สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ปัญญาคือธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.97 KB
วันที่แก้ไข20 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ปัญญาคือธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ _7680 ผมเริ่มจะเห็นแล้วว่า "ปัญญา" ที่แท้นั้น มันจะเห็นความจริงตามที่เป็นจริงของมันเอง โดยไม่ต้องพยายามใช้สมองไปบีบเค้นหรือปั้นแต่งถ้อยคำสวย ๆ หรู ๆ ออกมาเลย ผมขอน้อมนำคำสอนพ่อครูที่จะปฏิบัติศีลให้แข็งแรงตั้งมั่นยิ่ง ๆ ขึ้น และมั่นใจว่าเราจะมีปัญญาเห็นสัจจะยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับเอง พ่อครูว่า...ปัญญานี่เป็นธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ ทีเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆแม้แต่ในชาวพุทธไม่ง่าย มันเป็นธาตุรู้ที่ยิ่งกว่าสัญญา 1 มันเป็นธาตุรู้ที่เกิดจาก อัญญา 2 มันเป็นธาตุรู้ที่รู้รอบรู้ลึกซึ้งซับซ้อน รู้รอบถ้วน เป็นต้น มันรู้ทั้งรูปทั้งนาม หยาบ กลาง ละเอียด โดยเฉพาะมันรู้พร้อมทั้งภายนอกและภายใน สัญญาก็รู้ได้ภายใน ภายนอกจะไม่รู้ ภายนอกได้อย่างฉาบฉวย การกำหนดสัญญาเป็นเรื่องความเร็ว ปัญญาเป็นธาตุที่เร็วและรอบถ้วน ปัญญาเป็นธาตุรู้ที่รู้ได้ยากมาก กว่าปัญญาจะเกิดได้อย่างไร ปัญญาจะถือว่าเป็นปัญญาสมบูรณ์คือหลังจากต้องปฏิบัติมรรคองค์ 8 ครบ แล้วเกิดผล เกิดผลรู้รอบ รู้จนเป็นวิมุติญาณทัสนะเป็นต้น ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ แล้วถึงขั้นวิมุตติญาณทัสสนะ นี่คือคุณสมบัติของปัญญา ปัญญามีส่วนสำคัญที่สุดที่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดไว้ว่า จะเป็นปัญญาได้ต้องมี 2 ตัวนี้คือ 1 ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ 2 ต้องมีสัมมาทิฏฐิ พระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีองค์ธรรม 6 ปัญญาเจริญยิ่งเป็นปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องมีธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์มีสัมมาทิฏฐิแล้วต้องเดินตามมรรคมีองค์ 8 ปัญญาที่ไม่ได้ปฏิบัติมรรคมีองค์แปดไม่ได้ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ครบกระบวน และก็ไม่มีสัมมาทิฏฐิ หรือไม่มีสัมมาทิฏฐิ 10 ความรู้ที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิ 10 ก็จะมีทิฐิที่ไม่สมบูรณ์ เช่นทำทาน ทำอย่าง

อ่านต่อ

ไรถึงจะมีผลต้องมีปัญญาตรวจสอบ ตรวจสอบจิตเจตสิกรูปนิพพาน ปรมัตถธรรม ว่าจิตเรามันเป็นอย่างไร สัมผัสแล้วทานแล้วมันจะเอาหรือเปล่า มันจะแลบเลียเป็นภพชาติหรือให้ไปแล้ว 0 ไม่มีภพชาติ จิตไม่มีสาเปกโขเลย ต้องรู้ว่าจิตไม่มี สาเปกโขเป็นอย่างไร ไม่มีท่าทีต่อเนื่องจากการให้ให้แล้ว 0 สูญไปเป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน ตรงอย่างไม่มีโค้งไม่มีองศาโค้งเข้ามาหาตัวเอง นั่นคือการให้ที่มีคุณสมบัติเป็นผลสูงสุดไห้อย่างซื่อสัตย์สุจริต ให้อย่างบริสุทธิ์ใจ ให้ ไม่มีเอา ไม่มีโค้งมาเอานิดหนึ่งหรือมากก็ไม่มี ปฏิบัติศีลพรตก็รู้ว่าปฏิบัติอย่างไรจึงจะเกิดผล เป็นปรมัตถ์เป็นโลกุตระ เป็นการละกิเลสและตัวตน ต้องรู้เป็นสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาปฏิบัติให้ชัดเจน รู้ว่าจิตของตนได้รับผล ว่าเป็นผลที่จิตของเราได้ลดกิเลส ปฏิบัติและจิตใจลดกิเลสจริง ทาน ศีล สะอาดจากกิเลส ได้ผลเป็นหุตัง เกิดผลเจริญในจิตใจเกิดจาก สุกตทุกฏานัง ทุกกรรมได้บันทึกผลเป็นวิบาก นี่คือสัมมาทิฏฐิข้อที่ 4 ข้อที่ 5 อยังโลโก ข้อที่ 6 ปโรโลโก รู้จักโลกที่หมุนเวียนไม่ไปหาโลกุตระ ชาวเทวนิยมจะวนอยู่ในโลกเก่าโลกียะ ไม่รู้จักโลกโลกุตตระคืออะไร ปฏิบัติธรรมและจิตของเราออกจากโลกเก่าบ้างไหม ปโรโลโก คือโลกอื่นโลกต่างจากโลกเก่านี่แหละ เป็นโลกที่แยกไปมีอัญญา อัญญะ หรือมีปรนิมิต อยู่ในโลกต่างดาวเราอยู่ในโลกโลกียคือโลกนี้ นี่พูดเป็นรูปธรรมไม่ใช่ว่ามีลูกโลกอีกโลกหนึ่ง แต่ก่อนอยู่ในโลกโลกียะเละเทะ เป็นลูกน้องให้เขาปั่นหัว พยายามจะเป็นนายทางโลกในโลกียะรวยในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สั่งสมวนเวียนในโลกีย์หลงว่าได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขยิ่งใหญ่ ชาติหน้าก็จะต้องยิ่งใหญ่ แต่นี่เรารู้ตัวแล้วไม่เอา เลิกทางนั้น มาปฏิบัติประพฤติเพื่อที่จะล้างกิเลสเก่าที่เราไปโลภมา เป็นโรคด้วยนะ อยู่ในโลกเก่าก็เป็นโรค เรามารักษาโรค ที่เป็นเชื้อโรคโลกีย์ จนเป็นอริยบุคคลเป็นโสดาบันสกทาคามีอนาคามีอรหันต์ อาตมาไม่มีพูดเล่นนะว่าพวกเรานี้เป็นอาหารกันหลายคน แต่ไม่รู้ตัววน เพราะมันไม่ชัด วน ได้แล้วสะอาดแล้วก็ทำเลอะใหม่ แม้ชาวอโศกนี้แหละมีเยอะ ไม่รู้ที่จบ ไม่รู้ที่สุดแล้ว ยังไม่แม่น ขอยืนยันพวกเรานี้เป็นอรหันต์หลายคน แต่ไม่รู้ที่จบ ก็เลยเลอะ ไม่รู้ที่จบวนไปเลอะใหม่มาล้างใหม่ เรียกว่าไม่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ชัดเจน ถ้าชัดเจนแล้วจะเป็นลำดับที่ราบลุ่มเหมือนฝั่งทะเล อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะพูดจริง ที่อื่นไม่มีเลยที่จะมารู้เรื่องอย่างนี้โสดาบันไม่มี มีแต่อรหันต์เก๊ อรหันต์เดา ไม่มีโสดาบันสกทาคามีอนาคามี เขาอาจจะพูดบ้าง เขาพูดถึงปุถุชนแล้วเป็นอรหันต์เลย เขาจะไม่รู้ลำดับไม่รู้ขั้นตอน นี่ไม่ได้ดูถูกเขานะมันพูดถูก คือเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันน่าเศร้าใจศาสนาพุทธมันเสื่อมจนกระทั่งมันไร้คุณธรรมไร้สาระของพุทธ ไร้ความเป็นจริง เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถ มีปัญญา กำหนดรู้ต่างๆได้ คำว่าปัญญานี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นโลกุตระที่แท้จริง ปัญญาคือความฉลาดที่เป็นโลกุตระที่แท้ ไม่ได้เป็นความฉลาดแบบโลกีย์ที่เรียกว่า เฉกาหรือเฉโก เพราะบาลีสองคำนี้ เฉกาหรือปัญญา มันหมายถึงความฉลาด 2 ชนิด คำว่าปัญญาของพระพุทธเจ้าหมายถึงความฉลาดที่เป็นโลกุตระที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความฉลาดนั้น เป็นความรู้ที่ฉลาดออกจากโลกโลกีย์ แต่ชาวโลกีย์ทั้งหลายเทวนิยมทั้งหมด ไม่มีปัญญามีแต่ เฉโกอย่างเดียวมีแต่ความฉลาดทางโลกีย์อย่างเดียวไม่ได้ออกจากโลกโลกีย์ ถึงไม่มีปัญญา แต่ขโมยเอาพยัญชนะคำว่าปัญญาไปเรียกคำว่าฉลาด ฉลาดโลกีย์ก็คำว่าปัญญาไปเรียก คำว่าปัญญาจึงถูกดึงไปใช้เลอะเทอะ แล้วไปยินดีในคำว่าปัญญาแต่คำว่า เฉโกหายไปหมด คนฉลาดเดี๋ยวนี้ไม่เรียกว่าคนมี เฉโก แต่ไปเรียกปัญญาหมด เพราะรู้คำว่า เฉโก เป็นคำไม่ดี มันไม่มีศักดิ์ศรี ส่วนปัญญานั้นมีศักดิ์ศรีก็เลยเอาปัญญานั้นไปใช้แทนหมด คนหลงพยัญชนะก็เอามาใช้เลอะเทอะหมด คำว่าปัญญาจึงต้องมาเรียนดูให้ดีทำความสำคัญมั่นหมายให้ชัดให้ดี คนมีปัญญาจึงไม่ใช่คนธรรมดา เป็นอริยบุคคล เป็นโลกุตรบุคคล คนปุถุชน ฉลาดเป็นศาสดาก็ไม่สามารถที่จะเป็นผู้มีปัญญาได้ จะเป็นฉลาดอัจฉริยะขนาดไหน ไม่มีทาง ไปหาทางหลุดพ้นได้ คือไม่รู้จักเนื้อแท้ของสภาวะกิเลส จับตัวกิเลสไม่ได้ จะเอาจริงเอาจังทำให้กิเลสลดได้ เห็นกิเลสมันลดได้ วิราคานุปัสสี เห็นกิเลสมันดับนิโรธานุปัสสี จนกระทั่งทบทวนให้มันดับสนิทไม่ฟื้นได้ปฏินิสสัคคานุปัสสี มีญาณปัญญาเห็นความจริงตามความเป็นจริงที่กล่าวมานี้หมดแล้วทำได้จริง ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่จริง

620120_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ยอดหัวใจในการปฏิบัติของศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน