สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ปัญญาโลกุตระพาละสุขทุกข์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ปัญญาโลกุตระพาละสุขทุกข์ สรุปคนอย่างชาวอโศกทำลายน้อย จนกระทั่งเป็นผู้ที่ไม่มีกรรมกิริยาทำลาย นอกนั้นก็สร้าง ชาวอโศกเป็นผู้ที่ไม่ผลาญไม่ทำลาย แต่สร้างช่วยโลก แล้วเราก็มาสร้างสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดก็คืออยู่กับกสิกรรม เราไม่ไปสร้างแม้แต่การทำปศุสัตว์ ทำการประมง การประมงเขาก็มีการสร้างมีการเลี้ยงปลา ก็มีบ้าง แต่มันก็สู้ธรรมชาติไม่ได้หรอก แม้จะปศุสัตว์ก็ตามมันก็สู้ธรรมชาติเองไม่ได้ แต่ก็ยังดี คนก็ไปรักษาไปช่วย ก็เป็นธาตุรู้ภูมิรู้ เรียกว่าภูมิเฉกา ภูมิรู้สามัญโลกียะ ถ้าได้มีปัญญาก็ต้องเป็นปัญญาขั้นโลกุตระ ปัญญาขั้นโลกุตระ หมายความว่ามีความฉลาดทำกรรมกิริยาต่างๆ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แล้วมีสติสัมปชัญญะมีปัญญา รู้ว่าเราจะตามจิตของเรา แล้วก็รู้จัก ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มีกาม มีพยาบาท ผสมมากับจิตไหม ถ้ามีก็รู้ทัน จับ วิเคราะห์วิจัย จับเอาตัวกาม เฉพาะอาการของกาม เฉพาะอาการของปฏิฆะ แล้วมาจัดการ กำจัดกาม กับกำจัดปฏิฆะ วิธีกำจัดก็ด้วยการ กดข่ม สมถะ แล้วก็ใช้ความรู้ พิจารณารู้ว่าอาการกามมันเป็นอย่างนี้ มันเป็นพลังงานที่มันเกิดในจิตเรา มันก็เกิดเป็นคราว แล้วมันก็หายแล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไปมันไม่เที่ยง แต่มันเกิดมาก่อทุกข์ก็เวรก่อภัย จิตวิญญาณนี่มันเกิดมาก่อทุกข์ แม้ว่าจิตวิญญาณมันเกิดมาเป็นกาม เป็นปฏิฆะ ปฏิฆะ แปลว่า ถูกกระทบกระแทกกระเทือน เคลื่อนไหว ฆ กับสิ่งหนึ่งเรียกว่ารูปนาม ฆ คือก้อนแล้วมีพลังงานเกิด กระทบกระแทกกันเรียกว่า ปฏิฆะ มันเกิด ปฏิฆะ อย่างนั้นขึ้นมาแล้วก็เกิดอารมณ์ พอใจกับไม่พอใจ พอใจเรียกว่าสุข ไม่พอใจเรียกมันว่าทุกข์ คนไม่ได้ศึกษาศาสนาพุทธอย่างที่อาตมาอธิบายขยาย ตามที่พระพุทธเจ้ารู้ ให้อ่านอาการสุข ผู้ไม่ศึกษาก็ไม่รู้ว่าเหตุอ
อ่านต่อ
ะไรมันเกิดสุขเหตุอะไรมันเกิดทุกข์มันก็ต้องมีเหตุ เหตุที่เราตั้งเป้าเอาไว้เรียกว่าอุปาทาน ยึดติดมานานไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว ถ้าได้มาอย่างนี้ เมื่อใดมากระทบกันก็เกิดสุขเกิดพอใจ ถ้าไม่ได้มาดังที่ตั้งไว้สมมุติไว้ ก็ไม่พอใจ ชี วิตก็เลยอยู่กับสุขกับทุกข์ แต่แท้จริงแล้ว สุขมันก็ไม่มีทุกข์มันก็ไม่มี อนัตตา แต่คนที่ไม่ได้ศึกษาก็จะอยู่กับสุขกับทุกข์ ยิ่งเป็นเทวนิยม จะไม่เอาทุกข์จะเอาแต่สุข แล้วก็ไม่เคยศึกษาว่าคุณแยกสุขกับทุกข์ไม่ออก คุณตีแตกคำว่าสุขกับทุกข์ไม่ได้ สุขกับทุกข์เป็น dualism เป็นคู่หู คู่ฆ่าแกงกัน คู่รัก คู่ปฏิปักษ์ ก็มีสองอย่าง คู่ฆ่ากับคู่รัก คู่ดูดกับคู่ผลัก ศาสนาเทวนิยมจะไม่เรียนรู้สภาวะลึกซึ้งอันนี้ เขาก็ไม่สามารถทำให้หมดสุขหมดทุกข์ไปได้อย่างไร ก็หลงสุข ไม่พอใจทุกข์ แต่ไม่มีวิธีที่จะเลิกทุกข์ หมดวิธีก็โยนไปให้พระเจ้า โยนไปให้ God เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่ตัวเองจะไปรู้เรื่องทุกข์ ตัวเองจะทุกข์หรือไม่ทุกข์ไม่รู้เรื่อง ที่จริงแล้วสุขกับทุกข์เป็นตัวเดียวกัน เป็นแต่เพียงกลับกันไปในอารมณ์ยึดติด คนที่ซาดิส มันก็ไปเอาความร้ายแรงความแรงมาเป็นสุข ยิ่งคนเป็น มาโซคิส ไปเห็นคนอื่นชกกัน รุนแรงต่อกันก็พอใจสบายใจ คนมากระทบกระแทกเขาชกกันไม่ใช่เรามันดี ดีไม่ดี เศษสตางค์จ้างเขาชกกันก็รู้สึกมัน เป็นคนอวิชชา แม้บางคนชกเองก็ได้รับสรรเสริญเยินยอว่าตนเองเก่ง ก็อยู่ในความวนเวียน ซาดิส เห็นคนทำรุนแรงคนอื่นก็พอใจ มาโซคิส ตัวเองถูกทำร้ายถูกทำรุนแรงก็เกิดความชอบใจ ภาษาไทยไม่มีต้องอาศัยภาษาฝรั่ง สิ่งเหล่านี้พอเข้าใจ แต่ไม่มาเรียนรู้ที่จะเลิก ศาสนาพุทธเรียนรู้จนไม่ติดยึดในความสุขความทุกข์ คำว่า สอง ภาษาบาลีว่า ดะเว (เทวฺ)แต่ภาษาไทยอ่าน เทวะ ก็คือสภาวะติดกันยึดแน่นแกะไม่ออก แล้วแต่มองมุมดีว่าเทวคือสวรรค์ คืออารมณ์พอใจร่วมยินดี แต่แท้จริงมันแยกไม่ออกหรอกพอใจกับไม่พอใจเป็นอุปาทานอยู่ภายใน ยึด ถ้าได้กระทบสัมผัส อย่างนี้พอใจ กระทบสัมผัสอย่างนี้ไม่พอใจ มันก็ยึดติดอยู่อย่างนั้น แล้วบำเรออารมณ์ตัวเองเปลี่ยนไปพอใจไม่พอใจ-พอใจไม่พอใจ ศาสนาพุทธเรียนรู้จนกระทั่งไม่ต้องไปบ้าพอใจไม่พอใจ มากระทบอย่างนี้ก็คืออย่างนี้ ถูกกระแทกอย่างแรง กระแทกทำไม อะไรมากระแทกกระทุ้งถึงขั้นฉีกขาดกล้ามเนื้อ ปฏิกิริยาผิวหนังของอากาศเจ็บแสบปวด มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ ที่เกิดเหตุการณ์อันนั้นก็รู้ ไม่กระทบกระแทก ตากระทบรูป เห็นรูปร่างสีสัน ก็คือของที่มันมีรูปร่างสีสันอย่างนี้ ไม่ต้องไปโง่ถึงขั้นต้องสีสันอย่างนี้เราถึงชอบ สีสันไม่ถึงอย่างนี้เราไม่ชอบ รูปร่างอย่างนี้เราชอบ ไม่ได้รูปร่างอย่างนี้ไม่ชอบ กลิ่นเสียงสัมผัสก็นัยยะเดียวกัน เราก็สุขทุกข์อยู่กับการไปยึดติดสิ่งเหล่านี้เป็นสเปคอย่างนี้ กำหนดหมายว่าต้องได้อย่างนี้ แล้วมันกำหนดหมายใส่จิตตนเองมาไม่รู้กี่ชาติ จนกระทั่งมาศึกษาศาสนาพุทธจึงรู้ว่ามันก็เป็นความมีแค่นี้ ตากระทบสีก็เป็นสี ชอบหรือไม่ชอบมันก็เป็นสีนั้น แล้วคุณชอบหรือไม่ชอบ คุณมันบ้า ศาสนาพุทธให้รู้ว่าคุณโง่คุณบ้า ก็เลิกมันเสียไม่ต้องมี 2 เรียนรู้เทวะเรียนรู้สภาวะ 2 ความจริงมันก็คือความจริง ถ้าเกิดว่าชอบหรือไม่ชอบมันคือความว่าความไปติดยึดความเป็นอวิชชา ถ้าเขาใจที่อาตมาอธิบายมาเรื่อยๆว่าอาการของจิตที่เป็นอวิชชามันบ้า มันมีแต่อันเดียวรู้ความจริงตามความเป็นจริง ถ้าเรายังไม่ตาย เราก็ต้องต้องกระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้นกาย กระทบภายในใจเอง มันก็มีอยู่แค่นี้ ถ้าเราสามารถรู้เป็นหนึ่งเดียว มะละกออันนี้มันมี 2 สี สีเหลืองกับสีเขียว ไม่ไล่เฉด มีแต่เขียวกับเหลือง อันนี้มีแต่เขียวอย่างเดียว มันก็เขียว อย่างเดียว เขียวก็เขียวก็จบแล้ว แต่ถ้าเขียวนี้ชอบเขียวนี้ดี พุทรามันต้องเขียวอย่างนี้ หรือบางทีสีมันเน่าๆ มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพมีแบคทีเรียมาทำปฏิกิริยาก็เสื่อมไป เราก็รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเพราะมันมีการเสื่อมไปตามสภาพ มันก็ไม่เที่ยงมันก็เปลี่ยนแปลงไป คนเราเข้าใจสภาพที่ต้นเหตุเกิดตามปัจจัยเหล่านี้แล้วไม่แปลก มีหนึ่งเดียวเท่านั้น คนเข้าใจสภาพเทวแล้วทำจิตให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง จริงๆแล้วมันมีแต่ 1 มันทรงอยู่ที่ 1 ผู้ที่เข้าใจหนึ่งได้อาศัยหนึ่งได้ เมื่อมันไม่มี มันก็คือจิตของเรา จิตของเราจึงหมดปัญหา มีแต่ปัญญา ผู้ที่หมดปัญหามีแต่ปัญญา ก็คือสูญ จิตเราก็มีสูญ มันเป็นตามความเป็นจริง พุทรานี้มันดีมันก็ดี เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเสื่อมก็ได้สังเคราะห์ด้วยแบคทีเรียด้วยอะไร มันเสื่อมไปตามสภาพ ชักสีเหลืองสีน้ำตาลเน่าลง มันก็เปลี่ยนแปลงไป มันไม่เที่ยงมันต้องเปลี่ยนแปลงและไม่มีอะไร ทรงอยู่ได้ จะเรียกว่าอันนี้มันแข็งวันหนึ่งมันก็เปลี่ยน ยิ่งเป็นเหล็กโลหะเลย เกาะตัวอยู่นานสักวันมันก็เปลี่ยน ผู้เข้าใจสิ่งที่ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่ได้ยึดติดเลย รู้ความจริงตามความเป็นจริงในปัจจุบัน อันนี้มันก็คืออันนี้ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไป คนนี้ไม่มีทุกข์ ขอยืมพยัญชะมาใช้ คนนี้ก็เหลือแต่สุข สุ คือดี ข คือว่าง สุดท้ายมันก็ว่างมันก็ศูนย์ก็เป็นไปตามธรรม มันก็เปลี่ยนแปลงไปเดี๋ยวก็หายเดี๋ยวก็ไปเป็นอย่างอื่น เดี๋ยวก็สลายเป็นน้ำ จากธาตุดินมาเป็นธาตุน้ำ สลายเป็นธาตุอากาศ เป็นแก๊ส เป็นลม เป็นไฟ มันก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างนี้ แล้วคนเข้าใจหนึ่งแล้วก็ไม่มีปัญหาไม่มีปัญญา เสร็จแล้วก็ไปหาศูนย์ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ศาสนาพุทธแยกแยะ 2 แล้วมันเป็นหนึ่ง ยังมีปัญญารู้ทุกอย่างมันก็เป็นหนึ่ง แล้วสำรอก จิตเราเป็นผู้ที่มีความสูงมีสุญญตามีนิพพาน ก็จะทำเข้าไปหา 0 ในสภาพของวัตถุมันก็เป็นไปหาศูนย์เหมือนกันมันก็สลายตัวเป็นแปลงไปตามเรื่องตามสภาพของโลก ธรรมชาติ ดิน น้ำ ไฟ ลม หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ไอน์สไตน์บอกว่าทุกอย่างมันเป็นสสารพลังงาน จากสสารพลังงานดินน้ำมันก็เป็นสสาร เมื่อไปถึงเป็นแก๊สเป็นลมเป็นไฟมันก็เป็นพลังงาน ก็เท่านั้นเองหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่มีสูญหาย สสารกับพลังงานเท่านั้น ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วจึงเข้าใจสุขเข้าใจทุกข์ที่คนยึดติด เราไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ยึดติดจึงรู้จักการหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามสภาพที่มันเปลี่ยนไป สภาพที่มันเปลี่ยนมันกำลังเกิด มันกำลังอยู่อย่างได้สมดุลพอดี มันกำลังเสื่อม ก็ไม่ได้สงสัยหรืองงประหลาดอะไร หลายอย่างจบที่คู่เทวะ ปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัยแล้วมันก็สูญ อาศัยที่มันเป็นธาตุที่ได้สัดส่วนสมบูรณ์ เสร็จแล้วจิตเราหมดก็สูญไปตามสภาพสภาวะ มันก็จะสลายเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น จากลมจากไฟก็ไปเป็นน้ำเป็นดิน จากดินกับน้ำก็เป็นลมเป็นไฟ วนเวียนอยู่แค่นี้ ศาสนาพุทธ รู้จักสิ่งที่เป็น static Dynamic รู้จักสิ่งที่เป็นก้อนและเคลื่อนไหว 2 อย่างคือรูปกับนามเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็จะหมดสงสัยในโลกนี้ รู้จักสังขารการปรุงแต่งดิน น้ำไฟ ลม แม้ที่สุดมาเป็นชีวะเป็นจิตวิญญาณ ก็เป็นจิตวิญญาณที่เข้าไปปรุงแต่ง ก็เป็น 2เหมือนกัน เข้าใจเทวะเข้าใจ 2 เป็น 1 เป็น 0 อย่างสมบูรณ์แบบ 611226_ทำวัตรเช้า งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน รุ่นที่ 6 ราชธานีของโลกุตรธรรม