สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ อนุสัย) ตอน คนเราเกิดมาควรละอาสวะอนุสัย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข26 ธันวาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ อนุสัย) ตอน คนเราเกิดมาควรละอาสวะอนุสัย พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 26 ธันวาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันแรกที่จะได้ฟังธรรม ของงาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน เราได้จัดงาน ว.บบบ.ครั้งนี้ครั้งที่ 6 ก็เป็นงานที่เราจะสร้างสรรค์บัณฑิต คำว่าบัณฑิตคือผู้รู้ บัณฑิตคือผู้ที่มีความรอบรู้จริง แต่ความรอบรู้ของพระพุทธเจ้าท่านหมายนี่ หมายถึงสภาวะ ไม่ได้หมายถึงอย่างอื่นที่เข้าหมายเป็นแค่ ไปเรียนกันที่ในสำนักตักสิลา ไปเรียนกับครูบาอาจารย์ ที่สอนบรรยายกัน พาทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็สอบได้ไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่หมายความถึงเนื้อแท้ของจิตวิญญาณ เป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณได้เปลี่ยนแปลง จิตวิญญาณได้เกิดพัฒนาการ ในตัวจิตวิญญาณเองจริงๆเลย จากจิตที่มันต่ำ จิตที่มันไปยึดติด หรือชัดๆคือจิตที่มีกิเลส แล้วจิตก็มีกิเลสหลุดออก จางคลายออก จิตหมดกิเลสออกไปเรื่อยๆ เป็นลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อันนั้นคือบัณฑิตที่แท้ ก็ลดลงไป เป็นผู้ที่หมดอาสวะ อาสวะ 3 คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ขยายเป็นอาสวะ 4 เติม ทิฏฐาสวะ ผู้จะหมดสิ้นอาสวะก็คือ ผู้หมดสิ้นอวิชชาสวะ ก็จะต้องเป็นผู้ที่ถึงขั้นปัญญาวิมุติ จึงจะหมดสิ้นอวิชชาสวะ ถ้าหากแค่กายสักขี ก็จะมีอาสวะบางอย่าง บุคคล 9 1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 2. พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า 3. อุภโตภาควิมุติ 4.ปัญญาวิมุติ 5. กายสักขี 6. ทิฐิปัตตะ 7. สัทธาวิมุติ 8. ธัมมานุสารี 9. สัทธานุสารี บุคคล 9 นี้คือคนในมหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าที่จะมีเนื้อหาสาระ ทิ้งอาสวะคือกิเลสตัวปลาย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะหมดสิ้นอวิชชาสวะ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ ผู้จะสิ้นอาสวะตัวปลายก็ต้องรู้จักสังโยชน์ อาสวะ แล้ว ก็จะมีความรู้เพิ่มไปอีกชั้นก็คืออนุสัย อนุสัย กับอาสวะ

อ่านต่อ

สวะ ก็แปลว่าตัวตนสภาวะของจิตสัตว์โลก สยะก็คือจิตของสัตว์โลก ผู้ที่สามารถรู้ถึงขั้นรายละเอียด อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็รู้พอสมควรแต่ก็ยังไม่ได้รู้ชัดทุกสภาวะ แต่ก็พอรู้ ถ้ายังไม่ถึงอาตมาไม่รู้เรื่องหรอก จะรู้พยัญชนะตั้งแต่ กข ค ฆ ง แต่ละพยัญชนะหมายถึงสภาวะอย่างไรแล้วมาสัมพันธ์ร่วมกันผสมร่วมกัน เป็นสภาวะต่างๆ เพราะฉะนั้นบัณฑิตที่สามารถรู้ทุกคำแล้วผสมระหว่างพยัญชนะและสระ ต่างๆ โอ้โห... เป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 ระดับ 9 ก็จะรู้มากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่ยังไม่ถึงระดับอาตมา ก็จะเรียนพยัญชนะตัวหนังสืออะไรที่ท่านเรียนกันตามบาลี ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองกันไป ยังไม่เข้าไปลึกถึงขั้นขยาย ไปซับซาบ สภาวะแต่ละพยัญชนะ สระที่รวมกัน คนฉลาดที่จะสร้างภาษา ภาษาเกิดก่อน แล้วพยัญชนะจะเกิดทีหลัง ภาษาที่พูดกันเกิดก่อน มากมายเยอะแยะ เสร็จแล้วก็มาสร้างพยัญชนะใส่ ก็ยังมีคนที่มีแต่ภาษายังไม่มีพยัญชนะ เอาไว้สำหรับเขียนสื่อสารกัน แต่เขาก็พูดกัน มีภาษาพูดกัน แต่พยัญชนะยังไม่เกิดมา ทุกวันนี้ก็ยังมีคนเผ่าที่ไม่มีตัวหนังสือ มีแต่ภาษาพูดกัน ซึ่งนับไม่ถ้วนในโลก มีไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนภาษา ก็สื่อกันด้วยพยัญชนะ อาตมาก็ใช้ภาษาไทยสื่อ ขยายความมาจากรากฐานพระพุทธเจ้าที่ยึดถือในบาลีเป็นหลัก เราไม่ได้เรียนมาบาลีโดยตรง แต่เราก็พยายาม เอารากเหง้าของความหมายบาลีมาใช้อาศัย อาตมาเกิดมาชาตินี้ ก็ยังภาคภูมิใจที่ได้เอาธรรมะพระพุทธเจ้า มาอธิบายมาให้ศึกษากัน ในประเทศไทย 60 ล้านคนกว่า ก็มาได้ประมาณนี้ 500-600 คน ถ้า 670 ล้าน มาแค่ 670 คน หนึ่งในแสนคน ก็ถือว่าเป็นแก่น ลงทะเบียน 467 คน คนที่ไม่ลงทะเบียนอีกก็มีเยอะ ได้คนแค่นี้อาตมาทำงานมา 40 กว่าปีถือว่าสร้างบัณฑิตสร้างคนที่ลดละอาสวะ ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก่อนนี้เรามีกิเลสติดเสพถึงขั้นเป็นอาสวะ กิเลสาสวะ เป็นกิเลสขั้นอาสวะคือมีความยึดติดเป็นตัวเรา สวะ ตัวตนเรา ต้องได้ต้องเป็นต้องมีต้องเสพ ยกตัวอย่างคนติดกาแฟ ไม่ได้ล่ะ เช้าขึ้นมาก็ต้องซดกาแฟก่อน ถ้ายังไม่ซดกาแฟแทบจะเรียกว่าทำอะไรไม่เป็นเลย มันต้องซดกาแฟก่อน ติด อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นกิเลสาสวะ เป็นตัวเป็นตนเป็นของตัวของตนจะต้องได้ต้องมีต้องเป็นจะต้องกินต้องใช้เป็นเราเป็นของเรา อย่างน้อยก็มีมาเป็นของเราเลย ...ต้องได้เพชรก้อนนี้มา เป็นต้น เอาใส่ไว้ในเซฟ วันใดวันหนึ่งก็ไปเปิดเซฟดู เฮ้ย เพชรมันหายไปไหน ปรากฏว่าคนที่เปิดเซฟได้เอาไปจำนำเอาไปขายแล้ว ก็ฆ่ากัน เพราะยึดติดว่าเป็นของเรา ฆ่ากันแม้จะเป็นผัวเป็นเมีย เป็นคู่กันมา คนหนึ่งเอาของของเราไปขายเอาไปที่ไหนไม่รู้ เรา พรากจากสิ่งเหล่านี้ ขาดจาก ความเป็นของของเรา นี่คืออธิบายเป็นลักษณะสภาวะแท้ของมนุษยชาติ คนเราก็มาติดมาติดยึดอย่างนี้ เราไม่ต้องยึดถืออะไรเป็นของเราหรอก สิ่งที่ต้องอาศัยมันคืออาหาร จะต้องกินต้องใช้เข้าไปสังเคราะห์ร่างกายนี้เป็นปัจจัยสำคัญนอกนั้นก็มีเสื้อผ้าก็ต้องใช้ประจำตัว ไม่อย่างงั้นอุจาด กันร้อนหนาวแมลงสัตว์กัดต่อย นอกนั้นก็มีที่พักอยู่โรงเรือนอาศัยกันไป เจ็บป่วยก็มีหยูกยารักษาโรคภัย นี่คือปัจจัย 4 ศาสนาพระพุทธเจ้าค้นพบเป็นความสำคัญที่ต้องอาศัยนอกนั้นก็มีบริการ วัตถุอุปกรณ์ที่ต้องอาศัยใช้สอย เดี๋ยวนี้ต้องมีถึงขั้นคอมพิวเตอร์ แว่นตา ถ้าขาดแว่นตาทำอะไรไม่ได้เลยนะ ตามันสั้น หนักเข้าต้องมีคอมพิวเตอร์ขาดคอมพิวเตอร์ทำอะไรไม่เป็น ถือว่าเป็นบริขาร เป็นชีวิตที่ต้องทำงาน ส่วนคนที่จะทำงานแล้วเอาไปหาเงินเอาไปสร้างรายได้ คือจะบำเรอความโลภ อีกชั้นหนึ่ง มันก็เป็นเหตุปัจจัยไปเรื่อย คนที่ติดยึดสิ่งเหล่านี้น้อยลงเรื่อยๆจนกระทั่ง อย่างอาตมามีอาหารกินหรือไม่มีกินก็ไม่กังวล มีเครื่องมือให้ใช้ก็ทำงาน ทำงานก็ไม่ได้เพื่อได้ลาภยศสรรเสริญได้อะไรแลกเปลี่ยนกลับมา ทำก็ทำเพื่อให้ จะทำงานใช้เครื่องมือเครื่องไม้อุปกรณ์ต่างๆก็เพื่อทำงานให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นไป แล้วตัวเองชีวิตก็ งานอะไรควรทำแต่ละกาละเวลาก็ทำ ทำขึ้นมา สรุปแล้วชีวิตคนอยู่กับกรรมกับการงาน ชีวิตๆหนึ่งก็คือกลุ่มก้อนของกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก้อนของกรรมที่กระทำอันนี้เรียกว่าดี กระทำอันนี้เรียกว่าชั่ว อันใดที่ควรทำอันใดที่ไม่ควรทำ มันก็เป็นผลที่สมบูรณ์แบบออกมาเป็นกรรม มีผลทั้งต่อเรา และออกไปสู่ภายนอก เกิดผลผลิต ผลิตตะ ออกมาให้ไปอาศัย อุปโภคบริโภคต่อไปเรื่อย สัตว์เดรัจฉานมันไม่ทำงาน มันไม่มีผลผลิตอะไร มันได้แต่ไปกินธรรมชาติอาศัยธรรมชาติไป มันไม่ได้สร้างอะไร แต่คนเป็นสัตว์โลกที่มีภูมิปัญญา ทั้งสร้างขึ้นมาเป็นวัตถุอุปกรณ์เป็นผลผลิตอะไรต่ออะไร ทั้งดูแลรักษาธรรมชาติ ช่วยปลูกฝังรักษาเมล็ดพันธุ์ ช่วยรักษาเชื้อพันธุ์อะไรต่างๆหมุนเวียน คนจึงเป็นสัตว์โลกที่มีประโยชน์ต่อโลก แต่คนก็เป็นสัตว์โลกที่ทำลายโลกยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานอีก เดรัจฉานได้แต่กินแต่อยู่อาศัยใช้สอยตามประสา แต่คนเอามาใช้สอยได้เยอะและสร้างได้ด้วย แต่ที่ไม่มีภูมิปัญญาผลาญพร่ามีเยอะ คนต้องรู้ว่าเราควรทำลายหรือสร้างสรร ความเป็นคนจะต้องสร้างสรร 611226_ทำวัตรเช้า งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน รุ่นที่ 6 ราชธานีของโลกุตรธรรม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน