไปในนี้ด้วยเลย เพราะเรื่อง ก็คล้ายๆ กัน สำหรับผู้ยังไม่รู้ แต่ถ้าผู้รู้แล้ว ก็จะเรียกได้ว่า เรื่องเดียวกันเลยทีเดียว เพราะในโลกนี้ ไม่มีเรื่องอะไรมากไปกว่า “ สิ่งที่มีชีวิต ” กับ “ สิ่งที่ไม่มีชีวิต ” ดังนั้น โปรดค่อยๆ ติดตามให้ดี จดหมายฉบับแรก ยาวหน่อย ของคุณ “ ผู้อยากทราบเรื่องคนหนึ่งค่ะ ” บ้านซอยเสริมสุข ฉบับที่ ๒ ของคุณ “ นลินี ” บ้านตรอกวัดทองนพคุณ อีกฉบับหนึ่งของคุณ “ จากคนอยากฟัง ” ๑๒ ค . ถนนนางพิมพ์ แล้วก็ค่อยฟังไป เรื่อยๆ เป็นขั้นๆ ก็คงจะยืดยาวพอใช้ เพราะเป็นเรื่องยาว จริงๆ อดใจติดตามหน่อยก็แล้วกัน ลองอ่านในฉบับแรกนี้แล้ว พอจะไหวไหม ? ถ้าไม่ไหว ก็จดหมายบอกข้าพเจ้าใหม่ จะได้หาวิธีเล่าสู่กันฟังให้เข้าใจ
ที่บ้านซอยเสริมสุข ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ เรียน คุณรัก รักพง ษ์ ที่นับถือทราบ ดิฉันไม่ทราบมาก่อนเลยว่า คุณรัก สนใจเกี่ยวกับวิญญาณและการนั่งสมาธิ เห็นออกทีวีอยู่ บ่อยๆ จนมาได้อ่านคอลัมน์ของคุณเมื่อกี้นี้เอง ดิฉันก็เขียนจดหมายมาทันทีเลยค่ะ คิดว่าจดหมายฉบับนี้ คงเป็นที่สนใจของคุณบ้าง ไม่มากก็น้อยนะคะ ตามธรรมดา ดิฉันก็เป็นคนที่สนใจเรื่องวิญญาณเหมือนกัน เพราะเคยอ่านหนังสือบ้าง และเคยไปฟังอาจารย์พร รัตนสุวรรณ ท่านบรรยายที่วัดมหาธาตุ แต่ไปเฉพาะวันอาทิตย์ ดิฉันเคยมีเรื่อง สงสัยอยู่อย่างมาก จนมาบัดนี้ ก็ยังไม่หายสงสัย ขอฟังความเห็นของคุณ เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างนะคะ เรื่องมีอยู่ว่า คุณแม่ของดิฉัน ถ้านับจนถึงวันนี้ ท่านเสียมาได้ ๕ ปีกับ ๖ เดือนแล้วค่ะ แต่เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้วมานี้ ได้มีญาติผู้ใหญ่ของดิฉัน ท่านมาแนะนำว่า มี อาจารย์ดี ดูเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณของผู้ตายว่า เวลาเสียชีวิตแล้วไปไหน และไปอยู่ลำบากอย่างไร และอาจารย์ผู้นี้ ก็อยู่แถววงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี ดิฉันพร้อมด้วยพี่สาวและญาติผู้ใหญ่ท่านนั้น ก็ไปที่บ้านอาจารย์ นำรูปถ่ายของคุณแม่ไปด้วย เพราะต้องให้ผู้ที่จะดู ดูให้รู้จัก พอไปถึงบ้านเห็นคนมากันแยะทีเดียวค่ะ มีทั้งมารักษา และมาดูเรื่องวิญญาณ อ้อ ! ที่บ้านอาจารย์ท่านนี้ คุณฉลาด เค้ามูลคดี ก็อยู่ด้วยค่ะ คุณรัก คงรู้จักนะคะ พอนำรูปให้อาจารย์ดู ท่านก็นั่งหลับตา คล้ายๆ กับนั่งสมาธิ พร้อมทั้งบอกว่า เวลาที่คุณแม่เสีย วิญญาณออกทางปลายเท้า และท่านก็หาต่อไป พร้อมกับพูดว่า บนดินไม่มี หลับตาต่อไปบอกว่า บนสวรรค์ไม่มี ต่อมาท่านก็มาหาที่นรกค่ะ และ เจอคุณแม่ของดิฉันที่นรก พร้อมกับบอกว่า คุณแม่ของดิฉันกำลังถูกลงโทษ เพราะเคยทำบาปไว้ อาจารย์ถามว่า จะให้ท่านพาคุณแม่มาพบไหม ? พี่สาวของดิฉันก็ว่า ให้พามา ท่านก็บอกว่าต้องขออนุญาตยมบาลก่อน แล้วท่านก็พูดออกเสียงด้วย ดิฉันได้ยินว่า ท่านถามยมบาลว่า คุณแม่ของดิฉันทำผิดอะไรถึงมาตกนรก และจะพาขึ้นมาได้ไหม ? พร้อมกันนั้น ท่านก็สัญญากับยมบาลว่า จะนำมาส่งเมื่อขึ้นมาพบ ลูกๆ แล้ว และก็พามาค่ะ ดิฉันน ่ ะ ไม่เห็นหรอกนะคะ แต่ได้ยินอาจารย์พูดว่า กำลังมาแล้ว เดินตามมาพร้อมทั้งมีโซ่ตรวนล่ามมาด้วย และมาหยุดอยู่หน้าประตูแล้ว ทุกระยะที่อาจารย์พูด ดิฉันเอง ใจคอเต้นหมด รู้สึกเหมือนเห็นภาพว่า คุณแม่ของดิฉันกำลังลำบากและน่าสงสารที่สุด ในขณะที่เขียน จ . ม . นี้ ดิฉันเองก็ยังใจเต้นอยู่เลยค่ะ ( ขอโทษที่นอกเรื่อง ) ต่อมาอาจารย์ก็บอกว่า ให้คุณแม่นั่งคอยอยู่หน้าประตูก่อน ให้เด็กที่เฝ้าประตู ( วิญญาณ ) นำข้าวปลาอาหารมาให้คุณแม่ของดิฉันรับประทาน ทุกขณะที่อาจารย์หลับตาและพูด แต่ละคำที่พูด ทำให้ใจดิฉันห่อเหี่ยวมากค่ะ เช่นพูดว่า ไม่ต้องรีบร้อนกินหรอก ค่อยๆ กินก็ได้ ลูกๆ มาคอยอยู่ เดี๋ยวกินเสร็จแล้วค่อยเข้ามานะ ให้ตามอาจารย์เข้ามา ในขณะที่อาจารย์ว่า คุณแม่ของดิฉันอยู่หน้าประตูนั้น ก็มีหญิงสาวซึ่งอยู่ในบ้านนั้นเช่นกัน และฝึกการนั่งดูวิญญาณเช่นกันขึ้นมา และอาจารย์ก็บอกให้หญิงสาวนั้น นั่งดูว่ามีใครอยู่หน้าประตูบ้านบ้าง หญิงสาวนั้นหลับตาและพูดว่า มีหญิงแก่คนหนึ่งกำลังนั่งทานข้าวอยู่หน้าประตูบ้าน และมีโซ่ตรวนติดมาด้วย พร้อมทั้งมีเด็กหญิงสองคนตามมาด้วย ข้อนี้ทำให้ดิฉันคิดว่า คงจริง เพราะหญิงสาวนั้น ไม่ได้นั่งฟังมาก่อนเลย แต่สามารถเห็นได้ตรงกับที่อาจารย์ผู้นั้นพูด แต่ในขณะที่หญิงสาวผู้นั้นกำลังนั่งสมาธิ อาจารย์ก็นั่งสมาธิอยู่เช่นเดียวกัน ต่อไปนะคะ สักพักใหญ่อาจารย์ก็บอกว่า เอาละขึ้นมาได้แล้ว ตามมานะ พอขึ้นบันไดก็ตรงไปกราบพระพุทธรูป ( ซึ่งมีมากมาย ) ก่อน และไปกราบอาจารย์ที่คุยอยู่อีก ต่อมาก็บอกกับพี่สาวดิฉันว่า คุณแม่กำลังเข้ามากอดพี่สาวของดิฉันอยู่ พร้อมทั้งร้องไห้ด้วย มีเด็กมาสองคน อาจารย์ถามคุณแม่ว่า เป็นใคร และอาจารย์ก็มาบอกกับพวกดิฉันว่า เด็กที่มาเป็นพี่น้องของดิฉันที่ เสียไปตั้งแต่ เล็กๆ และเจอคุณแม่เมื่อคุณแม่เสีย
คุณรักคะ ดิฉันอยากได้ยินคำพูดเหล่านั้นเองเหลือเกิน เพราะมาตอนหลังนี้ ดิฉันทราบว่า เรื่องวิญญาณ มี จริงๆ แต่เรื่องนรก - สวรรค์ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นในหนังสือไตรภูมิพระร่วง หลายร้อยปีมาแล้ว เป็นหนังสือเก่ามากเชื่อถือกันมานาน จนกระทั่ง ทางศาสนา ยอมรับเข้าไว้อยู่ในการสอนศาสนาด้วย เพราะเข้าใจง่าย และเห็นภาพได้ง่ายที่สุด เรื่องทำความดีความชั่ว และเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เช่น ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย พี่น้องของดิฉันที่เสียไปตั้งแต่ เล็กๆ นั้น ทำไมยังต้องไปตกนรกหมกไหม้อยู่อีก อ้อ ! แล้วการถามคุณแม่ของดิฉันว่า ท่านทำบาปอะไร จึงต้องไปตกนรก อาจารย์ถามแล้วทราบเรื่องว่า คุณแม่ของดิฉันเคยตัดเศียรพระขายค่ะ และเป็นพระศักดิ์สิทธิ์มาก พอมาถึงตอนนี้ ญาติผู้ใหญ่ที่ไปด้วย ที่แนะนำไปและโฆษณาสรรพคุณก่อนมา ถึงกับสะอึกเลย เพราะคุณแม่ของดิฉัน ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เป็นคนดีที่สุด ( ไม่ใช่เพราะท่านเป็นคุณแม่แล้ว จะไม่ยอมรับว่า ท่านอาจทำผิดได้ หรอกนะคะ ) แต่คุณแม่ของดิฉัน ตอนยังมีชีวิตอยู่ ท่านคลุกคลีกับคนจนมากมาย แล้วช่วยเหลือคนจนอยู่เสมอ บางครั้งก็พอมากรุงเทพฯ เที่ยวดูนั่นดูนี่ ให้คนต่างจังหวัดจนๆ หู ตาสว่าง บางครั้งก็นำเสื้อผ้าทางบ้านไปให้ พาไปหาหมอเวลาไม่สบาย เพราะคุณแม่ของดิฉันไม่ใช่คนที่แต่งกายสวยงาม ตามที่คนแก่ๆ ในกรุงเทพฯ ชอบแต่ง ท่านนุ่งโจงกระเบน ตัดผมทรงเก่าๆ ทานหมาก จึงไม่เหมือนพวกชอบทำบุญเอาหน้าด้วย และช่วยพี่น้องทุกคน จนมีหลักฐานดี และเท่าที่ชีวิตของท่านที่ดิฉันโตและได้เห็นมา ก็ยืนยันได้เต็มปากว่า ท่านไม่ใช่คนแบบนั้น คนที่ชอบขโมยเศียรพระขาย จนไปตกนรกนแร ้ก อะไร เพราะเหตุนี้เอง พวกดิฉันที่ไปกันจึงร้อง ยี้ ! พร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive