ผู้ที่เข้าใจว่าฌานต้องมีออก-มีเข้า ผู้นั้นออกนอกเป้าศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข26 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ผู้ที่เข้าใจว่าฌานต้องมีออก-มีเข้า ผู้นั้นออกนอกเป้าศาสนาพุทธ _ซึ้งซื่อ วิเชียร . ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ ในเทศกาลอาหารเจใกล้จะมาถึง บุญญาวุธหมายเลข 1 ของพ่อท่านและชาวอโศก คืออาหารมังสวิรัติเพื่อช่วยมวลมนุษยชาติให้สงบสุข ร่มเย็นทั้งกายใจ ปีนี้ชาวอโศกได้ตื่นตัวคึกคักกันมาก และผู้คนในสังคมก็ตื่นตัวกันมากครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมกราบขอสัมมาทิฏฐิจากพ่อท่านด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า…เอาสัมมาทิฏฐิอะไรอีกล่ะ ก็ขอให้เติมภูมิเติมความลึกซึ้งละเอียดลอออะไรขึ้นไปจากธรรมะที่เคยพูดนั่นแหละความหมายที่พูดนี่ อ้าว ก็เติมก็ได้ เรื่องอาหาร การกินหรือคำข้าวนี่ มันเป็นเรื่องปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งของศาสนาพระพุทธเจ้า ซึ่งอาตมาเคยถูกพันตำรวจโทอนันต์ เสนาขันธ์ บอกว่ามาปฏิบัติธรรมอะไรพูดถึงแต่เรื่องกินๆๆ ไม่ไปนั่งธรรมะ ไม่ไปปฏิบัติภาวนาอะไร เอาแต่พูดถึงเรื่องกินๆๆ นี่คือสำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลให้เห็นว่าเขาไม่รู้เรื่องศาสนาพุทธเลย ไปหลงผิดนั่งหลับตา ภาวนาของเขาคือการปฏิบัติให้เกิดผล แล้วเขาก็มิจฉาทิฏฐิไปเอาภาวนาคือนั่งหลับตา นี่แหละเรากำลังภาวนาตามจรณะ 15 ปฏิบัติให้เกิดผลสัมมาทิฏฐิตรงกับธรรมะของพระพุทธเจ้า ความเสื่อมมันเสื่อมกันมากแล้ว คนเข้าใจอย่างพันตำรวจโทอนันต์ เสนาขันธ์ เยอะมากมาย แม้แต่พวกที่ไปเรียนเปรียญ 9 เรียนด็อกเตอร์ทางบัญญัติพยัญชนะออกมาจบออกมาก็ยังเชื่อว่า จะบรรลุธรรมต้องนั่งหลับตาฌาน ต้องนั่งหลับตา ทำสมาธิต้องหลับตา นิโรธจะได้ด้วยตอนหลับตา โอ้โหมันมิจฉาทิฏฐิอย่างโมฆะไม่รู้จะพูดยังไง _สู่แดนธรรม... แม้แต่จะได้ปัญญาต้องได้ในขณะหลับตาด้วยเขาว่าอย่างนั้นนะครับ พ่อครูว่า... ปัญญาก็ได้จากการหลับตา หลับตาถึงฌานแล้วจึงจะเกิดปัญญา

อ่านต่อ

นี่เขาตีกินว่า ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน หลับตาได้เป็นฌานแล้วจึงจะได้ปัญญา เขาก็เอาพยัญชนะมาตีกิน ซึ่งไม่มีปัญญาในหลับตา..ไม่มี มหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 258 ไปอ่านดีๆเถอะ ปัญญาเกิดได้ต้องมี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสัมมาทิฏฐิและมีองค์แห่งมรรคทั้ง 8 องค์แห่งมรรคทั้ง 8 มีทำงานอาชีพ มีการกระทำการงานทุกอย่าง มีกัมมันตะ มีขณะพูดขณะคิดอยู่ แต่นี่มันมีที่ไหน ทำอาชีพขี้หมา ทำอะไรก็ไม่ทำพูดอะไรก็ไม่พูด นั่งจมอยู่ไม่มีมรรคมีองค์ 8 เลย แค่นี้เขาก็รู้ไม่ได้ อาตมาก็จำเป็นที่จะต้องพูด พูดอยู่นี่ พูดให้รู้ ซึ่งมันยากนะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องฌานวิสัย มันเป็นอจินไตย มันเป็นเรื่องคิดนึกเอาไม่ได้ ทุกวันนี้อาตมาก็เชื่อว่า เถรสมาคมเนี่ย พูดไปก็เหมือนจะไปดูถูกเขาหมด ฌานยังไม่กระเตื้องเลยว่า ฌานของศาสนาพระพุทธเจ้าที่เป็นสัมมาทิฏฐิจริงๆคือยังไง ยัง เพราะมันไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆ มันอจินไตยจริงๆ ฌาน เอ้า ทีนี้มาเข้าสู่สัจธรรมเลย ที่ตั้งใจอธิบาย จิตจะเกิดฌาน คุณต้องมีศีลเป็นตัวต้น ฌาน เช่นศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์และคนซึ่งเป็นชีวจิตนิยาม ศีลข้อ 1 ศีลข้อ 2 วัตถุกับ พีชะ ซึ่งไม่ใช่จิตนิยาม เป็นพีชนิยามสูงสุด พีชนิยามกับอุตุนิยาม ศีลข้อ 3 นี่แหละเป็นตัวที่จะต้องมี มีการสัมผัส มี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เกิดเวทนา แล้วศึกษาเนื้อหาแท้ของกิเลส จากอาการที่มันจะเกิดสุขเกิดทุกข์ ตรงนี้ศีล 3 ข้อนี่ เป็นปฏิสัมพัทธ์กัน เกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้นศีล 5 จึงคือศีล 3 ข้อนี้เป็นหลัก ศีลข้อ 4 นั้นเป็นวาจา ศีลข้อ 5 เป็นเรื่องของจิต รวมจิตมาปฏิบัติแล้วจิตก็เจริญเป็นจิต เจตสิก รูป นิพพาน ศีลข้อ 5 ก็ปฏิบัติ 3 ข้อนี้ เพราะฉะนั้นคุณไม่มี 3 ข้อนี้แล้ว คุณไม่ได้ปฏิบัติหลัก ศีลกับ อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่งเป็นจรณะข้อที่ 1 กับ 2 3 4 4ข้อนี้ คุณไม่มีศาสนาพุทธ ซึ่ง อปัณณกปฏิปทา 3 ก็แปลชัดๆอยู่แล้วว่า ไม่ผิดจากพุทธ ถ้าผิดจาก 3 ข้อนี้..ไม่มี ผิดไปเป็นออกนอก 3 ข้อนี้..ไม่มี จะปฏิบัตินั่งหลับตามันไม่มีสักข้อใน 3 มันออกนอกพุทธไปเข้าป่าเข้ารก แล้วเขาก็เข้าป่าเข้ารกจริงๆ ไปลงเหวลงห้วย ไปไหนก็ไม่รู้ ตกเขาตกห้วยตายไปหมดแล้ว มันไม่ได้บรรลุธรรมอะไร อาตมาพูดชัดๆพูดแรง พูดให้เห็น ไม่ได้พูดอย่างโกรธเคืองโกรธแค้นหรือว่าชิงชังอะไร แต่พูดอย่างสงสาร กระทุ้งกระแทกให้กระเทือนให้ฉุกคิด พูดกันมานานก็นานแล้ว ย้ำซ้ำซากอยู่ในบทเก่า เพราะฉะนั้น ฌานที่เกิดจริงของพระพุทธเจ้า เกิดจากจรณะ 15 ถ้าคุณไม่มี 4ข้อ ศีลเป็นหลัก อปัณณกปฏิปทา 3 คุณจะไม่เกิดสัทธรรม 7 ทั้งขบวนเลย สัทธรรม 7 คุณจะไม่เกิดเลย คือศรัทธาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ความเชื่อที่มีปัญญาร่วม..ไม่มี คุณก็ศรัทธาตามที่คุณมิจฉาทิฏฐิ เป็นศรัทธาแบบหลงผิดอยู่ของคุณอย่างเก่า แล้วคุณจะไม่เคยนึกละอายเลยว่าที่คุณมายึดผิดๆของตัวเอง หลงทางผิด ไปว่าผู้ที่ท่านถูก มาท้วงเอาว่าผิด รู้สึกตัวสำนึกตัวเองว่าโง่นะกูเอ๋ย ไปหลงงมงายอยู่กับไอ้ผิดจนได้ ก็ละอายตัวเองหรือละอายผู้ที่ท่านท้วง ละอายตัวที่เราไม่รู้จักสัจจะ ดีไม่ดีไปว่าสัจจะ ไปดูถูกดูแคลนสัจจะ ไปข่มสัจจะ ไปตีทิ้งสัจจะ มันละอายทำไมเราถึงได้โง่มานาน โง่เง่าสัจจะ ทั้งๆที่เราเองต้องการสัจจะ แต่ไปเห็นสัจจะเป็นอสัจจะ แล้วไปงมงายอยู่กับไอ้ที่เป็นอสัจจะตัวจริงเอง นี่แหละมันจะมีตัวละอายจริงๆ ถ้าคุณยังไม่เกิดจิตละอายนี่คุณยังไม่เป็นสัทธรรม ยังไม่เกิด เจริญจริงๆเลยเรียกว่า ธรรมะอันดี สัจธรรมอันดี คุณไม่มี ยิ่งคุณเกิดปัญญามากคุณจะมีโอตตัปปะ ปัญญามันมากความรู้มันชัดเจนยิ่งกว่าหิริ ทิ้งทันทีวางทันทีไม่เอาแล้วโอตตัปปะ เพราะฉะนั้นคุณพ้น ศรัทธาคุณเกิดปัญญา คุณเกิดหิริโอตัปปะคุณก็ต้องปฏิบัติจริง คุณก็ต้องเข้าหาหลักธรรมที่ถูก คุณก็จะได้ตามจรณะ 15 วิชชา 8 หรือ 4 ข้อต้น ศีล กับ อปัณณกปฏิปทา 3 ข้อ นั่นคือหลักธรรมตัวจริง คุณก็จะหันเข้าหาด้วยวิริยะ สติ ปัญญา ในอีก 3 ข้อของสัทธรรม 7 ด้วยความเพียร ด้วยตั้งใจ มีสติเต็ม ปัญญาพากเพียรให้เกิด วิริยะ สติ ปัญญา องค์ธรรมทั้ง อปัณณกปฏิปทา 3 ทั้งศีล และ สัทธรรม 7 รวมตัวกันนี่แหละ สังเคราะห์เป็นอภิสังขาร ปรุงแต่งกันขึ้นมา เป็นฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 ซึ่งมีวิชชา 8 เป็นตัวกำกับช่วย วิชชาคือความรู้ คือปัญญา คือญาณ รู้ๆๆรู้เป็นยาดำ ช่วยให้เจริญขึ้นมาครบครัน จึงเกิดเป็นวิชชา 9 อาตมาเคยดึงเอาฌานทั้ง 4 ไปรวมในวิชชา รวมเป็นวิชชา 9 ซึ่งก็อุตริอธิบายเอง เพื่อที่จะให้เกิดเป็นการอธิบายอย่างพิสดาร พวกนั้นคนเขาเข้าใจอยู่ซึ่งอาตมาไม่ได้ไปบัญญัติไปทำลายธรรมะพระพุทธเจ้า วิชชา 8 อาตมาก็ยืนยันอยู่ แต่แถมอุปการะให้ เป็นฌาน เพราะฉะนั้นคำว่าฌานจึงคือปัญญา ฌาน ไม่ใช่อาการไปหลับตา ฌาน ไม่ใช่เรื่องอยู่ในภวังค์ ต้องเข้าภวังค์ออกภวังค์ เพราะฉะนั้น ใครพูดคำว่า เข้าฌาน ออกฌาน คนนี้นอกรีต เพราะฌานของพระพุทธเจ้าไม่มีเข้าไม่มีออก ก็ฟังกันยากเหมือนกัน มีอยู่ 2 สูตร คือสูตรของพระสารีบุตรกับสูตรภิกษุณีธรรมทินนา พูดเรื่องฌานไม่มีเข้าไม่มีออกหรอก มันก็ไม่ง่ายแต่อาตมาก็ว่ามันน่าจะง่าย เขาก็พูดกันง่ายๆว่า เข้าคือเข้าไปอยู่ในภพ เข้าไปอยู่ในภวังค์ เพราะฉะนั้น ฌานของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปเข้าอยู่ในภวังค์ การเข้าไปอยู่ในภวังค์นั่นแหละยิ่งไม่ใช่ฌานของพระพุทธเจ้า มันกลับกันคนละเรื่อง ทวนกระแส การยิ่งเข้าไปในภวังค์นั่นแหละยิ่งไม่ใช่ฌานของพระพุทธเจ้า ต้องลืมตามีชีวิตสามัญ มีชีวิตปกติ ปฏิบัติศีลแล้ว อปัณณกปฏิปทา 3 เกิดสัทธรรม 7 แล้วจะเกิดฌาน จะมีการปรุงแต่งเป็นอภิสังขาร มีปุญญาภิสังขารรู้จักกิเลสลดลงไปเรื่อยๆนั่นแหละ จนเป็นฌานที่ 4 ก็เป็นบุญ บุญลงมือเมื่อไหร่ นี่แหละเป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ตัวฟันขาด ตัวตัดสิน ตัวฆ่าเด็ดขาด ถ้าบุญลงมือเมื่อไหร่ล่ะก็เพชฌฆาตมือสุดท้าย อธิบายไปเป็นรูปธรรมหมดแล้ว _สู่แดนธรรม... ถ้าจะนับว่ามีเข้ามีออก ผมก็จำได้ว่าพ่อท่านก็เคยอธิบายแต่ว่ามีเข้าอย่างถูกต้องแล้วออกอย่างถูกต้องอยู่เหมือนกันครับ คือ เข้าฌาน 1 เจริญแล้วออกจากฌานที่ 1 เจริญเข้าสู่ฌานที่ 2 อย่างนี้พอได้ครับ พ่อครูว่า... ไม่ได้เข้า มันเป็นการเดินทางของจิต เจตสิก วิตกวิจาร คือการรู้สภาพ 2 2 นั่นแหละคือรูปกับนาม สังเคราะห์สังขารกัน แล้วก็จัดการให้กิเลสเราลดลง พอกิเลสเราลดลงได้มันก็มีปิติเป็นอุปกิเลสเกิดเป็นฌานที่ 2 มันเป็นวิวัฒนาการของจิต มันไม่ได้เข้าได้ออกอะไร เจริญไปเรื่อยๆ มันก็มีปิติที่มันทำได้ถูกต้อง แล้วก็ไอ้ผลที่ได้มันก็เป็นความสงบ เป็นสุข เป็นวูปสโมสุข เป็นสุขสงบที่จิตสงบลง ยิ่งแจ่มใส สุขก็ยิ่งว่าง ยิ่งเบิกบาน ยิ่งเปิดเผย กิเลสหมดเป็นอุเบกขาหรือว่าเป็น เอกัคคตา เป็นฌานที่ 4 ก็สะสม เอกัคคตา จิตก็ยิ่งบริบูรณ์สมบูรณ์ เอก อัคคะ เป็นหนึ่ง เป็นเลิศ เป็นยอดขึ้นมา ก็คือจิตมันสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเรียกว่าอุเบกขา ซึ่งมีองค์ธรรม ปริสุทธา แปลว่าบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส ปริโยทาตา บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น แล้วสะสมลงเป็นจิตสมบูรณ์ คือมุทุภูตธาตุ เป็นจิตที่ปฏิบัติสำเร็จรวมตัวอยู่ที่นี่ เสร็จแล้วก็เป็น กัมมัญญา ปภัสสรา จิตนี้พอไปทำงาน ไปทำงานที่ไม่มีกิเลสเป็นทำงานที่เจริญ เขาก็แปลกัมมัญญา ว่าเป็นการงานที่เหมาะควร ที่ดีที่เหมาะที่ควร ที่ไม่มีโทษ จะอย่างไรจิตก็ประภัสสร นี่ก็เป็นองค์ธรรม 5 ประการของ อุเบกขา เพราะฉะนั้นคนที่มีสภาวะสัมมาทิฏฐิเรียนรู้ตามที่อาตมาอธิบาย ไปหมดแล้ว พวกคุณก็ อ๋อ.. ใช่ๆๆๆๆอย่างนี้ ใช่แล้ว อ๋อ.. หอฮ่อๆ 661011 จบกิจทำกาละ 3 ประการ ด้วยฌานของพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน