สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อุตริมนุสธรรมของพระโพธิสัตว์ระดับ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อุตริมนุสธรรมของพระโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมาพูดมานาน 40 กว่าปีแล้ว ที่ไปนั่งหลับตาสมาธิไม่ได้รู้กิเลสอย่างที่ว่านี่หรอก ไม่ได้รู้ว่า ในปัจจุบันเราสัมผัสกับอะไร กิเลสเก่ามันมีหรือเปล่า มันไม่รู้ เพราะปัจจุบันไม่ได้สัมผัสหลับตาไป แล้วหลับตานี้เป็นภาคปฏิบัติของกระแสหลักส่วนใหญ่ หรือสำนักใหญ่ๆที่ว่าปฏิบัติธรรมทำสมาธิคือนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ได้วิจัย กาย เวทนา จิต ธรรมอะไรหรอก ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีแต่สะกดจิตลงไปแล้วบอกว่าเป็นการทำนิโรธสมาธิ สะกดจิตในช่วงขณะนั้นให้จิตไม่มีอาการของนิวรณ์ ด้วยสมถวิธี ซึ่งก็เข้าใจได้ Meditation เป็นวิธีที่เก่าแก่มาก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา แล้วท่านก็ไปตรวจดู นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายเมื่อท่านออกบวช ก็ไปเจอ นักปฏิบัติธรรมพวกนี้ อาฬารดาบส อุทกดาบส หรือฤาษีอื่นๆที่นั่งปฏิบัติหลับตา เป็นส่วนใหญ่ เขาไม่ได้รู้เรื่องสัมมาสมาธิ ที่เป็นสมาธิอันประเสริฐ ที่เรียกว่า เป็นคุณวิเศษ เป็นธรรมะอันประเสริฐเป็นสัมมาสมาธิเป็นธรรมะของพระอาริยะ สัมมาสมาธิเรียกว่า อริโยสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิประเสริฐของพระอาริยะ ไม่รู้หรอก มีศาสนาพุทธนี่แหละ มีพระพุทธเจ้านี่แหละเอามาเปิดเผย เป็นผู้รู้เป็นเจ้าของความรู้อันนี้ เพราะฉะนั้นการนั่งหลับตา อาตมาเอาหลักฐานต่างๆมายืนยันมากมาย เพื่อที่จะให้รู้ อาตมาเอง ขอพูดตัวเองนิดหนึ่ง ท่านฟ้าไทว่า กาละนี้ มีพระโพธิสัตว์อุบัติมาในโลกหลายพระองค์ แล้วท่านก็ว่าอาตมาคือโพธิสัตว์อุบัติขึ้นมาในชาตินี้ครั้งนี้ อาตมาประกาศออกไปเช่นนั้น หน้าที่พระโพธิสัตว์ ในระดับสูงๆ เป็นโพธิสัตว์ที่เหนือกว่าโพธิสัตว์ระดับ 4 ขึ้นไป เป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหัน
อ่านต่อ
ต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า) อาตมากล่าวพูดเช่นนั้น ไม่ได้พูดด้วยจิตมีกิเลสอยากอวดโอ่ ว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์มาทำงานนี้ เป็นการพูดด้วยจริงใจใสซื่อ เปิดเผยความจริงออกไปเท่านั้น ให้รู้สำหรับผู้ที่ไม่มีอคติในจิต ไม่เพ่งโทษ ผู้ฟังธรรมด้วยดี ซึ่งต้องการพบสัตบุรุษ เพราะศาสนาพุทธนั้นต้องพบสัตบุรุษ พบผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่มีธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงจะได้รับความรู้ ถ้าไม่พบสัตบุรุษ ผู้รู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแม้แต่เพียงขั้นโสดาบัน พบใครต่อใครทั่วไปไม่ได้มีหวังจะบรรลุธรรม ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้หลายสูตร ในจักรสี่ ปัญญาวุฒิสี่ ต้องพบสัตบุรุษได้ฟังสัทธรรม ในอวิชชาสูตรบ้าง พบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ มีการฟังธรรมที่บริบูรณ์ มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ได้โยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ประเด็นสำคัญคือศาสนาพุทธมีเชื้อพิเศษเป็นเชื้อของความรู้อาริยะขั้นโลกุตระ ปุถุชนไม่มีสิทธิ์ คนไม่บรรลุธรรมะจริงไม่มีสิทธิ์เอามาพูดให้คนฟังอย่างถูกต้องบริบูรณ์หรือไม่มีผิดเพี้ยน ไม่มีสิทธิ์ เพราะว่าจะไม่ชัดเจนในสภาวะกับความรู้ที่เป็นความจริง ไม่ชัดเจนจะผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นอาตมาจึงได้จำเป็นมาก เพราะว่า ยุคนี้เป็นยุคใกล้กลียุค และเป็นยุคที่คนที่เป็นชาวพุทธได้เสื่อมไปจากศาสนาพุทธ เกือบสิ้นเชื้อแท้ คือเชื้ออาริยะ เชื้อโลกุตระ เกือบนี้อาตมาเกรงใจ ที่จริงมันสิ้นไปหมดแล้ว มันไม่มีแล้วในเชื้อศาสนาพุทธที่เป็นความถูกต้อง ศาสนาพุทธทุกวันนี้มีแต่จารีตประเพณีนอกรีต เดรัจฉานวิชา ไสยศาสตร์ ประเพณีที่สร้างขึ้นใหม่ขึ้นมาให้คน นึกว่ามาเอาความพ้นทุกข์ มาด้วยเลือดเนื้อวิญญาณของชาวโลกีย์ปุถุชน ผู้ที่ไม่รู้ธรรมะก็ต้องให้เขาได้รับความพอใจ เขาเป็นเลือดโลกีย์ปุถุชน เขาต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เขาไม่ได้สอนโลกุตรธรรม ไม่พูดกันแล้ว ที่ไม่พูดก็เพราะไม่รู้ เข้าใจกันไม่ได้แล้ว ศาสนาพุทธจึงน่าสงสารมากเลย อาตมาเกิดมาที่จะมาทำงานนี้จึงสงสารศาสนาพุทธมาก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกุตรธรรม มีคนพูดว่า ศาสนาพุทธสอนทั้งโลกียธรรมและโลกุตรธรรม ท่านสอนทั้งสองอย่าง ก็พูดโลกียธรรมให้รู้เพื่อเปรียบเทียบให้รู้ ว่าคนปุถุชนที่หลงโลกียธรรมเป็นเช่นนี้ โลกุตรธรรมก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง ศึกษาให้ดีว่าต้องการให้เลิกโลกียธรรม ที่พูดนี้ไม่ได้หมายถึงว่า สอนโลกียธรรม ไม่ต้องสอนหรอก คนเป็นนักล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอยู่แล้วไม่ต้องสอนเลย เพราะฉะนั้นสอนแต่อุบายเครื่องออกจากโลกียชน ออกจากการไปหลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข มันเป็นทุกขอริยสัจ ลาภ ยศ ชั้นสรรเสริญก็มีในโลก ความสุขโลกีย์ที่โฆษณากันเต็มเมือง ให้มารับความสุขหาความสุขให้ความสุข แล้วพยายามใช้เวลาแสดง ใช้ทุนรอน เครื่องไม้เครื่องมือ เพื่อที่จะโฆษณาความสุข โลกียสุขให้คนไปเอาไปเสพ ไปซื้อหาไปใช้จ่ายแลกเปลี่ยน ไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธเลย อาตมามาทำงานศาสนามาสอนศาสนาพุทธ จึงเป็นเรื่องที่ชาวโลกเขา ที่อาตมาบอกว่า มันไม่มีศาสนาพุทธแล้วเขาจึงเห็นว่าอาตมาเป็นเศษสวะอะไรในโลก ยกตัวอย่างเช่นสื่อสารมวลชน เขาไม่ถือเป็นสาระเลย ไม่สื่อเลยไม่เห็นค่า โพธิรักษ์เสียเวลาพูดทำไม พูดอยู่ได้จนแก่จะตายแล้ว แต่ยังไม่ตายนะ แม้จะอายุมากก็ยังไม่ยอมแก่ พยายามรักษาขันธ์ให้ยืนยาวไป เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้ ขอพูดย้ำซ้ำซาก พูดอวดอุตริมนุสธรรมอีก ว่า อาตมามีธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรม และมั่นใจว่าเป็นสัมมาทิฏฐิด้วย พูดด้วยความจริงใจใสซื่อ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกิเลสแอบแฝง ไม่ได้พูดเพื่อให้คนอื่นสนใจ แต่พูดเพื่อรายงานความจริง ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง อาตมาจึงได้พูดบรรยายทุกวี่วันเพื่อให้ผู้ที่แสวงหา ผู้ที่ตั้งใจจริง ผู้ที่ไม่มีจิตเพ่งโทษ ผู้ที่ฟังด้วยใจไม่คิดว่าเอาความรู้ของตน คุณรู้ได้อย่างไรว่าอาตมาไม่ใช่อาริยะ ไม่ใช่โพธิสัตว์ ไม่ใช่ผู้มาพูดความจริง คุณเก่งอย่างไร คุณจะมาตัดสิน วัดว่าอาตมาไม่ใช่ความจริง คุณศึกษาอ่านเอาได้ ท่องจำเก่งสอบได้เป็นเปรียญ 9 ด็อกเตอร์ทางศาสนา เป็นอัจฉริยะทางศาสนาพุทธด้วย คุณสามารถเป็นมิเตอร์วัดอาตมาได้หรือ ว่าอาตมาไม่เป็นพระอาริยะ ไม่เป็นพระอรหันต์ ไม่เป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาขอยืนยันว่า ไม่มีใครสามารถวัดได้หรอก วัดไม่ได้ในความเป็นจริง แต่ว่า คุณได้ฟัง หลายผู้หลายคนอาจอายุ 80 ปี ได้ศึกษาศาสนามานาน คนก็ได้ฟังศาสนาพุทธที่คุณศึกษามาอย่างนั้นแหละ พอมาฟังอาตมาพูด มันเป็นปรโตโฆษะ มันเป็นอันอื่นขึ้น จากที่คุณรู้แล้ว อาตมาพูดนี้คือปรโตโฆษะ ถ้าคุณได้ยินได้ฟังอันเก่า ป่านนี้คุณเป็นอรหันต์แล้วถ้าสัมมาทิฏฐิ แล้วคุณก็ปฏิบัติตามตั้งหลายสิบปีแล้ว หลายคนพากเพียรปฏิบัติจนอายุ 80 อย่างพระที่บวชอายุ 80 ตั้งเยอะ ป่านนี้เป็นพระอรหันต์หมดแล้วถ้าสัมมาทิฏฐิ ในบรรดาอาจารย์ที่ถ่ายทอดกันและเป็นกระแสหลักกระแสเดียวกัน เช่น สอนว่าศีลคือ ปฏิบัติแค่การสำรวมกายวาจา แล้วก็แยกสมาธิไปนั่งหลับตา ปัญญาก็คิดตรรกะคำนวณไป ไม่ได้เกิดจาก ปัญญาต้องเกิดจากกระบวนการของมรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 หรือ โพธิปักขิยธรรม 37 แล้วก็เกิดกระบวนการของการสังเคราะห์สังขารทั้งหลาย คุณก็เรียนรู้แล้วก็ทำ อภิสังขารซ้อน ให้เกิดพลังงานบุญ กำจัดกิเลสนั้นให้สำเร็จไปได้เรื่อยๆจนหมดกิเลส แต่ไม่ได้สอนกันอย่างนี้ ปัญญาไม่ได้เกิดด้วยกระบวนการ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มัคคังคะ สัมมาทิฏฐิ ในมหาจัตตารีสกสูตร เขาว่าไปนั่งหลับตาปฏิบัติให้เกิดสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญาตามมา ปัญญาจริงๆนั้น ไม่ได้เกิดหลังสมาธิ แต่ปัญญาจริงๆนั้นเกิดพร้อมสมาธิ ธาตุรู้ที่เป็นธาตุรู้อาริยะ ธาตุรู้อันเป็นอาริยะ จะเป็นสัญญาก็ตาม จะเป็นอัญญาก็ตาม เป็นอาริยะ ก่อนอื่น สัญญาก็เป็นอาริยะ ธาตุรู้ที่ทำงาน เป็นตัวงาน เป็นตัวทำงานจริงๆเลยสัญญา
600823_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อุตริมนุสธรรมของนิยตโพธิสัตว์