สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน เรียนรู้อัตตา 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน เรียนรู้อัตตา 3 ต้องรู้อัตตา 3 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302)
อาตมาเอาข้อเขียนในนสพ.เราคิดอะไรฉ.341 มา ฉบับ 340 ที่ผ่านมาเรากำลังสาธยายถึงตอนที่ว่า ผู้ทำ“อนัตตา”ได้แน่แท้ จึงคือผู้“สุดสูง”(อันติมะ,ultimate)เท่านี้เท่านั้นสำหรับ“จิตนิยาม” ที่มีความเป็นที่สุดแห่ง“มนุสโส”ในโลก “อนัตตา”จึงเป็น“จุดสำเร็จ”ของชีวิตแต่ละคน ในความเป็นคนผู้ที่ไปสู่“สูง”สู่“สุด”ได้ เรายกให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้“สุดสูง”ที่ทรงรู้-ทรงมี เพราะเป็นผู้ทรงค้นพบ“อนัตตา”
ผู้มีมิตรดีสหายดีจะเร็ว ทั้งผู้สูงผู้เท่าเราผู้ต่ำกว่าเรา ก็จะช่วยเราได้ในบางเหลี่ยม อย่าไปหลงว่าตนรู้หมดรู้รอบอย่างนั้นจะช้า บางทีเด็กไม่เดียงสาแสดงเราก็เลยเห็นความโค้งของเราเลย เด็กคนนี้สอนเรา เด็กมันซื่อสะอาด เราก็อ่านของตนเองออก เราแท้ๆยังโค้ง ยังสู้เด็กสะอาดกว่าเราไม่ได้เลย เขาไม่รู้มากแต่เขาซื่อตรง แต่ละคนได้จากเด็กไม่น้อย แล้วเด็กที่ซื่อตรงต่อสิ่งที่ดีจะเป็นครูของเรา เด็กมีความซื่อสัตย์มีความซื่อตรงจริงจังของเขาจะให้ประโยชน์แก่เราเยอะ “อนัตตา”จึงเป็นสภาวะเป้าหมายแท้ ผู้บรรลุธรรมสูงสุดก็คือ ผู้ทำ“อนัตตา”ให้เกิดในจิตตนสำเร็จ แล้วเห็นด้วย“ปัญญา” ผู้นี้ก็คือ ผู้บรรลุธรรม“สูงสุด” จบกิจ ผู้เข้าถึง“อนัตตา”แล้ว จะเรียกว่าเป็นผู้บรรลุธรรม บรรลุนิพพาน บรรลุวิมุติ บรรลุนิโรธ บรรลุสุญญตา บรรลุทุกสรรพสิ่ง บรรลุอรหัตตผล บรรลุเป็นอรหันต์ เป็น
อ่านต่อ
ผู้พ้นทุกขอาริยสัจ ฯลฯ อะไรต่างๆก็ว่าไป ก็คือผู้จบกิจ พยัญชนะนั้น เรียนกันจบตำรา จบนักธรรม จบปริญญา กันมากมายเท่าไรก็ได้ คนนั้น ติดอยู่ที่พยัญชนะ หรือติดอยู่ที่ภาษา หรือติดอยู่ที่บัญญัติ กันมากเหลือเกิน ศึกษากันหัวผุหัวพัง จบปริญญาเอก จบเปรียญ 9 กันมาก แต่ไม่มีผลลึกลงไปถึง“สภาวะ”หรือไม่มีผลลึกลงไปถึง“เนื้อแท้ของสัจธรรม”นั้นๆกันสักเท่าไหร่ บางคนก็พูดจิตเจตสิกรูปนิพพาน แต่สภาวะจริงไม่มี รูป คำหลังนี้ละเอียดกว่าจิตเจตสิก คือรูปในจิตแล้ว แต่ว่าเพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น “สภาวะ” เช่น ที่พูดกันว่า รูปธรรม-นามธรรม ก็ดี จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน ก็ดี ขันธ์ 5 (รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ) ก็ดี รูป 28 (มหาภูตรูป 4 อุปาทายรูป 24) ก็ดี นาม 5 (เวทนา-สัญญา-เจตนา-ผัสสะ-มนสิการ) ก็ดี อีกมากมายนับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีที่จะเรียนรู้ได้ครบทั้งหมด โดยวิธีเรียนและปฏิบัติสุดยอด เมื่อยังไม่ได้หมดก็ได้ไปตามลำดับ สำเร็จผลไปตามลำดับ พ้นทุกขสัจไปตามลำดับ หรือบรรลุอาริยบุคคลไปตามลำดับ นั่นคือ เรียนรู้ด้วย“ธรรมะ 2”ที่เรียกว่า เทฺว ธัมมา โดยทำ“เทฺว ธัมมา”ให้เป็น“เอกธัมม”ได้สำเร็จ ที่สุดทำ“เอกธัมม”ให้เป็น“0” จึงจบ ความเป็น“เทฺว”หรือ“เทฺว ธัมมา”คือ “ธรรมะ 2” ถูกรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ด้วย“ปัญญา” สัมบูรณ์แบบ พุทธจึงเป็นศาสนาที่มี“นิพพาน”หรือมี“0”คือ“สุญญ” หรือบรรลุ“อนัตตา”ด้วย“ปัญญา”แท้จริงอยู่เพียงศาสนาเดียวในโลก “ปัญญา”คือ ความรู้ขั้นโลกุตระ จึงเป็น ความรู้ขั้น“อาริยะ”ทั้งรู้ ทั้งตีแตก“เทฺว” ไม่เหมือน“ความรู้”ทั่วไปที่สากลโลกปุถุชนมีกัน พุทธเป็นศาสนาที่ตีแตกแยกแยะ(dis-tinguish)ความเป็น“เทฺว”ได้ จึงได้ประโยชน์จาก “เทฺว”หรือ“ธรรมะ 2”ถึงขั้นบริบูรณ์สัมบูรณ์ ผู้“ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ความเป็น“เทฺว” จึงจำนนอยู่กับ“เทฺว”นิรันดร เป็นลัทธิหรือศาสนา“เทฺวนิยม”อยู่อย่างนั้น มีกันมากทั่วไปตกอยู่ใต้อำนาจ หรือมีความรู้อยู่สูงสุดเพียงเท่าที่“เทฺว”ที่ตนจัดการอะไรไม่ได้เลยนี้“มี”กันอยู่เท่านั้น ดิ้นไม่หลุด ไม่มีอิสระไม่ทะลุ ไม่หลุดพ้น ไม่ลอยตัว ไม่เป็นตัวของตัวเองได้อย่างอิสระเสรีสัมบูรณ์ “ติดกัก”หรือ“สูงสุดชงัก” อยู่เพียงแค่นั้น ไม่มีความรู้ในระบบ“วงวน”ที่หมุนเวียนอยู่อย่างเป็นระเบียบบริบูรณ์ตามสามัญของ“วงวน”ทั้งหลาย นั่นคือ ไม่มี cyclic order แล้วตีแตกระบบนี้ไม่เป็นทาสระบบนี้ ออกนอกโลกเก่าได้แล้ว เพราะยังไม่รู้จักความเป็น“เทฺว” แยก แยะ“เทฺว”ไม่ออก ไม่รู้เท่าทัน ที่สำคัญไม่สามารถทำ“ธรรมะ 2”หรือ“เทฺว”ให้เป็นอื่นไปได้ จึง“อยู่เหนือ(อุตตระ)”ทุกสรรพสิ่งไม่ได้ ซึ่งผู้“อยู่เหนือ(อุตตระ)”สรรพสิ่งนั้น คือ พระเจ้า หรือ “เทฺว”ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งที่สุด เริ่มแรกจึงต้อง“รู้จักเทฺว”กันเสียก่อน แล้วจึงจะเรียนรู้ให้“รู้แจ้งเทฺว” ก็จะ“รู้จริงเทฺว” ได้ถ้วนบริบูรณ์สัมบูรณ์สัมมาทิฏฐิแน่แท้ แม้แต่อบายเป็นสิ่งที่ใหญ่สำหรับคนบางคน แต่ก็เป็นสิ่งที่เล็กนิดเดียวเรื่องจ้อยมากเลย แต่คุณไปตกเป็นทาสมันใหญ่ บังคับคุณเบ้งเลย แต่คนที่พ้นแล้วว่าเรื่องขี้ผงไปลุ่มหลงอยู่ได้ หยาบจะตายชัก มันจัดจ้านในทางโลก เหลวเละในทางโลกแต่มันใหญ่สำหรับคุณเหลือเกินคุณต้องยอมมันเป็นทาสมัน สัตว์นรกตัวนี้ สัตว์นรกที่ต่ำที่สุด แต่สำหรับคุณนั้นมันใหญ่จนคุณเป็นทาสมัน ไม่ยอมกระดิกออกเลย บูชาเคารพ ความชั่วนี้ อย่างมโหฬารเลยเป็นใหญ่เบ้งเลยแต่คนอื่นโธ่เอ๋ย ชั่วขนาดนั้นยังไม่รู้ตัวหยาบต่ำขนาดนั้นยังไม่รู้ตัว เหมือนเราเห็นของทักษิณ ขอบูชาสิ่งนี้เขาอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะสิ่งนี้ ถ้าเขาปล่อยสิ่งนี้ไปเขาจะเจริญมากแต่เขาปล่อยไม่ได้ เราเข้าใจใจเขาว่าเขาปล่อยไม่ได้ อาตมาว่าร่างกายชาตินี้ตายไป ชาติหน้าจะไม่สิทธิ์ได้รวยอย่างนี้ ให้โกงให้ตายก็ไม่ได้เท่านี้ ฉลาดแกมโกงอย่างนี้ จะลดลง ฉลาดแกมโกงได้หนักมากเลยในชาตินี้คุณ สมแล้วที่ไปจบด๊อกเตอร์ทางอาชญาวิทยา ความรู้ทางด้านโจร เลยออกมาเป็นโจรเสียเอง เป็นโจรที่ยิ่งใหญ่มาก จนคนในโลกประเทศต่างๆยังรู้ไม่ทันยังยกย่องทักษิณ อาตมาก็จะดู ทักษิณจะมีอิทธิพล พอที่สีจิ้นผิงจะยอมรับไหม จะดูภูมิสีจิ้นผิงจะรู้เท่าทันทักษิณไหม ถ้าสีจิ้นผิง ยอมรับทักษิณ ก็ได้รู้ว่าสีจิ้นผิงเอ้ย อื่นก็เหมือนกันชาติไหนก็แล้วแต่ก็ดูกันไป แต่ตอนนี้แน่นอนมอนเตเนโกรดูไบยอมเขา อีกหลายที่จะยอมเขาอยู่ แม้แต่อังกฤษ นี่เราวัดค่าภูมิธรรมของแต่ละสังคมประเทศได้อย่างนี้ ขออภัยที่พูดนี้ไม่ได้ดูถูกดูแคลนตรงนั้นตรงนี้ ต้องขออภัยจริงๆมันเป็นวิชาการเป็นความรู้ที่ต้องศึกษาโลก ศึกษาโลกทั้งโลกให้รู้ความเป็นโลก อะไรคือสัจจะที่ดีจริงไม่ดีจริงต้องศึกษา เพราะฉะนั้นอย่านึกว่าตัวเองที่ยิ่งใหญ่ โดยที่ไม่รู้ตัว ศึกษาดีๆ จะได้รู้ว่าตัวเองที่แพ้ใหญ่ในความเป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์นรกตัวใหญ่เหลือเกิน น่าสงสารน่าสังเวชใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาหลงเขาทำของตัวเองแล้วทำได้ด้วย เป็นสัตว์นรกตัวใหญ่ แล้วหลงภูมิใจในความเป็นสัตว์นรกตัวใหญ่ แล้วเมื่อไหร่จะฟื้นจะตื่นกันนี่ นอกจากจะหลงตัวเองแล้วยังถูลู่ถูกังลากต่อไปอีก แทนที่จะยอมรับเลิกเสียจะวางมือเสีย ไม่เลย ไม่เลย เห็นความซับซ้อนของความหลง ความหลงคือความโง่ที่ซับซ้อนโง่ หลงซับหลงซ้อนด้วยความโง่ที่ซับซ้อน น่าสังเวชใจ ที่อาตมาเสียเวลาพูดเพราะมันเป็นปรากฏการณ์จริงตัวจริงของมนุษยชาติ พฤติกรรมก็ยังอยู่ศึกษาต่อได้อยู่ นอกจากเขาทำคนเดียวไม่พอยังชักชวนญาติโกโหติกา ไปด้วยกันอีกพรรคพวกอีก ตอนนี้รู้สึกว่าพรรคพวกจะรู้ตัวลดลงบ้างแล้ว แต่แน่นอนญาติโกโหติกาก็ยังเกาะติดไปด้วยกัน เพราะว่าการจะมาเป็นญาติกันได้ ทำไมเป็นญาติกันโดยไม่มีเชื้อชั่วด้วยกันไม่ง่ายหรอก เพราะว่ามีเชื้อชั่วด้วยกันจึงเป็นญาติกันมา กว่าจะไปนับญาติกันใหม่ เราไปเอาญาติทางธรรมดีกว่า ธรรมพันธ์ุพฤติกรรมของเราดีกว่า ทางสรีระเป็นสมมุติ แต่ทางปรมัตถ์สูงกว่า มีฤทธิ์แรงอำนาจที่จะหลุดพ้นจากวัตถุ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม โดยควบคุมกรรมนิยามตนจึงทรงซึ่งธรรมะอันใหม่ ไม่ใช่ทรงไว้ซึ่งตระกูลเก่าทำแบบเก่า อาตมาพยายามใช้พยัญชนะอธิบายสภาวะ อย่าไปนึกว่าตัวเองสูงตัวเองเก่งตัวเองใหญ่ก่อน เรามาเรียนรู้เป็นลำดับไปจากคู่ที่ 1 จากสิ่งที่ต่ำที่สุด เอาอันแรกเสียก่อน เรียนให้ดีให้รู้เทวะคู่นี้ แล้วเราจะต้องหลุดพ้นจากความเป็นอบายมุขของเราเอง สัตว์ที่เราโง่เราต่ำตัวนี้ ต้องเข้าใจให้ได้ว่าอันนี้เป็นสัตว์ต่ำ เราเองเป็นสัตว์นรกสัตว์อบายตัวนั้น เราจะต้องเลิกละหลุดพ้นให้ได้เราจะต้องศึกษาให้รู้ตัวตนของสัตว์นรกตัวนั้นจริง แล้วเราจะหลุดพ้นออกมาอย่างไร มีวิธีอุบายเครื่องออกอย่างไร ปฏิบัติให้หลุดพ้น จนกระทั่งหลุดพ้นได้ ก็จะเห็นว่ามันไม่เที่ยงแท้ไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้มันลดลงได้จริง มาเป็นอันใหม่ไม่ได้ไปชั่วอย่างเก่าไม่ได้ไปจัดจ้าน หลงเลอะอย่างเก่า ก็จะทำได้ตกผลึกลงมาจนกระทั่งสมบูรณ์แบบได้ หลุดพ้นจนสมบูรณ์เต็มตัวได้ 620118_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้เทวะคือธรรมะ 2 ให้ถึงอนัตตา