สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลต้องมีทั้งสมมุติและปรมัตถ์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.31 KB
วันที่แก้ไข20 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลต้องมีทั้งสมมุติและปรมัตถ์ _ปุญญา ธัมมา ศีล เป็นปรมัตสัจจะนั้น เข้าใจ เป็น สมมุติ ด้วย ไม่เข้าใจ พ่อครูว่า...ข้ามขั้นนะ ที่จริง ศีล เป็นบัญญัติที่เอามาปฏิบัติและเกิดปรมัตถ์ เกิดอธิจิตด้วยอธิปัญญา อธิจิตที่สมบูรณ์เรียก อธิมุติแล้วเป็นอธิวิมุติ คนที่ปฏิบัติศีลก็จะเข้าถึงปรมัตถ์ คนที่ปฏิบัติศีลไม่เข้าถึงปรมัตถ์คนนั้นไม่รู้จักศีล ทุกวันนี้ไม่รู้จักศีลกันแล้ว ปฏิบัติศีลไม่มีมรรคผลไม่มีปรมัตถ์ ไม่เข้าถึงจิต แล้วอธิบายสอนกันว่าจิตนั้นควบคุมกายวาจา ส่วนสมาธินั้นคุณไปหลับตาปฏิบัติ แยกธรรมะพระพุทธเจ้าออกจากกัน ศีล สมาธิ ปัญญาออกจากกัน ตัดส่วนสมาธิไปอย่างหนึ่ง ศีลกับปัญญาก็ไปอีกอย่างหนึ่ง ศีลควบคุมกายกับวาจา ปัญญาก็เลยกลายเป็นตรรกศาสตร์ ไปนั่งสมาธิหลับตาแล้วจะเกิดปัญญาเขาว่าอย่างนั้น ซึ่งมันไม่มี นั่งหลับตาแล้วไม่มีปัญญามีแต่สัญญา สัญญาทั้งหมดจะอยู่ในทิฏฐิ 62 นั่งหลับตาเจโตสมาธิจะเกิดทิฏฐิได้ 62 ไม่มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ไม่มีนิพพานได้ในปัจจุบัน เพราะคุณหลับตาแล้วอยู่แต่ในอดีตกับอนาคต ปัจจุบันจะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยขณะนี้ในปัจจุบัน ปัจจุบันต้องมี อาโลกะ ถ้าจะเป็นสัญญาต้องเป็นสัญญาที่ตื่นมาอยู่กับโลก อาโลกสัญญา สัญญาที่มีแสงสว่าง คือโลกที่มีแสงพระอาทิตย์แสงสว่าง คือโลกที่เปิดมีจักษุดวงตาเปิด จะตรัสรู้ของพุทธเจ้าต้องมีจักษุญาณปัญญาวิชชาแสงสว่าง ในธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ว่าเราตรัสรู้ด้วย จักษุปัญญาญาณวิชชาอาโลกะ คนจะตรัสรู้นั้นหลับตาหมดทางปฏิบัติไปสู่ความบรรลุธรรมเลยเป็นของเดียรถีย์ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเดียรถีย์ก็เต็มไปหมด ท่านก็มาฟื้นคืนปฏิบัติแบบพุทธ เมื่อผ่านไป2600กว่าปีก็กลับกลายเป็นแบบเดียรถีย์อีกเต็มบ้านเต็มเมือง อาตมาก็ต้องมาฟ

อ่านต่อ

ื้นกอบกู้เพราะว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญา พูดอย่างหมดตัวหมดตนไม่ได้เล่นลิ้นภาษาพูดจากสัจจะอย่างเดียว มันน่าเห็นใจน่าสงสาร อาตมาพูดเหนื่อยก็รู้ว่าเหนื่อย รู้ว่ายาก หากพระพุทธเจ้ามาสอนคนก็นับถือท่านตรัสอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น ส่วนโพธิรักษ์นั้นมาปางนี้เป็นปางที่ยาก เพราะเขาทั้งหมดได้หลงผิด ไปยึดถือความผิดมาเป็นความถูก อาตมาก็ต้องบอกว่าสิ่งที่เขาไปยึดว่าเป็นความถูกนั้นมันผิด เอาความถูกมากลบคืนความผิดให้ได้ เขาไม่เชื่อ เพราะว่าอาตมารูปไม่หล่อพ่อไม่รวยไม่มีความรู้ทางโลก ครูบาอาจารย์ก็ไม่มี ศิษย์พี่ศิษย์น้องก็ไม่มี กำพลอยจริงๆ การปฏิบัติธรรมต้องมีทั้งสมมุติและปรมัตถ์ เป็นเทวะ คำว่าเทวะจึงยิ่งใหญ่ที่สุด คนเราต้องมี 2 มีธาตุรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ จะเป็นวัตถุ หรือพีชะก็ตาม ก็มีอีกอันหนึ่ง เมื่อมีธาตุรู้เป็นจิตนิยาม ต้องมีรูปประกอบด้วยกับนาม คือจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาตมาว่าอาตมาอธิบายธรรมะนี่มันพิศดารมาก อธิบายขยายความไป คนฟังไม่ได้ก็หาว่าพูดเละเทะเรื่อยเปื่อย ก็น่าเห็นใจเขา แต่ความจริงแล้วอาตมาขยายความได้ทุกอย่าง มันก็เลยเยอะ อาตมาเคยเปรียบเทียบตัวเองว่าเป็นเศรษฐีบ้านนอก มีทุกอย่างเลยเพชรนิลจินดา ที่มันเป็นเครื่องทรงต่างๆเขามีหมด ยิ่งกว่าลังทรัพย์สมบัติของมหาเศรษฐี มันเยอะเหลือเกิน เป็นหมวดหมู่จับกันไม่ติดมันปนเปกันเละเทะ เป็นเศรษฐีบ้านนอก ไม่ได้เรียบเรียงรวบรวมไม่ได้เอามาจัดหมวดหมู่อะไรเลย พูดไปอธิบายไปก็เลยเยอะ อาตมารู้สึกว่าตัวเองเป็นแบบนั้น แต่ก็พยายามจัดหมวดหมู่อธิบายอยู่เหมือนกัน แต่มันมากจนรู้สึกว่าน่าเห็นใจคนอื่นเขา เขาก็เลยจัดหมวดหมู่ไม่ไหว อาตมาพยายามจัดหมวดหมู่เหมือนกัน ตอนนี้พยายามอธิบาย ศีล สมาธิ ปัญญาให้เป็นหมวดหมู่ให้ได้เข้าใจให้ง่าย ตั้งแต่ ศีลแล้วอธิบายว่าจะเกิดสมาธิอย่างไร ยกตัวอย่างศีลข้อ 1 แต่ไม่ค่อยไปข้อ 2 ข้อ 3 สักที ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ทั้งปวงอยู่อย่าไปทำร้ายสัตว์ สัตว์ เราเกิดมามีวิบากต่างคนต่างอยู่ ตัวเราเองก็รู้กรรมของตัวเอง เรากระทำกรรมของเราโดยที่เรียกว่า ถ้ามนุษย์เป็นสัตว์มนุษย์ ก็ให้เขามาเรียนรู้ ศีลข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 3 ต่อไป ส่วนสัตว์ที่เป็นเดรัจฉาน LA ในสัตว์ที่สอนไม่ได้ก็ปล่อยไป เราก็มาสอนผู้ที่เป็นเวไนยสัตว์พูดกันรู้เรื่อง สำหรับศีลข้อที่ 2 ที่เกี่ยวกับข้าวของ เรื่องของสัตว์ปล่อยไปให้เป็นวิบากกรรม แม้แต่อเวยไนยสัตว์เราก็ปล่อยไป ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของที่เป็นพืชพรรณธัญญาหารด้วย มันไม่มีจิตวิญญาณ มันเป็นชีวก็จริงแต่เป็นแค่ธาตุรู้ที่มีสัญญากับสังขาร เขาอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้หรอกเพราะไม่เข้าใจสภาวะ อาตมามีสภาวะและก็รู้พยัญชนะก็เลยบอกเขาไปได้ละเอียด สิ่งที่ไม่มีจิตวิญญาณ เป็นวัตถุหรือเป็นข้าวของเป็นพืชที่ไม่ใช่ของๆเราอย่าไปยึดถืออย่าไปเอาของๆเขา ถ้าอยากมีของเรา เราก็ทำเอง หรือเป็นของที่เป็นสิทธิ์ของเราเป็นมรดกคุณก็มีสิทธิ์ก็ว่ากันไป บางทีวิสาสะก็อย่าไปวิสาสะนัก พวกเราสาธารณโภคีก็อย่าไปถือวิสาสะมากนะ เห็นจักรยานว่างอยู่ก็อย่าไปเอาไป เจ้าของมาก็บอกว่าจักรยานไปไหนมันมากไป อย่าว่าแต่จักรยานเลยอย่างอื่นมันมากมาย เพื่อนอาตมาคนหนึ่ง ตื่นเช้ามาก็แปรงสีฟัน เพื่อนก็บอกว่านั่นมันแปรงของกู เพื่อนก็บอกว่าอะไรวะขอยืมสีก็ไม่ได้ เพื่อนอาตมาเจ้าวัลลภกับเจ้าบุญส่ง อาตมาก็ขำ ไอ้นี่ก็พาซื่อจริงๆ แปรงฟันของเขาไม่มีหินแปรงอยู่ในห้องน้ำก็จับมาสี เพื่อนก็ว่าของเขาเอามาสีได้ไง เขาก็ว่ายืมก็ไม่ได้ 620114_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 34

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน