สื่อธรรมะพ่อครู(โอวาทปาติโมกข์) ตอน อรหันต์คือคนสิ้นบุญสิ้นบาป.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข23 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โอวาทปาติโมกข์) ตอน อรหันต์คือคนสิ้นบุญสิ้นบาป เช่น ขออภัย ต้องขอยกมือไหว้ ตอนนี้ท่านเป็นสมเด็จพุทธโฆษาจารย์แล้ว อาตมาเป็นพระผู้น้อง แม้อายุจะแก่กว่า ท่านแปล อภิสังขาร อภิสังขาร 3 (สภาพที่ปรุงแต่ง, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ, เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม) 1. ปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นบุญ, สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร) 2. อปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป, สภาพที่ปรุงแต่กรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย) 3. อาเนญชาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นอเนญชา, สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร 4 หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน ท่านแปลตรงตามอักษร แต่อาตมาสงสารคนอ่าน เขาไม่เข้าใจ ว่า อภิสังขาร เป็นการปรับแต่ง สังขาร แล้วเกิดบุญ เพราะฉะนั้น สังขารที่เป็นบุญ พยัญชนะสู่พยัญชนะไม่ผิดหรอก แต่ไม่ถึงใจโลกุตระ เพราะการสังขารที่เกิดบุญ สภาพปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ซึ่งไม่ใช่ เป็นสภาพปรุงแต่งซึ่งทำลายกิเลสฝ่ายชั่ว ปุญญาภิสังขาร คือการปฏิบัติธรรมให้รู้จักสังขารแล้วแยกสังขารนั้นออกได้ว่าเป็นวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา แยกอ่านตัณหาได้ แล้วก็กำจัดตัณหาได้ คืออภิสังขาร กำจัดชำระกิเลสได้เรียกว่าบุญ กำจัดกิเลสไม่ใช่เป็นการปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี แต่ไปปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ปุญญะมีหน้าที่ทำลายชั่ว ไม่มีหน้าที่ทำลายดี เมื่อทำลายชั่วหมด จริง ปุญญะเป็นกุศลเจตนาที่จะไปทำลายกามาวจร รูปาวจร แต่สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดีนี้ไม่ถูก แล้วไม่ใช่ปรุงแต่งธรรมดา แต่เป็นอภิสังขารแปลว่าจัดการกิเลส สร้างพลังงานในจิตให้เป็นพลังงานบุญ บุญเป็นพลังงานเท่านั้น เ

อ่านต่อ

ป็นพลังงานเท่านั้นไม่ใช่สสาร บุญเป็นพลังงานโลกุตระที่พิเศษที่สุดในศาสนาพุทธ บุญคือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและเอามาใช้ในศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มีเรื่องบุญ ไม่รู้จักบุญ เพราะกำจัดกิเลสไม่เป็น ศาสนาพุทธกำจัดกิเลสเป็น รู้จักกิเลสเหตุแห่งทุกข์มีวิธีการกำจัดเหตุแห่งทุกข์ แล้วทำให้เหตุแห่งทุกข์หมดไปเรียกว่านิโรธ นั่นคือวิธีการของบุญ ในอภิสังขาร 3 มีอยู่สามอัน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ท่านแปลแค่นั้น อปุญญาภิสังขารท่านก็แปลว่า อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป, สภาพที่ปรุงแต่กรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย ท่านแปล อปุญญะว่าบาป อันนี้ศาสนาพุทธพังทันทีเลย เพราะปุญญะนี่เป็นเอกังสวาที เป็นสภาวะของสัจธรรมเดียว ไม่มีแยกอื่น เป็นอกังสเสนะ เป็นสถานะบทบาทมีหน้าที่เดียวคือกำจัดกิเลส กำจัดกิเลสหมด บุญก็หายไปไม่เหลือ บุญจึงยิ่งใหญ่พิเศษที่สุดที่ต้องรู้ความหมาย ถ้าไม่รู้ความหมายสมบูรณ์จะเป็นอย่างนี้จึงล้มเหลวในการปฏิบัติธรรม อาตมาโชคดีที่ยังมีพยัญชนะเช่น โอวาทปาติโมกข์ สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นสมาธิในส่วนของ สาสวะ เป็นเสขบุคคล ในมหาจัตตาริสกสูตร ท่านตรัสว่ามีส่วนแห่งบุญหรือพูดสั้นๆว่าส่วนบุญ แต่ทุกวันนี้บอกว่าแบ่งส่วนบุญ เป็นการออกนอกศาสนาพุทธหลงผิดมิจฉาทิฐิ เอาบุญมาแบ่งกันแล้วเอาบุญมาเป็นสมบัติ ออกนอกทางศาสนาพุทธไปเลยเป็นมิจฉาทิฐิไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะเข้าใจคำว่าบุญผิดเพี้ยน ศาสนาพุทธทุกวันนี้จึงได้ขายบุญเอาบุญมาหลอกล่อ จริงๆ บุญต้องมาเรียนรู้และสร้างทำขึ้นมา ทำพลังงานให้มันเกิดบุญเรียกว่ามนสิการ ทำให้เกิดพลังงานบุญ บุญเป็นพลังงานอาวุธเครื่องมือทำลายกิเลส มีหน้าที่ฆ่ากิเลสหมดก็หมดหน้าที่ บุญเหมือนกับคุณสร้างระเบิดปรมาณู คนสร้างระเบิดปรมาณูได้ แต่บุญเป็นพลังงานไม่ใช่สสาร อาตมาก็ขอขยายเอารูปพลังงานปรมาณูมาขอใช้หน่อย คุณทำพลังงานระเบิดปรมาณูได้ ก็อาศัยวัตถุ แล้วออกไประเบิด ก็กำจัดอะไรก็แล้วแต่ ตั้งใจจะระเบิดที่ไหนก็ตาม จะไปทำลายเกาะกวม ขู่ๆไว้ ขอยืมยกตัวอย่างปัจจุบันธรรม พอระเบิดปรมาณูระเบิดแล้วพลังงานก็ไม่เหลือ สูญหายหมด คุณไปจับพลังงานปรมาณูนั่นมาไม่ได้อีกแล้ว หมดไป พลังงานบุญ คุณต้องสร้างขึ้นเป็นปัจจุบันเท่านั้น คุณสร้างไว้รอก็ไม่ได้ เพราะบุญไม่ใช่สมบัติ บุญมีหน้าที่วิบัติอย่างเดียว มีหน้าที่ปหานอย่างเดียวทำลายอย่างเดียว ทำลายเสร็จแล้วพลังงานนี้ก็สูญไปเหมือนกับการทิ้งระเบิดปรมาณู เสร็จแล้วก็หมดหน้าที่ของบุญ อปุญญานี้มันไม่มีบุญแล้ว อภิสังขารเป็นโลกุตรธรรม เป็นการจัดการกิเลส คือสถานะที่ปรุงแต่งจัดการกับกรรมฝ่ายชั่ว เมื่อเกิดอกุศลกรรมก็ทำลายมัน คือปุญญาภิสังขาร เมื่อหมดกิเลสก็เป็น อปุญญา อันที่ 2 คือ ผู้ที่เป็นอรหันต์ อันที่ 1 คือเสขบุคคล อันที่ 3 คืออรหันต์หรือพระโพธิสัตว์ที่สั่งสมอภิสังขารที่เป็นอเนญชา ก็จะเกิดความชำนาญในจิตมีอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีความบริสุทธิ์สะอาด กระทบกระแทกสัมผัสกับโลกก็ยังสะอาดปริโยทาตา มีความคล่องแคล่วของเวทนา สัญญา สังขาร มุทุ มีกายปาคุญญตา ทำงานเก่ง คล่องแคล่ว ดับกิเลสได้เก่งขึ้นเร็วไวขึ้น ตัวเจโตก็แคล่วคล่องปรับไว ตัวปัญญาก็รู็เร็ว จะไปทำงานก็เป็นการงานที่ดีได้สัดส่วนไม่มีโทษ ปภัสสรา ถึงอย่างไรก็ผุดผ่องผ่องแผ้วอย่างเดิม จะผ่านการงานอะไรก็ยังเจริญ เป็นความเจริญของอุเบกขา 5 ท่านตรัสไว้ในธาตุวิภังคสูตร ก็เจริญอุเบกขาเจริญขึ้นไปเรื่อย อาตมาแปลจากสภาวะของอาตมาเป็นความรู้เก่า ไม่ได้แปลด้วยพยัญชนะหรือมาจากอาจารย์ไหน ที่เป็นอนุฎีกาฯ ฎีกาจารย์มาช่วย ก็อาศัยความรู้ที่ตนเองเรียนมาบ้าง อาตมาจึงไม่ได้แปลตามที่ท่านแปลกัน แต่ก็เข้าใจว่าท่านแปลตามที่จะรักษาพยัญชนะ ซึ่งส่วนมากก็มีการขยายความตามความเข้าใจตัวเอง คนต่อไปก็เอาคำขยายของท่านไปแปล คนอื่นก็เอาไปเป็นตัวตั้งต้นเอาไปแปลต่อไปเรื่อยๆมันก็ผิดเพี้ยนไปทีละน้อยจนผิดเพี้ยนไปจนกระทั่งไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย เช่นอันนี้แหละ อปุญญาภิสังขาร ท่านแปลว่า อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป ซึ่งอภิสังขาร เป็นการสร้างฐานที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ แต่เป็นการปรับแต่งจัดการกิเลส อภิสังขารเป็นโลกุตระ สังขารต่างหากเป็นโลกียะ แล้วสังขารนี่แหละจะต้องเป็นตัวสำคัญที่เราจะเรียนรู้แล้วทำอภิสังขาร 3 ให้ได้ ก็เป็นพระอรหันต์ ถ้าคุณไม่สามารถทำอภิสังขารก็จะมีแต่สังขารไปตลอดกาล ในอภิสังขาร 3 ไม่ใช่ความหมายทางโลกียะ ถ้าแปลอย่างโลกียะก็ไปไม่รอด ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ไม่มีตัวให้ปฏิบัติ อภิสังขารเป็นตัวธรรมะของพระพุทธเจ้า ให้ทำอย่างนี้อภิสังขารเป็นอุบายเครื่องออกเป็นการจัดการปรับแต่ง มนสิการทำใจในใจ ปุญญาภิสังขารก็ทำกิเลสให้ดับ อปุญญาภิสังขารก็ไม่มีบาปให้ดับแล้ว บุญก็ไม่มีด้วย บาปหมดไป หน้าที่บุญล้างบาป เหมือนระเบิดปรมาณู บุญก็หมดไปด้วย ไม่ได้เป็นการสะสมอะไร ผู้ที่ทำลายบาปได้ จึงเป็นผู้ที่หมดบาป บุญก็หมดไปด้วย เป็นเสขบุคคลก็ทำลายบาปไปได้ทีละส่วนจึงเรียกว่าส่วนแห่งบุญ ทำลายสองส่วนสามส่วนไปเรื่อยๆ บุญคือการทำลาย พอเป็นอนาสวะ หมดสิ้นอาสวะ อาสวะคือบาปหมด บุญก็หมดด้วย พยัญชนะบาลีคือ ปุญญปาปกริขีโณ คือพระอรหันต์เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) กุศลเป็นสมบัติ กุศลไม่ใช่บุญ บุญไม่ใช่กุศล ถ้าแยกบุญกับกุศลไม่ออก ทำให้ศาสนาพุทธเละเทะ เข้าใจว่าบุญกับกุศลเป็นสิ่งเดียวกันเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น บุญเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาเป็นฌาน เป็นต้น ทำให้เกิดเป็นพลังงานไฟ อุณหธาตุที่เป็นไฟวิเศษ มีหน้าที่เข้าไปทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ มีอำนาจ เป็นเตโชธาตุ กำจัดพลังงานไฟเหมือนกันแต่มีฤทธิ์มากกว่า ฌานแปลว่าไฟกองใหญ่ ในพจนานุกรมบาลีก็แปลเช่นนี้ เป็นพลังงานที่วิเศษอย่างยิ่ง ที่มีความเหนือกว่าไฟราคะ โทสะ โมหะ จึงสามารถทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะได้ ถ้าเข้าใจคำว่าบุญไม่ถูกต้องอย่างเดียว ก็ไม่มีทางปฏิบัติธรรมได้สำเร็จของศาสนาพุทธ มันจะวนอยู่ไม่ไปไหน จะวนไม่เจริญพัฒนาขึ้น วนอยู่ที่เก่าคือโลกีย์ โลกีย์คือโลกอันวน บุญเป็นการทำลายโลก โลกีย์มันคือกุศลอกุศลที่วน มีแต่โลกหมุนดีชั่ว ชั่วดี สัพพปาปัสอกรณัง แปลกันว่าไม่ทำชั่วทั้งปวง กุสลสูปสัมปทา แปลว่าทำแต่ดี สจิตติปริโยทปนัง คือทำจิตให้ผ่องใส การแปลว่า สัพพปาปัสอกรณัง แปลกันว่าไม่ทำชั่วทั้งปวง เป็นการแปลที่ผิด สัพพปาปัสอกรณัง คือบาปทั้งปวงไม่กรณะแล้วไม่เกิดแล้วที่จิต ผู้ที่สำเร็จโอวาทปาติโมกข์สามนี่คือพระอรหันต์ เพราะท่านทำจิตให้ขาวรอบได้แล้ว สจิตตปริโยทปนัง ศึกษาเพื่อให้เป็นชีวิตที่ไม่มีบาปทั้งปวงทำอย่างไรก็มีแต่กุศลให้ถึงพร้อม จะมีข้อปฏิบัติอะไรอีกก็มีแต่การถึงพร้อม มีแต่กุศลเกิด แต่บุญไม่เกิดอีกแล้ว ข้อต้นว่า ไม่มีบาปทั้งปวง แต่ท่านไม่ตรัสว่า ข้อสองก็ว่าทำแต่บุญสิ ทำไมใช้ทำแต่กุศล ถ้าจะหมายบุญว่าเป็นตัวตน ก็ถ้าหมดบาปแล้วก็ทำแต่บุญสิ แต่ไม่ใช่ เพราะบุญต้องหมด เป็นปุญปาปปริกขีโณ คือสิ้นบุญสิ้นบาป เป็นพระอรหันต์ ทำกิจทำกรรมอะไรก็มีแต่กุศล เพราะเหตุแห่งอกุศลหมดไปแล้ว ถ้าไม่เข้าใจสัมมาทิฏฐิอธิบายคำว่าสิ้นบุญสิ้นบาปไม่ได้หรอก จะบอกว่าคนหมดบุญคือการตาย แต่ต้องรู้ว่าคือกิเลสตาย กิเลสตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)ด้วยนะ 600823_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อุตริมนุสธรรมของนิยตโพธิสัตว์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน