สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ในสมัยประชาธิปไตย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ในสมัยประชาธิปไตย สาราณียะคืออะไร คือการระลึกถึงกัน พวกเราระลึกกัน และเป็นการระลึกถึงกันอย่างไม่ใช่อย่าง กาม ไม่ได้ระลึกถึงอย่างพยาบาท ระลึกถึงเพื่ออยากให้ได้สัจธรรม นี่เป็นจุดเป้าหมายว่าเราอยากให้ได้สัจธรรม เราละเลิกได้ลดความทุกข์จากอันนี้ก็อยากจะให้ผู้ที่เราระลึกถึงได้อันนี้บ้าง ใครที่ควรระลึกถึงก่อน ก็นึกถึงพ่อแม่และนึกถึงลูกระลึกถึงเพื่อนระลึกถึงญาติ ระลึกถึงคนที่เราเคารพรักที่สุดอยากจะให้ก่อน จนกระทั่งระลึกถึงเยอะแยะมากมายคนขึ้นไป เป็นความรักความเคารพนับถือ ครุกรณะ แล้วประพฤติสังคหะ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปรวมเป็นสภาวะจิต 7 อย่าง เป็นคุณสมบัติคุณพิเศษของจิต ที่เกิดคุณภาพประสิทธิภาพที่คนมี 7 อย่างนี้แล้วก็จะเกิดธรรมะองค์รวม ของประสิทธิภาพธรรมะ 7 ชนิดนี้ มาเป็นความรวม 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283)
ธรรมะ 7 ชนิดนี้รวมกันแล้วเกิดสภาวะจะมาเป็นคนมีพฤติกรรม กายวาจาใจที่น่าเลื่อมใสประพฤติร่วมกันอยู่ ประพฤติร่วมกันก็มี ลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา มีประสิทธิภาพถึงขั้นได้ลาภมาแล้วก็เอามารวมกันเป็นกองกลาง เป็นกองกลางโดยที่ไม่ได้ยึดว่าเป็นของเราของกู เป็นของใครของมันก็ไม่ มารวมกันอยู่เป็นหนึ่งเดียวกองกลาง เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสาธารณโภคีนี่ คนประพฤติได้สูงสุดแล้วในบรรดาคนไม่ว่าจะในยุคไหน ในยุคพระพุทธเจ้า พูดไปแล้วคนจะห
อ่านต่อ
าว่าเราไปข่มพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านทำกับฆราวาสให้เกิดสาธารณโภคีไม่ได้ แต่ในยุคนี้โพธิรักษ์ทำได้ก็หาว่าอาตมาไปอวดไปข่มพระพุทธเจ้า คือคนไม่เข้าใจองค์ประกอบของกาละเทศะฐานะ มันคนละบริบทคนละกาละคนละเวลา คนละสิ่งที่ยึดถือ สังคมในยุคโน้นถือว่าเป็นยุคทาสเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นนายทาสกับลูกทาสไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน แต่ทรัพยากรในยุคโน้นก็ยังมากอยู่ไม่อัตคัตขาดแคลนเหมือนในยุคนี้ เป็นไปในลักษณะของสังคมยุคโน้น แต่ในยุคนี้เป็นยุคประชาธิปไตย เป็นยุคที่มีอิสรเสรีภาพบริบูรณ์ ทาสบก็ไม่มีไม่เป็นแล้วสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่มีแล้ว มันก็เปิดกว้างทำได้หมด สาราณียธรรม 6 จึงทำได้กับมนุษยชาติ สังคม ทำได้ ซึ่งปรากฏความจริงว่าชาวอโศกทำได้ อยู่กันมาเป็นสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างนี้ สาราณียธรรม 6 คือ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (ล.22 ข. 282-283)
ตรงตามคําสอนพระพุทธเจ้าหมดเลยพิสูจน์ได้ แล้วมาหาว่าเรานี้ผิดไปจากศาสนาพุทธ คุณจะฉลาดสักนิดนึงเพื่อจะตรวจสอบความจริง คุณที่ส่งข้อความมา ให้ตรวจสอบตามพระไตรปิฎกที่อาตมาอ้างอิงไปแค่นี้ เอาหลักสาราณียธรรมนี้เป็นตัวชัดเจน เรามีความจริงที่แท้ตรงตามพระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติ มหาบัวหรือกลุ่มที่นั่งหลับตาเป็นอย่างนี้ได้ไหมทำอย่างนี้ได้ไหม เถรสมาคมทำได้ไหม ทำให้เกิดสาราณียธรรม 6 ไหนล่ะหมู่ชนไหน กลุ่มชนไหน สังคมไหน หมู่บ้านไหนทำได้มีไหม ชาวอโศกทำได้ไม่ใช่แค่หมู่บ้านเดียวแต่เป็นชุมชนที่มีสาราณียธรรมหลายสิบหมู่บ้านทั่วประเทศไทย นี่คือความจริงไม่ได้อวดอ้างอะไร ยืนยันความจริงว่าเราพิสูจน์ตามธรรมตรงตามพระอนุสาสนี อย่างนี้ทำไมโง่หนักตาบอดหูหนวกไม่รู้ แล้วก็บอกว่าตัวเองจะเป็นปราชญ์ จบมหาเปรียญ จบปริญญาเอกก็แล้วแต่ ทำไม มันยากอะไรนักหนา ที่จะเทียบเคียงคำสอนพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้บันทึกไว้ โชคดีที่นับถือพระไตรปิฎกฉบับเดียวกัน ที่แปลจากบาลีเป็นไทยพวกคุณก็แปลกันเองด้วยอาตมาไม่ได้ไปช่วยแปล ก็ตามที่คุณแปลจากพระบาลีนี่แหละอาตมาก็ทำได้ตามคำแปลของคุณ ตามที่พระบาลียืนยัน ถ้าหากมนุษยชาติในยุคนี้สมัยนี้ทำได้ สาราณียธรรม 6 เราก็ทำได้ทำให้คนมีวรรณะ 9 เราก็ทำได้นี่มันยอดใช่ไหม ให้คนมาเลี้ยงง่าย พวกเราสบาย เลี้ยงไม่ยากเย็นอะไรไม่เหมือนกับทางโลกเขาเลย ทำให้เจริญให้พัฒนา ถึงเวลาก็มานั่งฟังธรรม ถึงเวลาก็ไปทำงานทำอย่างอื่น ติวธรรมะกัน สุโปสะ ไม่เอาเวลาไปติวเรื่องโลกนักหนา ทำบ้าง แต่อันนี้เป็นแกนหลักก็รู้แล้ว สุโปสะ เจริญได้ดี และเป็นคนมาจน มามักน้อย อัปปิจฉะ ทำจริงไม่ได้ทำเพราะถูกหลอกล่อลวงและเล็มเลียบเคียง แต่มาด้วยปัญญาด้วยความเฉลียวฉลาดของแต่ละคน ที่แต่ละคนเห็นจริงว่าต้องมาเป็นอย่างนี้ แล้วมาจนอย่างนี้มันประหลาดนะ คนในยุคนี้ก็ตาม บอกว่ามาจนไม่เอา มันเป็นเรื่องประหลาดจริงๆนะ มีไหมคนอยากมาจน แล้วอาตมาก็ยืนยันว่า ไม่ใช่แต่ว่าอาตมาพูดอันนี้ อาตมาโชคยังดีในยุคนี้เกิดมามีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสอย่างเดียวกับอาตมาพูด และอาตมาพูดอย่างเดียวกับที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตรัส แล้วก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส มันก็เลยอาตมาก็เลยค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย ถ้าหากอาตมาจะมาพูดแต่เรื่องความจนเขาด่าอาตมาเละเลยนะถ้าไม่มีพระเจ้าอยู่หัวตรัส ถึงแม้จะมีในพระไตรปิฎก เขาก็จะฟังไม่เป็น แต่เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส เรื่องแบบคนจน ต้องมาเอาแบบคนจน ต้องมาขาดทุนจึงถูกต้อง ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มันก็สอดคล้องและไปด้วยกันตามที่อาตมาพูดแล้วพาให้พวกเราปฏิบัติบำเพ็ญอย่างนี้แล้วปฏิบัติได้ด้วย ทำได้ด้วยเป็นคนจนแล้วทำอะไรได้ด้วย มันก็เลยพิสูจน์ความจริงว่า ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ตราบใด โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ อาตมาก็ยืนยันว่า นี่แหละสังคมมนุษย์ที่มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ที่นี่มีพระอรหันต์ เขาก็ฟังไม่ขึ้นอีก ก็ยังงงๆว่าพระอรหันต์จะมีอย่างนี้หรือ อรหันต์จะต้องอย่างพระป่านั่งหลับตาไม่เอาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข คนที่ไม่เอาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ชนิดที่พาซื่อ แล้วก็ไม่มีปัญญารู้ว่าเราไม่เอาลาภ มันมีปฏิภาณปัญญา เราไม่เอาแต่เรามีเราได้ ดีไม่ดีมีคนไหลเวียนมาให้เยอะแล้วเราก็สะพัดไป แต่เราไม่ได้ติดยึดไม่ได้สะสม เป็นสภาวะที่รู้ได้ยากจริงๆหากไม่มีสภาวะจริง แต่จะทำเป็นรูปธรรมเดี่ยวๆว่าฉันไม่เอา หรือจะเกี่ยวข้องแต่แสดงได้เจ๋งอย่างมหาบัว เรี่ยไรได้เยอะ ได้ทองคำมากมายเข้ากองคลัง รับรองว่าข้านี้บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรผิดพลาด ตัวเองไม่เกี่ยวเลยแม้แต่บาทเดียว พูดเต็มที่ซะแล้วก็ทำยิ่งใหญ่ อาตมาทำอย่างนั้นบ้างแต่ก็โก้ดีนะ คนก็ไม่เชื่อ แล้วพวกมาจนอย่างโพธิรักษ์ก็มีนะ แล้วบอกว่าอาตมามากอบโกยเรี่ยรายสะสมไม่ได้ ซึ่งมันก็ไม่มี มันจะมีที่บอกว่ามันบอกว่า มันจนแต่ทำไมมีอะไรเยอะแยะ เราก็ไม่ได้ไปเรี่ยไร เราทำด้วยเรี่ยวแรง และอาตมาก็มีการกันไว้ด้วย อาตมาไม่รับเงินทองจากคนนอกที่ไม่ใช่ชาวสมาชิกชาวอโศก เพราะฉะนั้นเงินเราเป็น GDP เป็นเงินโดเมสติกของพวกเราภายในจริงๆเลย ไม่เอาเงินคนข้างนอกมาเป็นสมบัติของพวกเรา เรายังจะพยายามขายให้ต่ำกว่าทุนให้ถูกกว่าอีก ที่เราทำได้เพราะ 1.เราไม่ได้คิดค่าแรง 2.ไม่ได้คิดกำไร และ 3. เราเจตนาให้มันถูกที่สุดเท่าที่เราจะถูกได้ ของของเราราคาต่ำกว่าทุนเด็ดขาดเลยทั้งนั้น แม้ว่าจะดูราคาแพงก็ตามแต่ แต่ค่าองค์รวมแล้วไม่ได้แพงกว่าสังคม แล้วไม่มีเจตนาเอาให้แพงด้วย แล้วที่เราไม่ได้ทำเป็นมาหลายปีก็คือตลาดอาริยะ ถ้าได้ทำก็ดี อยากจะทำก็ไม่มีโอกาส แต่มันก็น่าจะมีโอกาสในภายภาคหน้าที่จะทำได้ คงจะสนุกน่าดูเลย ก็ต้องว่าไปตามเหตุปัจจัย 640709_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติอย่างมีลำดับลำดาพาให้เป็นอรหันต์จริง