ปฏิโสต.pdf
เนื้อหาในไฟล์
1 เดลิไทม์ ตะลุยไฟ ประจ ำวันอำทิตย์ที่ 15 มกรำคม 2521 โดย... “ปฏิโสต” คติวันนี้ : "เงิน" จะฆ่าได้แม้มนุษย์ยอดสุดฉลาด "เงิน" จะฆ่าไม่ได้ก็แต่ “พระอริยะ" ที่แท้จริงเท่านั้น เพราะท่านหยุดสะสม หยุดใช้มันได้อย่างแท้จริง... จริงๆ จะไม่ขอเกริ่นกล่าวเบิกโรง หรือเปิดฉากอะไรกันละ “ปฏิโสต” ขอตะลุยกันเลยทีเดียว ไฟกองแรกที่ ปฏิโสต จะตะลุยก็คือ "เงิน" (ธนบัตร ที่ใช้ได้ตามกฎหมาย) นี่แหละ ที่เป็น“อัคคี” อันโมหะกันอย่างสุดแสบ บอดมืดลึกล ้า จนไฟราคะก็ท่วมโลกเจียนจะไม่มีที่อยู่สุขกันแล้ว ไฟโทสะก็สุดยอดอ ามหิตเหี้ยมโหด ทั้งร้อนจี๋ ทั้งเย็นเจี๊ยบได้ยิ่งกว่าภาพยนตร์อภิบรมมหาบู๊บ้าเลือดเลวบ่งระดับ ซึ่งน าทางดีนักกันจริงๆ จังๆ รูปการ์ตูนของคุณประยูร จรรยาวงศ์ ที่ตัดจาก "ไทยรัฐ " มาลงประกอบนี้ก็เป็นข่าวระเบิดใหม่ๆ อุ่นๆ ที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามันมาจาก เงิน ตั้งแต่เริ่มต้น จนกลายมาเป็น “อิทธิคุณ” มหัศจรรย์แสดงปาฏิหาริย์ อวดฤทธิ์กันกลางเมือง ยอดเดรัจฉานวิชาแท้ๆคือ "เงิน" นั่นแหละเป็นตัวไฟทั้งสิ้นทุกระยะ ท าไมหนอ: มนุษย์ทุกคนต่างก็ล้วนเกิดมาเพื่อศึกษาเพื่อท าตนให้เกิดความเจริญสูงส่งสู่ความประเสริฐน่าสรรเสริญให้แก่ตนทั้งนั้น แต่ท าไมจึงยังเป็นทาสเงินชนิด ปล่อยไม่ไปกันขนาดนี้ ๆๆ กันนัก? จะเห็นได้ชัดที่สุดว่า โลกยิ่งอายุยืนยาว คนก็ยิ่งเป็นทาสเงินยิ่งขึ้นเพราะ… แม้จะถามเด็กน้อยผู้ยังอยู่ในคราบของคนก าลังเรียน ว่า "หนูเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร" ? เด็กที่ไม่ช่างเสแสร้ง ไม่ช่างตีคารม ฉลาด ไม่ใช่มหาเปรียญที่โมหะต่อวจีสังขารทุจริตของตน ส่วนใหญ่ก็จะตอบตรงตามส านึกซื่อของตนทันทีว่า “เรียนไปเพื่อท าเงิน " นี้คือ มนุษยที่ล้มเหลวมาตั้งแต่เด็ก เพราะมีส านึกในการ ศึกษาที่ล้มเหลว ! 2 เพราะตามสัจธรรมนั้น ทุกคนเรียนเพื่อจะได้ “
อ่านต่อ
ท างาน" ให้ดีให้เก่งให้มาก เป็นนักสร้างสรร นั่นต่างหากที่คือ เป้าหมายตรง อันเป็นความดีความเจริญสูงส่งความประเสริฐ น่าสรรเสริญของมนุษย์ จะมีเงินได้เงิน หรือไม่มีเงิน ไม่ได้เงินช่างมันปะไร หรือแม้จะมองกันด้วยตาเนื้อๆ ตื้นๆ ง่ายๆ ในผู้ใหญ่ผู้โตทั้งหลาย ที่มีงานมีหน้าที่กันแล้ว ตั้งแต่มุ่งหน้าท างานเล็ก ท างานแมงหวี่ ไปจนงานเท่าช้างเท่าโลก ก็จะยังคงใช้ "เงิน" นั่นเองเป็นตัววัดความดี ความเจริญ ความสูงส่ง ความประเสริฐของมนุษย์กัน ถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ นี้ก็คือ ความล้มเหลว อันมหาประลัยที่สุด เพราะมีส านึกในสัจธรรมที่ล้มเหลว เป็นโมหัคคีแท้ ๆ ของมนุษย์ ! จงจ าไว้ว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน....ไม่ได้อยู่ที่ “เงิน” เลย ตามสัจธรรมแท้ ๆ เมื่อกล่าวถึง สัจธรรม เรื่องส าคัญที่สุด ก็คือ "พระ ผู้ปฏิญญาตนว่า เป็นสมณะของพุทธทั้งหลายก็จะต้องไม่เป็นแบบอย่างน าทาง ไม่เสี้ยมสอนผิด ไม่กล่าวหลอกคน หรือเบี้ยวบาลีอยู่อย่างไฟ(นรก)ไหม้ปาก เพราะมัวแต่พูดว่า “เงิน” เป็นปัจจัยๆๆๆ (ปัจจัยที่ 5 หรือไง ?) ทั้งๆ ที่พระไม่ต้องมีเงิน ไม่ต้องใช้เงิน (วัตถุอนามาส) แล้วก็ยังได้ แต่ “พระ” บางจ าพวก ส่วนใหญ่ก็ยังกระหายเงิน เป็นทาสเงินอยู่อย่างตะลุยไฟ ซึ่งไหม้ตัวไหม้ใจแล้วๆ อีกๆ ด้วยอวิชชาแท้ นี่สิ...ประเทศไทยจะพลอยเป็นโดมิโน่ตัวสุดท้ายที่จะล้มก็เพราะศาสนาได้ไหม้สูญไป ด้วยน ้ามือพระเองนี่แหละเผาเอง อันมาแต่ไฟโมหะเอง ทั้งๆ ที่พุทธศาสนาที่มีเนื้อแท้ทุกวันนี้นั้น ยังมีฤทธิ์ประคองประเทศไว้ได้อยู่จริง เดลิไทม์ ตะลุยไฟ ประจ ำวันอำทิตย์ที่ 22 มกรำคม 2521 โดย... “ปฏิโสต” คติวันนี้... ระวัง! สมบัติอันเป็นยอดเพชรยอดทองค าสุดแสนรักสุดแสนหวง ไม่ว่าชิ้นหนึ่งชิ้นใดที่คุณรักษาไว้ในเซ็ฟบนหัวเตียงนอนของคุณ ถ้าคุณไม่เคยได้เอาออกมาเช็ด เอาออกมาขัดหรือแม้แต่จะเปิดดูบ้างก็ไม่ได้ท านั้น เป็นความผิดอย่างร้ายแรงที่สุดของคุณ และมันย่อมมีสิทธิ์ 3 กลายเป็นลูกระเบิดเวลาฤทธิ์แรงที่จะระเบิดเมื่อใด ก็พินาศฉิบหายทั้งตัวคุณทั้งจะพาลพาให้เพื่อนบ้านทั้งหลายพลอยพินาศฉิบหายไปด้วยได้ทันที "ปฏิโสต" เคยได้รับค าถามว่า ศาสนาพุทธ ดียังไง ? ท าไม.... "ศาสนาพุทธ" ดี มีพุทธคุณคุ้มครองมีฤทธิ์มีแรงมีศักดิ์ศรีสูงถึงขนาดเทิดทูนกันไว้คู่เคียงกับสถาบันชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วก็ให้ประชาชนรัก ให้ประชาชนเชิดชู ให้ประชาชนรักษา ให้ประชาชนทะนุถนอม ถึงกับว่า ถ้าผู้ใดยอมเสียชีพเพื่อชาติ เพื่อศาสนา เพื่อพระมหากษัตริย์ กันละก้อ นั่นแหละคือ ผู้นั้นเป็นคนไทย เลือดไทยรักไทยสุดใจขาดดิ้นกันละ ยกย่องกันได้ถึงปานนั้นเจียวหรือ ? ส าหรับการจะเสียชีพเพื่อชาติ หรือเพื่อพระมหากษัตริย์นั้น เห็นด้วยว่า เป็นผู้เลิก เป็นคนไทยเลือดไทยรักไทยสุดใจขาดดิ้น เพราะชาติและพระมหากษัตริย์มีคุณมีฤทธิ์มีแรงมีศักดิ์ศรีสูง เป็นเนื้อเป็นตัวคุ้มครองมนุษย์คนไทยไว้จริง เห็นได้ชัดในความจริงที่ปรากฏอยู่ ทั้งด้วยเหตุผลและทั้งด้วยความเกิดความเป็นความมีอยู่ของสภาพแวดล้อมทั่วไป แต่ส าหรับพุทธศาสนาไม่เห็นว่า จะมีคุณมีฤทธิ์มีแรงมีศักดิ์ศรีอะไร เท่าเทียมชาติ เท่าเทียมพระมหากษัตริย์ (และตามจริงพระมหากษัตริยยังต้องเคารพนอบน้อม ต่อสถาบันพุทธศาสนาอีกเสียด้วย) มิหน าซ ้าพุทธศาสนาท าให้คนงมงาย ท าให้คนเฉื่อยชา ท าให้คนสูญเสียแรงงาน ท าให้คนหลงฝันหลงเพ้อเจ้อในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ท าให้คนไม่คิดอ่านพัฒนาเพราะมัวสอน "มักน้อย“ เพราะสอน "สันโดษ “ เพราะสอนให้หลบเลี่ยงหลับใหลหลีกจากสังคมเอาตัวรอด พุทธศาสนา คือะไร ? และถ้าพุทธศาสนาดีแล้วไซร้ ญวน-เขมร-ลาว แม้แต่ ธิเบต ล้วนเป็นประเทศที่นับถือพุทธศาสนาทั้งสิ้น ท าไมพุทธศาสนาจึงคุ้มครองรักษาประเทศเหล่านั้นไว้ไม่ได้ ? และเมืองไทยล่ะ จะมิเหมือนกับ ญวน- เขมร -ลาว-ธิเบต กระนั้นหรือ ?? 4 พี่น้องผู้เป็นมนุษย์ที่อาศัยในผืนแผ่นดินไทยทั้งหลาย "ฟังปัญหา!" ที่เขาช่างวิเคราะห์แย้งดูเอาเถิด เป็นปัญหาทิ่มแทงเหลือแสน ! เป็นปัญหาที่พุทธมามกะหรือคนผู้ได้ชื่อว่า นับถือศาสนาพุทธทั้งหลายน่าสะดุ้ง น่าสะเทือนสะท้านแล้วหรือยัง ? และลองอ่านทบทวนดูดี ๆ เถอะ เป้าปัญหาที่แท้นั้นหมาย ตะลุยเผาตะลุยยิงเอาตัว "พุทธศาสนา" เดี่ยว ๆ เปรี้ยงๆ แท้ๆ ทีเดียว "ปฏิโสต" ได้ตอบปัญหาแก่ผู้ถามเขาไปแล้ว ว่า.... ก็เพราะ "พุทธศาสนา" ในประเทศ ญวณ-เขมร -ลาว หรือยิ่งในธิเบตนั่นแหละ มันไม่มีเนื้อมีตัวของ "พุทธสัจธรรม" ไม่มี ความเป็น "ศาสนาพุทธ" ที่ถูกต้องตรงธรรมตรงวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงแล้วนั่นเอง มันมีแต่ศาสนาพุทธเปลือกๆปลอมๆกันจริงๆ มันจึงช่วยคุ้มครองรักษาประเทศชาติเหล่านั้นไว้ไม่ได้ ส่วนประเทศไทยนั้น "ปฏิโสต" ได้ยืนยันไปแล้วอย่างสุดใจขาดดิ้นเหมือนกัน ว่า... ที่ประเทศไทยยังทรงตัวอยู่ได้ทุกวันนี้นั้น "ปฏิโสต" ขอยืนยันว่า เพราะ "คุณ" ของศาสนาพุทธแท้ๆเทียว เพราะในเมืองไทยยังมีเนื้อมีตัวของ "พุทธคุณ" ที่ยังไม่กลายตัวอยู่จริงๆ นั่นเอง รักษาประเทศไทยช่วยประเทศไทยไว้ จิตวิญญานของคนไทยเกือบทั้งประเทศ ไม่อ่อนแอด้วย "โทสมูล" จริงๆ ถึงแม้จะได้ถูกปลุกระดมกันเพื่อให้โกรธแค้นชิงชังแตกแยกฆ่าฟัน ก็ยังไม่ส าเร็จลงได้อยู่อย่างทุกวันนี้... แต่ก็มีมากแล้วนะ ไทยเอ๋ย ! จิตวิญญาณของคนไทยเกือบทั้งประเทศยังไม่กระเหี้ยนกระหือรือด้วย "โลภมูล" จริงๆ ถึงแม้จะถูกปลุกระดมเพื่อให้หลงผิดเป็นถูก ก็ยังไม่ได้สมใจปรารถนา "ปฏิโสต" ขอยืนยันสุดใจขาดดิ้นจริงๆ ว่า ประเทศไทยยังทรงอยู่ได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่แต่เพราะคนไทยต่างรักชาติช่วยชาติ และไม่ใช่แต่เพราะพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์ แต่เพราะอ านาจแห่ง "คุณของพุทธสัจธรรม" อย่างจริงๆ แท้ๆ นั่นแหละล้นเหลือเผื่อแผ่ ปกป้องอยู่ 5 ทว่า...."คุณของพุทธสัจธรรม" ที่ว่านี้นั้น มันเป็น “บุญเก่า“ เท่านั้นจริง ๆ และก าลังกร่อนเกือบจะหมดฤทธิ์หมดแรงอยู่แล้ว เพราะคนไทยใหม่ เพราะภิกษุสงฆ์ใหม่ก าลังช่วยกันกัด ช่วยกันแทะ ช่วยกันทุ่มท าลาย "พุทธศาสนา" อยู่อย่างเร่งรีบด้วย “โมหัคคี" และ “ราคัคคี" จนก าลังจะล้มครืนโครมลงมาทันตาเห็นอยู่แล้ว ! ใครได้รีบวิ่งโถมถาเข้าอุ้มเข้ารับ ใครได้รีบฟันฝ่าเอาบ่าเข้าแบก "พุทธศาสนา" กันไว้แล้วบ้างคนไทยทั้งหลายเอ๋ย? !! "ปฏิโสต" 22 ม.ค. 21 เดลิไทม์ ตะลุยไฟ 25 มกรำคม 2521 โดย... “ปฏิโสต” คติวันนี้…..ข้าพเจ้ายอมรับว่า ตัวเองไม่เก่งเลย ที่ไม่อาจสามารถหลอกคนโง่ได้เป็นผลส าเร็จ เพราะข้าพเจ้าจะหลอกได้ ก็แต่ผู้ฉลาดแท้ๆจริงๆเท่านั้น จริงๆ มื้อนี้ “ปฏิโสต" ขอตะลุย…..ไฟในประดาคุณ "ครู" ทั้งหลายด้วยคน ในฐานะที่ “ปฏิโสต"ก็มีอาชีพครู และจะขออยู่กับอาชีพ "ครู" เยี่ยงนี้แหละตลอดนิรันดร์กาล “ปฏิโสต" ไม่เห็นอาชีพอะไรจะเป็นอาชีพที่ประเสริฐสุดเท่าอาชีพนี้อีกแล้ว เพราะแม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้มีโอกาสพรั่งพร้อมไปด้วย "อ านาจ" ฟรีๆ ที่จะเป็นที่จะได้ ซึ่งจะให้สั่งจ่ายเงินหัวละ 201 บาท แก่บรรดาพราหมณ์อ ามาตย์ใช้ประจ า ก็ย่อมได้ ยิ่งกว่านายกฯ หรือยิ่งกว่าประธานใดๆ พึงมีอ านาจด้วย (เพราะสมัยนั้น "สมบูรณาญาสิทธิราช") จะให้สวัสดิการแก่พราหมณ์แก่อ ามาตย์ทั้งหลายเท่าเทียมพระองค์เลย ประดุจกาหลิบให้แก่อาบูหะซันก็ได้ จะให้พราหมณ์น้อยให้อามาตย์เล็กเข้าหมวดเข้าหมู่กันเป็นกระทรวงช้างเป็นทบวงไดโนเสาร์ ยิ่งกว่ากระทรวงพราหมณ์ใหญ่ ทบวงอ ามาตย์โตใดๆก็ย่อมท าได้ แต่เจ้าชายสิทธัตถะ ก็ไม่เอาโอกาสนั้น ไม่เอา "อ านาจ" อย่างนั้น และทั้งไม่เอาไม่เป็นเยี่ยงพราหมณ์เยี่ยงอ ามาตย์อื่นๆพื้นๆทั่วไปทั้งปวงเขาเป็นเขาเอาด้วย ท่านมาเอาความเป็น "ครู" และพระองค์ ท่านก็เป็น "บรมครู" ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดจริงๆ 6 บอกกันก่อนนะว่า ที่ “ปฏิโสต" ตะลุยเขียนอยู่นี้นั้น เพราะ “ปฏิโสต" เห็นใจครู เห็นจริงๆทุกฐานานุฐานะ แต่ “ปฏิโสต " ก็ต้อง ตะลุยไฟไปตามฐานะของ "ปฏิโสต" เพราะ "ปฏิโสต" ก็เป็นครูที่ไม่ อยากเห็น "ครู" ไม่เป็น "ครู" พระพุทธองค์เป็น "ครู" ที่หยั่งถึงและมีจริงใน "พุทธิศึกษา" อย่างแจ้งชัด มีแท้เป็นแท้ใน "จริยศึกษา" อย่างเห็นได้โทนโท่ในพระองค์ท่าน มีแท้เป็นแท้ใน " หัตถศึกษา" อย่างโชว์ได้อวดได้เรียกกันมาดูได้ แข็งแรงครบฤทธิ์ถ้วนใน "พลศึกษา" อย่างถูกทางถูกธรรมไม่หลง พละเล่น-พละพนัน" น าคนให้เป็น “ครู" แท้ๆสืบต่อๆมาได้ 2500 กว่า ปีแล้วออกปานนี้ เจ้าชายสิทธัตถะ โง่หรือ ? ที่มีทรัพย์มหาสมบัติ ก็สละก็ละทิ้ง มีอิสริยยศ ก็สละ ก็ละทิ้ง มีโลกียสุขเท่าชั้นฟ้ามหาสวรรค์ยิ่งกว่าใครๆ ที่อยากมีบ้างได้เท่าบ้าง ก็สละ ก็ละทิ้ง แล้วก็มาสอนให้คนหัดทาน หัดสละ ทั้งลาภ-ทั้งยศ -ทั้งโลกียสุขมหาสวรรค์ หัดกินน้อย ใช้น้อย หัดมีน้อย หัดประหยัด-หัดท าสิ่งที่เป็นประโยชน์ ท าสิ่งที่มี "ค่า" สูงให้ได้มากๆ ถ้าเรามั่นใจว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ไม่โง่ แต่กลับเป็นยอดปราชญ์สุดฉลาด กระท าถูกแล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุดแล้ว ก็ท าไมเล่า ? เราไม่ฝึกหัด ไม่กระท าตามที่ท่านทรงสอน แม้จะไม่ได้เก่งเท่าเทียมพระองค์ ก็น่าจะท าให้ได้มากที่สุด เราจะได้เป็นคนผู้ประเสริฐขึ้นบ้าง ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่เช่นนั้น เราเกิดมาได้อะไร เป็นความประเสริฐ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้ๆ ยังทรงพระชนน์ชีพเป็นอยู่อย่างผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีอิสริยยศ เป็นผู้ประหยัดสุด-ท าแต่ประโยชน์สูงตลอดที่ทรงมีอายุกาล ท่านโง่หรือที่ไม่เอาสิ่งที่เรา "หลง" แต่จะเอาๆๆ ? (โมหัคคี) ท่านเป็นครูที่น าพาคนผิดหรือ ที่ไม่มีสิ่งที่เรา "อยาก" มีกันนัก?? (ราคัคคี) สัญชาติ “ครู“ นั้น ต้องจนลาภ -ยศ จนโลกียสุข แต่จะร ่ารวยด้วย “ความน้อยหน้า“ และจะมากเด่นด้วย " ความเสียสละ" เท่านั้นสุดยอด “ครู“ จึงจะคงความเป็น "ปูชนียบุคคล" ไว้จริงตาม สัจธรรม สัญชาติคนต่างหากที่ยังหลงลาภ-ยศ-กระหายโลกียสุข-น้อยใจเพราะ “ความน้อยหน้า“ และยังหลงใหลได้ปลื้มกับ “ความได้เปรียบ“ หรือแม้แต่ยังหลงใหลได้ปลื้มกับ...ความได้เท่าเทียม “คน ดื่นๆพื้นๆทั้งปวงทั่วๆไป (The masses) ที่เขาเต็มไปด้วย ไฟ ราคะ-ไฟโทสะ-ไฟโมหะ 7 สัญชาติแห่งความเป็น "บรมครู" หรือ "บรมคน" อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ทรงมีทรงเป็นนี้ ต่างหากที่คนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นครู หรือเป็นขัตติยบริษัท-พราหมณ์บริษัท-คหบดีบริษัท-สมณบริษัท ควรจะระลึก “เปรียบ" โน้มน้อมเข้า “เทียบเอาเยี่ยง" แม้จะเทียมได้ยาก ก็ต้องพยายามให้ได้ โดยเฉพาะ "คุณครู" ที่ปฏิญญาตนว่าเป็น "พระ" หรือเป็น พราหมณ์บริษัททั้งหลายนั่นแล จงตื่นรู้อื่นเห็นด้วยเถิด ! "ปฏิโสต" 25 ม.ค. 21 เดลิไทม์ ตะลุยไฟ ประจ ำวันอำทิตย์ที่ 5 กุมภำพันธ์ 2521 โดย... “ปฏิโสต” คติวันนี้…..ผีย่อม “หลอก” เป็นธรรมดา ขึ้นชื่อว่า “ผี“ ความไม่จริง” หรือคือ “ความหลอก" ทั้งสิ้น ผู้ที่ยังกลัวหรือยังรักผีก็คือ ผู้ที่ยังไม่เดียงสา แท้ ๆ ไฟที่ “ปฏิโสต" จะขอตะลุยวันนี้ ก็คือ “ผี” แต่ในหะแรกนี้ เห็นทีจะตะลุยเจาะไชลงไปถึงตัว "ผี" ยังไม่ได้ จึงขอตะลุยแค่ “โลงผี" กันก่อน "โลงผี" ที่ชาวโลกศิวิไลซ์ในปัจจุบันนี้ถูกประดา “ผี” หลอกให้ซื้อเข้าไปไว้ปล่อยผีหลอกคนในบ้านก็คือ "โทรทัศน์" แท้ ๆ นี่แหละ ข่าวก็แพร่กันออกมา สถิติอันเลวร้ายที่เพิ่มขึ้น ๆ ไม่มีนาทีจะหยุดยั้ง เช่น ข่าวไม่นานมานี้เอง... เด็กอายุ 7 ขวบต้องขาดใจตาย เพราะความกลัวสุดขีดจากผีดุในจอโทรทัศน์!... เด็กอายุ 12 ขวบชอบดูหนังบู๊ประเภทเลือดท่วมจอ พอผู้ใหญ่เผลอก็ไปคว้าเอาปืนมาควงเล่น ปืนเลยลั่นถูกตัวเองตาย!..... เด็กที่ดูบทรักอันโจ่งครึ่ม แล้วก็กระโดดเข้าจูบปากแม่ดังจ๊วบ พลางถามอย่างภูมิใจว่า "หนูท าเหมือน ที.วี. มั๊ยแม่!.....ฯลฯ มันไม่ใช่มีเท่านี้ และมันไม่ใช่เลวร้ายกันแคนี้ !! น่าอดสู ที่มีเครื่องมืออันน่าจะได้ใช้ "สื่อสาร" แต่มนุษย์น าไปใช้ “สื่อผี" เสียสิ้น 8 มหาปราชญ์ชั้นบรมปราชญ์ทรงยืนยันไว้ชัดแจ้ง ไม่ออมค าออมความเลยว่า มหรสพ หรือ การละเล่น คือ อบายมุข และ "อบายมุข" แปลอย่างไม่ออมค าออมความเลย ก็แปลว่า "หัวหน้าผีร้าย" (อบาย = ผีนรก, มุข - หัวหน้า) ผู้ซื้อ “โรงมหรสพ" ทั้งโรงเข้าไปไว้ในบ้าน มันก็เท่ากับหอบเอา "โลงหัวหน้าผีร้าย" เข้าไปไว้ในบ้านทั้งโลง แท้ๆ ประดามหาคนทั้งหลายเอ๋ย! "โลงผีร้าย" นี้แหละจะฆ่ามนุษย์ในโลก เพราะฤทธิ์มันแรง และมันก าลังกลืนกินมนุษย์ทั้งเป็น ๆ อยู่ทุกวี่ทุกวัน... ไม่รู้สึก....ไม่เฉลียวใจ !! หากยังไม่รู้สึกตัวกันได้ โลกจะถึงไฟประลัยกัลป์ในไม่ช้าเพราะมัน! คิดดูสักนิดก็ได้ว่า ….. "โลงผี" นี้ที่มันตั้งอยู่ในบ้านของคุณนั้น มันท างาน “หลอก" อยู่อย่าง แนบแน่นปะติดปะต่อส านึกของคุณทุกคนโดยเฉพาะเด็กซึ่งเริ่มเกิด ก็เริ่มรับเอา " วิญญาณผี" เข้าไปอยู่ตลอดเวลา คุณจะปฏิเสธไหมว่า "โลงผี" เหล่านี้คือ สื่อแห่งไฟราคะ (ยอดรัก, ยอดสวาท) ไฟโทสะ (ยอดบู๊, ยอดเหี้ยม) ไฟโมหะ (ยอดบ้าๆ บอๆ) แม้มันจะมีส่วนเป็น "สาระ" บ้าง รายการเหล่านั้นเด็กยอมดูหรือ? ถ้าคุณไม่ปฏิเสธในสถานภาพแท้จริงเหล่านี้ เด็กของคุณอัดไฟเหล่านี้เข้าไว้ในส านึกในจิตวิญญาณตั้งแต่เกิดใช่ไหม? แล้วคุณเคยเฉลียวใจบ้างไหมว่า ท าไมหนอเด็กสมัยนี้จึงแก่แดด รู้เรื่องกาม รู้เรื่องราคะได้เร็วและแรง ทั้งพิสดารได้เกินกว่าสมัยคุณๆ ยังอายุเท่าๆ เขามากนัก ท าไมหนอเด็กสมัยนี้จึงโหดร้ายดื้อดึงขว้างระเบิด ยิงปืน เหี้ยมเกรียมดุดันได้เกินกว่าเด็กๆสมัยที่คุณเมีวัยเท่าๆเขาเหลือล้น ท าไมหนอเด็กสมัยนี้จึงบ้าๆ บ๊องๆ ได้ง่ายแสนง่าย น่าจะสุดงง สุดฉงนกันได้แล้ว ก็ "ผีร้าย" เหล่านี้ คุณหอบมันเข้าไปในบ้านเพื่อให้มันท าการหลอก ท าการย้อม ท าการทรง ท าการเข้าสิงเข้าสู่จิตวิญญานของลูกๆ คุณเองทุกๆคน "โทรทัศน์" เป็นเครื่องวิทยาศาสตร์ที่แสนเก่งถ้าใช้ให้เป็น “สื่อสาร" โดยคนป้อน "สาระ" นั้นๆ ออกมา มันจะเป็นเครื่องมือ... สุดประเสริฐสูงค่า 9 แต่ถ้าคนป้อนแต่ "ผี" ออกมาหลอกเด็กหลอกผู้ใหญ่อยู่เช่นทุกวันนี้ ก็ขอยืนยันว่า มันก็คือ "โลงผี" ที่จะเร่งไฟประลัยกัลป์ให้ไหม้โลกเร็วที่สุด "ปฏิโสต" 5 ก.พ. 21 เดลิไทม์ ตะลุยไฟ ประจ ำวันอำทิตย์ที่ 12 กุมภำพันธ์ 2521 โดย... “ปฏิโสต” . คติวันนี้... "ความรู้" ของคนจะพาคนยิ่งใหญ่ได้ ก็จริงที่สุด แต่ “ความไม่รู้" ของคน หลงตนว่าใหญ่ ว่ายิ่ง ก็เลวสุด และจริงที่สุดเลย เรื่องสาวปาฏิหาริย์ “ปิดตา" ขับรถยนต์รอบๆ สวนลุมพินีเหมือนคนตาดีได้นั้น เป็นเรื่องตื่นเต้น เกรียวกราวส าหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา บ้างก็ว่าไม่ใช่เป็นเรื่อง "ปิดตาอย่างเดียว" แต่เป็นเรื่อง “ แหกตา" ครั้งส าคัญเอาด้วย ว่างั้น... เรื่องนี้แง่นี้ “ปฏิโสต" ก็ขอออกตัวก่อนว่าไม่ร่วมด้วย ต่างก็ได้ “โต้แย้ง" กันยังไม่ถึงขั้น “โต้เถียง" และใช้ “มีดโต้" กันเท่านั้น เพราะยังไม่ประจันหน้ากัน และไฟโทสะก็ยังไม่ได้อุณหภูมิถึงรอบ "ติดไฟ" การโต้แย้งก็ล้วนเจตนาจะเป็นไปในทางที่ดีที่สุดกันหลายวันแล้ว หลายสังเวียน หลายเวทีดัวย แม้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้น าขึ้น "ข้างสังเวียน" บดๆ สับๆ นวดๆ ถากๆ เจาะๆ ไชๆ เป่าๆ เสกๆ แล้วก็กวาดลงถังผงไปแล้ว แต่มันก็ยังคงเป็นเรื่องของ “ไฟโมหะ" (โมหัคคี) อยู่นั่นเอง “ปฏิโสต" เห็นส าคัญ ในจุดที่ควรจะร่วมตะลุยไฟโมหะนี้ด้วย และก็มี "เจตนาดี" เช่นกันกับทุกๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็น “เจตนาดี" ของ ดร.ระวี ภาวิไล ในข้อที่ว่า ตนไม่ ต้องการที่จะท าสงครามปากกับผู้ใดที่อยากจะให้ทางฝ่ายนายบุญมีพิสูจน์เรื่องอ านาจจิตนั้น ก็เพื่อต้องการข้อมูลทางวิชาการ เปิดเผยให้ประชาชนทราบ ตามขั้นตอนตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยไม่ต้องการให้ประชาชนงมงายในสิ่งที่ ยังไม่ได้พิสูจน์ หรือพิสูจน์ไม่ได้ 10 และที่ ดร.ระวีมี “เจตนาดี" ยิ่งไปกว่าอีกว่า “การพิสูจน์ซึ่งถ้าจะมีขึ้น ก็ขออย่าได้คิดว่า เป็นการท้าทายหรือรับค าท้าเลย ควรจะถือว่า เรามาทดลองร่วมกันในผลงานทางวิชาการจะดีกว่า" นั้น “ปฏิโสต" ก็ยิ่งมี ““เจตนาดี" เช่นนี้ ร่วมด้วยตรงกันยิ่ง หรือจะเป็น “เจตนาดี" ของอาจารย์บุญมี เมธางกูร ในข้อที่ว่า “เพื่อคนทั้งหลายจะได้ท าชั่วน้อยลง" นั้น “ปฏิโสต" ก็มีเจตนาดีเช่นนี้ด้วยจริงๆ ซื่อๆ ตรงๆ แต่ก็งงเป็นไก่ตาแตกเหมือนกันว่า "ปิดตา" ขับรถได้ มันจะช่วยให้คนท าชั่วน้อยลงได้ยังไง? มีแต่ว่าคนที่ท าได้นั้นมันก็จะน าไปแสดงหาลาภ-หายศมากๆขึ้น ถ้าไปหาลาภ-ยศ ก็หา “สรรเสริญ"ดังที่บางคนก็ท าเพื่อสิ่งนี้ อยู่ ทว่า “ความไม่รู้" ของตน มันก็เลยท าให้คน “ไม่รู้" ในความจริงตามความเป็นจริงนี้นั้นเท่านั้น หรือแม้จะอ้างว่า "ปิดตา" ขับรถได้ เพราะมีวิญญาณผีวิญญาณเทวดา ของคนที่ตายไปแล้ว เข้ามาสิงเข้ามาทรง แล้วก็จะใช้ “ข้อมูล" นี้เป็นเหตุ เพื่อยืนยันว่า "วิญญาณผีวิญญาณเทวดามีจริง โลกหน้าเป็นสิ่งมีจริง คนตายแล้ว วิญญาณก็ยังวนเวียนสิงคนไปทรงคนมาอยู่อย่างนี้ แล้วคนก็จะได้กลัวบาปท าชั่วน้อยลง ก็ยังไม่เห็นว่า คนจะเชื่อในวิญญาณผีวิญญาณเทวดาล่องลอยคอยสิงคอยทรงคนที่อาจารย์บุญมี (หรือบรรดาคนทรงอื่นๆ บรรดาอาจารย์ใดๆ ที่ยังชอบท าเยี่ยงนี้ใช้อ้างว่าเป็น "พุทธศาสนา" เรียกเป็นภาษาบาลีว่า "โอปปาติกะ" นี้ได้ยังไง? ในเมื่อผู้สอนเอง ก็ยังไม่รู้จัก “โอปปาติกะ" เป็นสัมมาทิฐิ หรือ เป็นอภิธรรมได้จริง แม้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ก็ได้วิเคราะห์ในแง่นี้อยู่และแล้วก็ได้กวาดการวิเคราะห์นี้ลงถังผงไปแล้ว และหรือ จะเป็น "เจตนาดี" ของอาจารย์บุญมีอีกที่ว่า "เป้าหมาย ที่ตั้งไว้ก็คือ ผมต้องการที่จะเผยแพร่พระอภิธรรมที่พระพุทธเจ้าได้จารึกไว้ในพระไตรปิฎกให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้" นั้น “ปฏิโสต" ก็แสนที่จะมี "เจตนาดี" เช่นนี้ร่วมด้วยอย่างสุดก าลัง แต่ก็อ่อนก าลัง เป็นม้าได้กลิ่นเสือ ปวกเปียกไปเลยเหมือนกัน เมื่ออาจารย์บุญมีอ้างว่า “ตามหลักของศาสนาพุทธนั้น.... หากผู้ใดมีสมาธิจิตสูงแล้ว ก็สามารถมองเห็นได้ทั้งที่ถูกปิดตา" นั้น มันอยู่ในพระอภิธรรมที่พระพุทธเจ้าได้จารึกไว้ในพระไตรปิฎก เล่มไหน? หน้าไหน? ข้อไหน? สูตรไหน? 11 เรื่อง “ปิดลูกกะตา" แล้ว มองเห็น “แสงสว่าง" เห็นภาพ เห็นสี เห็นถนนหนทาง เห็นตัวผู้ตัวคน เห็นหมูหมากาไก่ ฯลฯ "ที่เป็นวัตถุธรรม" ข้างนอกนั้น “ปฏิโสต" ว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนไว้เลย ณ ที่ใด ! แต่ถ้าหลับตาหรือแม้จะปิดตาแล้ว ก็ยังเกิด " ปัญญาญาณ" ยังมองเห็นได้ชัด รู้ได้ชัดใน กุศล-อกุศล, ในสุจริต-ทุจริต, ในบาปบุญอย่างนี้ละก้อ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มากมายจริง แม้แต่ค าว่า "สมาธิจิต" ที่อาจารย์บุญมีหมายว่าได้สูงนั้น มันก็เน้นลงไปข้างเดรัจฉานวิชชา มันยังไม่มีสภาพเป็น "สัมมาสมาธิ" ของพระอริยะ ตามหลักของ “อภิธรรม" เลย การสอนธรรมะ ขั้น "วิญญาณ" นั้น เป็นการสอนขั้น “อภิธรรม" จริง! แต่ถ้าสอน "วิญญาณ" หรือ "โอปปาติกะ" มีสภาพเป็น “สรีระ" (มีรูปร่าง) เป็น “ อัตตา" (มีตัวมีตน) เป็น "สัตตะ" (ไม่เปลี่ยนแปลง, เที่ยง) เป็น “ผีสิง" เป็น "วิญญาณเข้าทรง" วิตถารๆ อย่างที่อาจารย์บุญมีน ามาแสดงยืนยันนี้นี่แหละ ถือได้ว่าเป็น“การท าพระบาทของพระพุทธเจ้า ให้ห้อพระโลหิต" เป็นอนันตริยกรรม มันท าให้ “พระพุทธศาสนา" ฉิบหาย อาจจะโดยไม่เจตนาเลย แต่ด้วย “ไฟโมหะ" (การหลงผิด) ด้วย “มิจฉาทิฐิ" (การเห็นผิด)ด้วย “อวิชชา" (ความยังไม่รู้จริงของตน) โดยแท้ “ปฏิโสต" มีเจตนาดีเช่นกับ ดร.ระวี ในข้อที่ว่า " ผลเสียหายนั้นมีมาก ที่เกิดขึ้นเห็นกันอย่างชัดๆ ก็คือ ท าให้เกิดความหลงเชื่องมงายในสิ่งที่ผิดๆ (โดยเฉพาะผิดเรื่อง " พุทธธรรม") ซึ่งไม่เป็นผลดีเลยกับประชาชน ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเพราะอาจารย์บุญมี เมธางกูร นั้นเป็นถึงประธานมูลนิธิพระอภิธรรมฯ เป็นผู้ที่พยายามท างานเผยแพร่ “พุทธศาสนา" อยู่อย่างวิริยะอุตสาหะเสียด้วย แต่จะต้องไปบรรยายให้กับขั้นอนุศาสนาจารย์ฟัง ซึ่งเขาเหล่านั้น มีบางท่านจบปริญญาโท มาจากอินเดีย (ตามที่คุยไว้) เสียด้วย นี่สิ! "ปฏิโสต" จึงยิ่งจะต้องขอตะลุยไฟนี้ด้วยคนจริง ๆ เพราะถ้าบิดเบี้ยว "พระพุทธศาสนา" แล้ว"ปฏิโสต" ถือเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องขอเกี่ยวข้องเท่าที่จะเป็นไปได้ทีเดียว "ปฏิโสต" 12 ก.พ. 21 เดลิไทม์ ตะลุยไฟ 12 ประจ ำวันอำทิตย์ที่ 19 กุมภำพันธ์ 2521 โดย... “ปฏิโสต” คติวันนี้….ไม่มี “ผี" ที่ไหนจะเป็นผู้แท้ๆ ที่ร้ายกาจและทุเรศที่สุดเท่า “ผี" ในตัวของคุณเอง! มะ....มา….มาเปิดกรุตะลุยเรื่อง “ผี" กันให้ทะลุทะลวงกันดูทีซิ! เมื่อพูดค าว่า “ผี" คนไทยแทบทุกคนก็ต้องคิดออกกันได้ง่ายๆเลยว่ามันหมายถึงอะไร? และไอ้ที่คุณนึก ไอ้ที่คุณหมายว่า "อย่างนั้นๆ" นั่นแหละ คือ “ผี" และนี่แหละมันคือ “ความหลอกลวง" มันคือ “สิ่งที่ไม่เป็นจริง" มันคือ “ความหลอก" จริงๆ มันไม่มีจริงในโลกจึงเรียกมันว่า "ผีหลอก" ส าหรับคนไทยเก้าสิบเปอร์เซ็นต์กลัว “ผีหลอก" ที่ได้ถูกหลอกมา แล้วตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดไหนๆ สืบทอดกันมานานนมเนและก็ได้โง่งมงายกันมาให้คน “หลอก" เรื่องผีกันต่อ ๆ ไปอีกไม่รู้หยุดยั้ง ที่จริง “ผี" หลอกๆ เหล่าใดทั้งหลายแหล่ ก็ล้วนเกิดจาก "คน" นี่แหละสร้างขึ้น แม้ทุกวันนี้ก็ยังช่วยกันสร้างอยู่อย่างขะมักเขม้น ไม่หยุดหย่อน ทั้งๆ ที่มันมากแสนมาก มันท างาน “หลอก" กันอยู่จนเกือบทั่วทุกอณูแห่งบรรยากาศ ในโลกอยู่แล้ว นักประพันธ์ ก็ก าลังคิดอย่างสุดก าลังเพื่อให้ “ผี" ที่ตนสร้าง เป็นผีที่พิลึกกึกกือที่สุดมหาวิตถารที่สุดที่จะ “หลอก" คนให้เชื่อให้หลงติดตามว่า "เป็นจริง" เข้าท่าเข้าทีที่สุดให้ได้ นักประพันธ์เอง คนนี้แหละ คือ "ตัวผี" แท้ๆ เพราะเขาก าลัง " หลอก" คน!! นักเขียนการ์ตูน เขียนภาพ "ผี" หลอกเด็กหลอกผู้ใหญ่อยู่อย่างขะมักเขม้น เพียงหวังขายเอาเงิน หาลาภ -ยศ-สรรเสริญ เพื่อมาแลกเสพโลกียสุข ให้แก่ตนในขณะนี้ดาษดื่นมากล้น นักเขียนการ์ตูน เขียนภาพ เหล่านี้แหละคือ “ตัวผี" แท้ๆ เพราะเขาก าลัง “หลอก" เด็ก "หลอก" ผู้ใหญ่อย่างเลวร้าย!! นักสร้างภาพยนตร์ ผู้ก าลังคิดสร้างทั้งเทคนิก ทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งอื่นๆ เพื่อจะให้เกิด “การหลอก" คนให้หลงว่า “เป็นจริง" และ "สมจริงที่สุด" น่าเชื่อถือ (สร้างโมหะ) ทั้งๆ ที่รู้แสนรู้ว่าตนสร้างขึ้นเองแท้ๆ ตนประกอบภาพเหล่านั้นเสียงเหล่านั้นสัมผัสเหล่านั้นให้เกิด "รส" เพื่อยั่วคน เพื่อหลอกคนให้ 13 ติดใจจ า (สร้างราคะ) เพื่อหลอกคนให้ตื่นเต้นดุเดือดสยองขวัญเกิดขลาดกลัว ผลักไสไม่ปรารถนาขยะแขยง (สร้างโทสะ) เพราะโดยจริงโดยแท้แล้ว ในโลกนั้น มันก็มีแต่ “สิ่งที่น่ารัก" กับ "สิ่งที่น่าเกลียด" เท่านั้น ที่คน “อยาก" ดู "อยาก" รับรู้ อย่างเต็มใจบ้าง ไม่มีอื่นเลย นักสร้างภาพยนตร์ ตัวร้ายเหล่านี้แหละ คือ “ตัวผี" แท้ๆ เพราะเขาก าลัง “หลอก! วายร้ายที่สุด !! นักไสยศาสตร์ นักเข้าทรง นักเล่นผีเล่นวิญญาณก็ก าลังโพนทนาอวดอ้าง สร้างพฤติกรรม ท าท่าโน้นท่านี้เพื่ออ้างชี้ เพื่อยืนยันเพื่อพิสูจน์ว่า "ผี" มีจริง "ผี" มีฤทธิ์ " มีบทบาทอยู่ในโลก นักไสยศาสตร์ นักเข้าทรง นักเล่นผีเล่นวิญญาณทั้งหลายแหล่เหล่านี้ เอง คือ “ตัวผี" แท้ ๆ เพราะม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive