สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน บุคคล 9 ในเอกกนิทเทส.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข28 ธันวาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน บุคคล 9 ในเอกกนิทเทส อาตมาจะพยายามสาธยายบุคคล 9 ….(พ่อครูหาในพระไตรฯใช้เวลา ตัดออกด้วย)

บุคคล 9 ขึ้นต้นด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็บายไว้ก่อน เพราะเกินภูมิเรา บุคคลที่ 2 พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็บายไว้ก่อน เพราะเกินภูมิเรา [38] บุคคลเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งสัจจะด้วยตนเองใน ธรรมทั้งหลาย ที่ตนมิได้เคยสดับมาแล้วในก่อน บรรลุความเป็นพระสัพพัญญู ในธรรมนั้น และบรรลุความเป็นผู้มีความชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธะ [39] บุคคลเป็นพระปัจเจกพุทธะ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมตรัสรู้ซึ่งสัจจะทั้งหลายด้วยตนเอง ในธรรมทั้งหลายที่ตนไม่ได้สดับมาแล้วในก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้น ทั้งไม่ถึงความเป็นผู้ชำนาญในธรรมอันเป็นกำลังทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า พระปัจเจกพุทธะ [40] บุคคลชื่อว่า อุภโตภาควิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุต พ่อครูว่า...อุภโตคือสอง คือ เจโตวิมุติ กับปัญญาวิมุติ หรือเรียก สัทธาวิมุติกับปัญญาวิมุติ ก็ได้ เจโตหรือศรัทธาลักษณะเดียวกันแต่ปัญญาเป็นหนึ่งเดียวไม่แยกเป็นสองอีก จริงๆแล้วเจโตหรือศรัทธา เราจะเรียก เจโต เป็น Dynamic เรียกศรัทธาเป็น Dynamic ก็ได้ หรือสลับกัน ศรัทธาเป็น static เจโตเป็น Dynamic ก็ได้ เพราะว่าเจโตหรือศรัทธาค่อนข้างจะตีไม่แตก เจโตยังจะต้องมี 2 คือฝ่ายเทวะยังตีไม่แตก ส่วนปัญญานั้นสามารถแยกออกได้ จะแยก จะเป็นตัวตั้งตัวเคลื่อน จะแยกตัวไหนเป็นภาษาเป็นสภาวะก็รู้สภ

อ่านต่อ

าวะจริงอย่างนั้น พยัญชนะก็ไม่สับสน อันหนึ่งเคลื่อนอันหนึ่งนิ่งอันหนึ่งเป็นแกนอันหนึ่งเคลื่อน พยัญชนะจะสลับอย่างไรแต่ถ้าสภาวะชัดเจนแล้ว คุณจะไม่เปลี่ยนแปลงคุณก็ไม่สับสน เวลาสื่อสารก็สื่อสารด้วยพยัญชนะ เราเอาสภาวะควักออกมาให้ดูกันไม่ได้ มันอยู่ที่จิตเป็นธาตุรู้ของแต่ละคน มันหยิบมาให้ดูกันไม่ได้ของใครก็ของใครเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ ก็ต้องสื่อให้รู้กันได้ด้วยพยัญชนะเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงจบที่พยัญชนะผู้ที่มีสภาวะแล้วรู้ว่าคนอื่นเขามีพยัญชนะอย่างไรก็ไม่สับสนเพราะผู้นั้นสามารถแยกแยะความแตกต่างของสภาวะได้ละเอียดละออ เท่าทันกัน เท่าทันคนอื่นใด ผู้สามารถดูได้เท่าทันมีสภาวะละเอียดกว่าและรู้เท่าทันว่าพยัญชนะนี้หมายถึงอะไรใช้พยัญชนะหมายถึงภาษาอะไรหรือภาษา 2 อย่างภาษาเทวะ 2 อย่าง สลับไปสลับกันมาอย่างไร จะพูดว่าดีชั่ว ชั่วคือดีดีคือชั่ว ก็ไม่สงสัย ผู้ที่มีสภาวะ จบแล้ว คุณจะเอาพยัญชนะชั่วไปเรียกดี ก็ดีนี้เขาเรียกว่าชั่ว ก็ชั่วนี้เขาเรียกว่าดี ก็ไม่สงสัย ผู้ที่จับสภาวะแม่นแล้ว ก็ไม่สงสัย คนที่เขายังสลับอยู่เท่านั้นเองก็จบ ผู้ที่เป็นสภาวะสูงสุดแล้ว ไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา

คำว่าถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถูกต้องต้องมีผัสสะ ปัสสติ มีการสัมผัส กายคือองค์ 2 ต้องสัมผัสกัน ความหมายของพยัญชนะเหล่านี้ถ้าไม่มีสภาวะแล้วยากมาก วิโมกข์ 8 มีอะไรบ้างตั้งแต่ ๑. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) รูปี รูปานิ ปัสสติ รูปคือสิ่งหนึ่ง รูปานิคือ ผู้มีความพร้อมที่จะรู้รูป เช่นคนตาบอดจะไม่สามารถรู้รูปได้ คนหูดีก็ฟังเสียงได้ รู้เสียงได้ แต่เสียงก็คือรูปเหมือนกัน ท่านย่นย่อมาที่รูปกับนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือสิ่งที่เป็นธาตุรู้ จะเป็นเสียงเสียงมันก็เป็นรูป ที่จิตของเราเป็นนามมาสัมผัสเสียงก็รู้ เสียงก็เป็นรูป ที่นามของเราจะไปสัมผัสกลิ่นก็คือรู้ รสทางลิ้น รสก็เป็นรูป จะมีนามไปสัมผัสรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างไรก็ตาม มันก็มี 2 เหมือนกันมีการสัมผัสกับธาตุรู้ขึ้นมา นี่เรียกว่าวิโมกข์ข้อที่ 1 รูปีรูปานิปัสสติ

2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) ผู้ที่จะเห็นรูปตามข้อที่ 1 คือรูปานิ ผู้เห็นรูป ก็ต้องเห็นตั้งแต่ภายนอกมาก่อน การเห็นภายนอกด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นทวารภายนอก กระทบสัมผัสและคุณก็รู้ รู้แล้วคุณก็อ่านใจ ใจเป็นภายในคุณก็อ่านผล คนรู้จักนอกมาในมันก็เชื่อมโยงกันอยู่ไม่ขาดไปไหน ความรู้มันไม่ได้ขาดไปไหน นอกกระทบรู้ แต่ที่รู้จริงๆคือใน ภาวะภายในที่ไปรู้ รู้อย่างนี้อย่างนี้ และรู้อย่างนี้คุณมีอีกตัวหนึ่งที่เป็นเวทนา 2 เวทนาที่ไม่ใช่ตัวแทน รูปอย่างนี้มันแบนกลมยาวสั้น มันก็คือรูปที่บอกมิติของมันอย่างนั้น สีอย่างนี้เป็นสีแดง สี อย่างนี้เป็นสีเหลืองเขียวมันก็บอกมิติของสีต่างๆ เราก็แยกกลุ่ม กลุ่มของระยะทาง กลุ่มของสีสัน รูปทรง หรือจะเป็นแสงสว่าง มืดสว่าง ใส ขุ่น ดำ อะไรก็แล้วแต่มิติต่างๆเหล่านี่แหละที่เราจะสามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษา และรู้กันได้ด้วยสภาวะเดียวกัน อย่างอาตมาพูดไป ก็รู้ของใครของมัน ที่นี้ภายนอกกับภายใน เมื่อรู้ภายนอกแล้ว เราก็รู้กิเลสหยาบภายนอก เราก็เรียนรู้กิเลสในภายนอก ล้างกิเลสกำจัดกิเลสภายนอกให้หมดไป เมื่อกิเลสภายนอกหยาบเป็นกามภพหมดไปก็เหลือต่องแต่งในภายใน ข้างนอกไม่แสดงออกแล้วเฉยๆสบาย กลางๆไม่ดูดไม่ผลัก เป็นอุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่เป็น 2 เป็นหนึ่ง เพียงแต่สักแต่ว่ารู้ หรือรู้อาสยะ อาศัย รู้เป็นตัวที่คงอยู่เท่านั้น ย รล ว ส ห ฬ อํ ย คือพยัญชนะตัวแรกของเศษวรรค เริ่มต้นจุดแรกที่จะไปเป็นภาวะ เอามาใช้เป็นตัวเกิดตัวเป็นก็รวมพลังงานนี้ ย ร ล สามเส้า ว ส เอา สะ ตัวที่ 5 ของเศษวรรค มารวมกัน ยะ ยะ คือตัวแรก ส คือตัวที่ 5 5 คือกึ่งหนึ่งของความมี ถ้า 4 ก็ไปทางความไม่มี ความมีคือ 9 กึ่งของความมีคือ 5 ถ้าลดไปเหลือ 4 จะไปหาไม่มี ถ้าไป 6 ก็จะไปต่อเป็น 7 8 9 สังขยาเลข กำหนดเป็นภาวะให้เรียนรู้ได้ ถ้ามีหนึ่งนี้ 4 มันถอย ถ้ามี 5 มันมีทศนิยมเพิ่มไปแล้ว ทศนิยมเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่งของ 9 ของความมี 0 คือความไม่มี ถ้าไป 4 มันถอยไปหา 0 ถ้าไป 5 ไป 6 5 คือกึ่งที่จะตัดสิน ในความเป็นสยะคุณจะตัดสิน อุปจยะหรือชรตา ลักษณะ 4 สุดท้าย อุปจยะ สันตติ ชรตา ตบท้ายอนิจจตา อนิจจตา เป็นตัวกลางเป็นตัวไม่เที่ยง คุณมีจิตเหนือแล้วจะเที่ยงหรือไม่เที่ยงก็ได้ มี วสวัตตีโกของคุณ คุณเป็นเจ้าของอำนาจจิต คุณจะเที่ยง หรือไม่เที่ยงก็อยู่ที่คุณ เที่ยงมันก็มี ถ้าเที่ยงอย่างไม่แตกแยกเป็นเทวนิยม ถ้าเที่ยงอย่างอเทวนิยมก็ชั่วคราว เที่ยงไปเป็นล้านๆๆๆปีก็ได้ คุณจะเที่ยงไปสักล้านๆๆๆปีก็ได้ จะเที่ยงไปเศษ .0000000 ไปอีกล้านวินาทีก็ได้คุณจะเที่ยงแบบนั้นก็ได้ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยสภาพสอง ตัวหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ตัวหนึ่งเป็นธาตุรู้ ชีวะต้องมีธาตุรู้แม้แต่แค่พืชเป็น พีชะก็มีตัวรู้ มันไม่วิจิตรพิสดารอะไรมากมายมันมีกรอบขอบเขต เพราะว่าพืชมันมีแค่สัญญากับสังขารมันไม่มีวิญญาณ มันไม่มีเวทนา ความรู้สึกไม่มี วิญญาณพิสดารเป็นธาตุรู้พิสดาร เวทนา สัญญา สังขาร สามเส้านี้ ถ้าเกิด 3 อันนี้มีนิทานเกิดเยอะ ทั้งนั้นเลยเกิด story ขึ้นมามากมาย เรื่องราววุ่นวายมากมาย สรุปแล้วศาสนาพุทธต้องมีผัสสะ ต้องรู้จักธาตุสองธาตุ นามและรูป รูปธาตุ นามธาตุ เสมอทำงานกันไปด้วยวิโมกข์ 8 ข้อ ผู้ที่สามารถรู้ความหมายข้อที่ 1 ดีแล้วก็มีสภาวะเสร็จเรียกว่า วิหรติ แปลพยัญชนะชัดเจนว่า แล้ว เป็น Past perfect tense เป็น สมบูรณ์การณ์ ก็ยังมีอิริยาบทอยู่ ทีนี้ในข้อที่ 1 คนอุภโตภาควิมุติ นี้อาสวะสิ้นเพราะเห็นด้วยปัญญา ถ้าปัญญาเป็นอุณหธาตุที่สลายอาสวะได้ คนนี้มีทั้งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ

[42] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ปัญญาวิมุต พวกเทวนิยมไม่สามารถตีแตกเทวะได้ ตีแตกสองได้ ในคัมภีร์ของเทวนิยมไม่มีคำสอนเหล่านี้ ที่อาตมากำลังอธิบายนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระเจ้าไม่มีความรู้เหล่านี้อาตมาก็เลยไม่ไปอยู่ด้วย มาอยู่กับคำสอนของพระพุทธเจ้าแทน พระเจ้าก็มีภาษาสภาวะที่เป็น 2 ตีไม่แตก คือ เทวะ ตีรูปกับนามก็ตีไม่ได้ ตีเจโตกับปัญญาก็ไม่ได้ ตีเพศหญิงเพศชายก็ตีได้แต่รูป รายละเอียดของปรมัตถ์ อิตถีภาวะปุริสภาวะ ก็ยังมีอีก แม้แต่พืชก็มีผสม 2 ส่วน เป็นเพศ 2 พืชมันก็ยังมี สัตว์ก็เหมือนคนก็ไม่ต้องไปพูดถึง แม้ที่สุดพระพุทธเจ้า 2 2 จะพูดถึงตัวนิ่งตัวหยุดเป็น status ก็ได้ 2 จะพูดถึงตัวเครื่องหมายเป็นตัวกระแสก็ได้ หมายเอาตัวไหนก็ได้ ตัวหยุดตัวจบตัว 0 เอาที่ตัว status static หยุดได้ด้วย 0 ตัว 0 คือไม่มีแต่มันมีตัวเราเป็นธาตุรู้ที่รู้ว่าสูญ 0เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบกับอะไรอื่นไม่ได้ นัตถิอุปมา หรือจะเอา 0 ไปเปรียบกับ Infinity หรือเป็น Eternity ก็ได้ Infinityประมาณนับหน่วยไม่ได้ ถ้าเป็นEternity ก็ไหลไปเป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน ก็เหมือนกับทางฟิสิกส์ที่ขัดแย้งกันระหว่างโฟตอนกับ ควันตั้ม จะเอาอะไรเป็นตัวเคลื่อนก็ได้สลับกันไป ถ้ารู้สภาวะเสียแล้วก็ไม่มีปัญหา ตกลงเมื่อเราพูดกันเราตายหรือไม่ตาย เรามีหรือไม่มี เราต้องชัดเจนว่าเราพูดอยู่ในสภาวะที่เรายังมีอยู่ไม่ใช่ว่าเราไม่มีแล้ว แต่ในความมีของเรานั่นเรามีไม่มีไว้อาศัย ก็มีความไม่มีอาศัย เพราะฉะนั้นตัวที่จะไม่ให้มีอาศัยนั้นคือกิเลส สุญญตาที่เราหมาย คือสุญญตาที่เราสูญจากอะไร สูญจากกิเลสเพราะเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานเราก็ยังมี สิ่งที่เราหมายถึงว่าอะไร ตัวการที่มันทำให้เราทุกข์ทำให้เราหยุดไม่ได้ ทำให้เราต้องเหน็ดเหนื่อยต้องรำคาญ ก็ต้องพยายามอธิบายภาษาให้มันกระชับสั้นเป็นภาษาไทยรู้เรื่อง มันทำให้เรา ทุกข์ มันทำให้เรายังมุกมิก มุ๊งมิ๊ง มันก็กำหนดเอาเองก็แล้วกันว่าอะไรแรงกว่า มุกมิก มุ๊งมิ๊ง ก็จบที่ใครจะไปเอาแบบไหน ก็แรงกับเบา สุดท้ายก็ทำความเบาที่สุดที่เราจะอาศัยไม่ได้ เบาที่สุดที่เราอาศัย ทำเบาที่สุดที่เราอาศัยได้สบายแล้วเบาแล้วขนาดนี้ ถ้าแรงกว่านี้ก็รู้สึกว่า ปวดๆ คันๆ หรืออะไร แต่คันนี่นะ ถ้าเการู้สึกว่าจะสบายเกิดกิริยาสัมผัส สบาย ถ้าเกามากๆก็ร้อน แสบ เจ็บ ก็คือเกิดจากผัสสะ ถ้าใครจะไปติดยึด พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ายังมีเมถุนสังโยค ชอบ นวดฟั่น สัมผัสแตะต้อง การสัมผัสด้วยตาอะไรก็แล้วแต่ ในเมถุนสังโยค 7 ละเอียดจนกระทั่งอยู่นิ่งๆเลยเป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง เฉยเลย เป็นที่สุดเลย เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนี่งคือ อยู่เฉยๆไม่ต้องสัมผัสอะไรโดดเดี่ยวเดียวแดก็มี คุณจะนิ่งอย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ตาม จะมากน้อยกว่ากันเท่าไหร่ไม่มีสังขยาเลขให้เรียกแล้ว ป่านนี้ก็ยังไม่เกิดหรอกสองรูป ยังจมอยู่ในภพที่ไปนั่งสะกดจิตตัวเองอยู่นั่นแหละ ถ้าเราอยู่นิ่งก็จะแช่นาน หมดฤทธิ์หมดอำนาจก็จะออกมาจากสิ่งที่สะกดไว้ ออกมาตามวิบาก ไม่จบ จะจบได้ก็ต้องพระพุทธเจ้า ท่านมีปัญญาล้างอันนี้ออกไปเลยแยกธาตุออกไปได้ พีชนิยาม จิตนิยามออกไปได้ เป็นสามเส้า มีประธาน เราเป็นประธาน ISH เป็นตัวตน สองเพศ เพศหญิงเพศชาย เราควบคุมพลังงานเพศชายเกิดเป็นนิวเคลียสเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มพลังงานนี้เราก็เป็นคนจัดสรรเป็นคนสร้างเป็นคนกำหนด จะให้แรงจะให้เบา จะให้น้อยจะให้มาก จะให้มีฤทธิ์มากหรือน้อยก็ตามบารมี ที่จะทำได้เท่าใด ชีวิตคนทำได้คุณไม่เก่งเกินกว่าที่คุณเก่ง ใครจะเก่งเท่าไหร่ก็เก่งเท่าที่คุณเก่ง ใครจะเก่งกว่าที่เราเก่งไม่มี เราก็เก่งได้ทุกที่เราเก่ง ก็จบแล้ว จะพูดกันอย่างไม่ดูที่จบก็ไม่ไหว มันต้องดูที่จบ จบที่ ตัวที่รู้ด้วยปัญญาจะหยุดหรือมีอิริยาบถอยู่ ก็มีอิริยาบทอยู่ ตัวที่ยังไม่สูญคุณก็ยังมี เมื่อมีก็ไปเป็นบุคคลปัญญาวิมุติ อุภโตภาควิมุติแน่นอนเป็นพระอรหันต์แน่เพราะอาสวะทุกอย่างหมด

[41] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ เรียกว่า ปัญญาวิมุต

คนนี้อาสวะไม่มีแล้วเรานับคนที่เป็นอรหันต์ตรงที่อาสวะทุกอย่างหมดสิ้น พรุ่งนี้ก็เป็นอรหันต์ ปัญญาวิมุติก็เป็นอรหันต์ อุภโตภาควิมุติก็เป็นอรหันต์แน่ บุคคลต่อมาปัญญาวิมุติก็เป็นอรหันต์ เพราะว่าอาสวะสิ้นไปหมดแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง ท่านไปแปล มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มาจาก อัตถะ วิโมกเข กาเยน ผุสิตวา วิหารติ หะ คือธาตุแท้ เอวะคือตัวนั้น โขคือสำทับย้ำตัวนั้นอีกที ก็ไอ้ตัวนั้นกับตัวนั้น มันมีแล้วโข มันย้ำแล้ว ไม่ต้องไปย้ำอีกก็ได้ก็มันมีแล้ว ห เอวะ คำว่า เอวะคือนี้หรือนั้น นั้นหรือนี้ก็อันนั้นอันนี้ ถ้าโน่นก็ไกลมาก เอามาใกล้ๆเอาอันนี้ อันนั้นก็ยังไกลไป อันโน้นก็ไกลไป ก็เอาอันนี้ ก็อันเดียวกันนี่แหละ นเหวโขก็ตัวนี้ ไม่ต้องพูดอีกย้ำอีก สรุปแล้วนเหวโข ก็มีแล้วจนกระทั่งอาสวะสิ้นแล้ว มีอะไร มีทฤษฎีมีคำสอนมีภาคปฏิบัติมีวิธีเอามาเรียนจนกระทั่งอาสวะสิ้นแล้ว มีมาแล้วเลิกแล้วจบแล้ว จบตรงไหนก็คืออาสวะสิ้นแล้ว รู้ด้วยปัญญา มีปัญญา ปัญญาวิมุติ ปัญญามีฤทธิ์ทำให้อาสวะสิ้นหมดแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญานี่ไง บุคคลผู้นี้เรียกว่าปัญญาวิมุติก็เป็นพระอรหันต์เพราะอาสวะสิ้น จะระบุได้ว่าเป็นอรหันต์ก็ตรงที่อาสวะสิ้น ถ้าหากอาสวะยังไม่สิ้น หรือว่าอาสวะสิ้นบางอย่างเท่านั้นคนนี้ไม่ใช่อรหันต์

[42] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี กายสักขีอาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา มีกำกับว่า ต้องเห็นด้วยปัญญา กดข่มอย่างไรก็สิ้นไม่ได้ อาสวะหมดไปไม่ได้ แต่สิ้นด้วยปัญญานี้ จะสิ้นอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” กายสักขีนี้เป็นบุคคลที่ 5 ผู้ที่เป็นปัญญาวิมุตเรียกว่าเป็นอรหันต์ได้ ส่วนผู้ที่เป็นกายสักขียังเรียกว่าเป็นอรหันต์ไม่ได้ ท่านจึงกำหนดสภาวะว่าจะต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วบรรลุสำเร็จอิริยาบถอยู่ อาสวะบางอย่างสิ้นเท่านั้นก็เป็นกายสักขี ถ้าหมดทุกอย่างก็เป็นอรหันต์ หมดแล้วท่านบอกว่า นเหวโข ผู้แปลพยัญชนะเป็นไทยว่า มิได้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ท่านแปลง่ายๆ ว่า น คือไม่ แต่ที่จริง เหว ก็ไม่ โขก็ย้ำ คือ ความถูกต้องที่เขาแปลมานี้ก็เลยหายไป คำว่าถูกต้องดีคือสัมมาทิฐิคือความไม่ผิด มันก็เป็นคำซ้อน กายสักขีแค่อาสวะบางอย่างดับได้ยังไม่สิ้นอาสวะหมดเหมือนปัญญาวิมุติ

กายสักขี สายเจโต ปัญญาก็ไม่ค่อยเจริญเท่า ปฏิภาณปัญญาไหวพริบก็จะช้าก็จะน้อยกว่า ไม่เป็นวิชาการ ไม่ได้ข่มเจโตสายศรัทธาอะไร สำหรับการเป็นพระพุทธเจ้า ปัญญาธิกะ ก็ 20 อสงไขย เศษแสนกัป ก็เป็นพระพุทธเจ้า สัทธาธิกะ ก็ 40 อสงไขยเศษแสนกัป ก็เป็นพระพุทธเจ้า แล้วแต่บารมี เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถบรรลุ กายสักขี อยู่ในสายเจโตศรัทธาปัญญาไม่บริบูรณ์เท่าสายปัญญา ก็จึงช้ากว่า เก็บรายละเอียดนานกว่า คู่ปัญญาวิมุติกับกายสักขี คู่ ทิฏฐิปัตตะกับสัทธาวิมุติ คู่สัทธานุสารีกับธัมมานุสารี

หมู่เดียวกับปัญญาวิมุติคือทิฏฐิปัตตะกับ ธัมมานุสารี หมู่เดียวกับ กายสักขี คือ สัทธาวิมุติ กับสัทธานุสารี เจโตคือเนื้อจิต ศรัทธาคือความเชื่อ เนื้อของจิตเป็นรูปความเชื่อเป็นนาม ความศรัทธาเป็นความหมายความเชื่อก็คือเป็นนาม ใครจะเอาศรัทธาเป็นรูป เอาเจโตเป็นนาม ก็ช่างศรีษะใครศีรษะมัน เป็นแต่เพียงสภาวะอาตมาไม่สับสน คนจะมาเรียกรูปนามสลับกัน ก็ไม่เป็นไร เรารู้สภาวะก็จบ

ภาษาที่บอกว่าไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์๘ด้วยกาย กับภาษาที่บอกว่าถูกต้องวิโมกข์๘ด้วยกาย 2 คำนี้ หากไม่เข้าใจสภาวะก็บอกว่าคนนี้เก่งไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จะบรรลุด้วยประสิทธิภาพที่แท้จริงจะมาเก่งกว่าได้อย่างไร มันแหว่งฟันหลอ ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยค่ะ จริงๆไม่ใช่ฟันหลอแต่ไปแปลพยัญชนะ นเหวโข สั้นไป ไปแปลสั้นไป ถ้าให้อาตมาแปลก็บอกว่า ไม่ต้องไปสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไม่ต้องไปกล่าวว่าจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก ไม่ต้องกล่าว เพราะท่านมีมาแล้ว ไม่ต้องไปกล่าวซ้ำซากก็ได้ เพราะว่าปัญญาวิมุตมีสัมมาทิฏฐิมาตั้งแต่ธัมมานุสารี

ทิฏฐิปัตตะ ทิฏฐิ แปลว่าความรู้ความเห็นความเชื่อ ปัตตะแปลว่าบรรลุ ปัตตะเป็นตัวจริงส่วนทิฏฐิเป็นสายตรัสรู้เป็นสายปัญญา ผู้ที่สามารถเข้าถึงด้วยทิฏฐิปัตตะ ส่วนสัทธาวิมุติก็แล้วแต่ความเชื่อว่าวิมุติอย่างไร เขาจะวิมุตด้วยการสะกดจิต ไม่มีปัญญาเข้าไปร่วม วิมุตด้วยการสะกดจิต วิมุตโดยสายศรัทธามันไม่เที่ยงมันจะต้องเปลี่ยนแปลง คุณมีพลังงานสะกดจิตได้เท่าไหร่ก็เท่าที่คุณมีฤทธิ์ เมื่อหมดฤทธิ์หมดอำนาจหมดยศศักดิ์ คุณก็เปลี่ยนแปลงไปสู่ที่ต่ำ เรียกว่า อาคามี เป็นการเวียนกลับ แต่อนาคามีแปลว่าไม่เวียนกลับ แต่นี่เขาต้องอาคามี เพราะไม่สำเร็จ สัทธาวิมุตจึงไม่สำเร็จด้วยปัญญา ไม่มีไม่เห็นด้วยปัญญา ทิฏฐิปัตตะนี่ ย่อมรู้ชัด ตามความเป็นจริงว่าอันนี้ถูก ว่าอันนี้คือเหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่งธรรมะทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้วผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา เห็นชัดแล้วดำเนินไปปฏิบัติ คตะไป จนถึงขั้นปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว ทิฏฐิปัตตะ ก็ทำให้อาสวะสิ้นได้เพราะเห็นด้วยปัญญา พวกนี้ทำอาสวะบางอย่างสิ้นได้ด้วยธาตุปัญญา ถ้าสัทธาวิมุติ กับทิฏฐิปัตตะ ความเป็นปัญญากับความเป็นศรัทธา นั้น ปัญญา มีความฉลาดมีความไหวพริบมากกว่า เพราะฉะนั้นความหมายนี้จึงทำให้ผู้นี้ไม่สับสน ไม่ผิดในสภาวะ ก็จะรู้ว่ามันมีเชิงเหนือกว่า ปัญญาเหนือกว่าเจโต หรือศรัทธา ส่วน ปัญญา แยกรายละเอียดเจโตสัทธาออกได้แล้วไม่มีสองไม่มีเทวะ ขออภัยทางเทวนิยม ไม่ได้มาข่มแต่ท่านเป็นอย่างนั้นอยู่จริง ท่านก็ไม่สามารถอธิบายอย่างอาตมาได้ แล้วอาตมาอธิบายนี้เป็นภาษาเพ้อเจ้อหรือเปล่าก็ไม่ใช่ อธิบายและมีสภาวะในตัวพวกคุณเอาไปปฏิบัติธรรมให้บรรลุตามได้หรือเปล่า..ก็ได้ อธิบายพยัญชนะไม่ได้เพ้อเจ้อ แต่หมายความถึงสภาวะที่มีจริงพวกคุณปฏิบัติจริงได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้สูญเปล่า ไม่ใช่เป็นคนพูดพล่อยลอยลมพูดเล่น พูดตามความหมายที่ไม่ใช่ความหมายธรรมดา ถ้าไมใช่คนอย่างอาตมา อธิบายไม่ถูก พูดไปแล้วเหมือนยกย่องตัวเอง ถ้าไม่ใช่อาตมารู้ความจริงเอาความจริงอันนี้มาพูด ถ้าหากไม่มีความจริงเอามาพูดก็พูดอย่างเละเทะ พวกคุณก็จะยืนหยัดไม่ได้ จับไม่มั่นคั้นไม่ตายอยู่ตลอด แต่นี่จับมั่นคั้นตายไหมที่อาตมาพูด...จับมั่นคั้นตาย ทิฎฐิปัตตะกับสัทธาวิมุต สัทธาวิมุตไม่มีปัญญาแยกสองได้ไม่แตก กดข่มให้นิ่งเป็น1 ให้ 2 อย่ากระดุกกระดิกก็จบ สัทธาวิมุต ส่วนทิฏฐิปัตตะ ตีสองแตกแล้วย่อยให้ลดลงให้หายเหลือเป็น1 เป็น 0 ได้

ธัมมานุสารี กับ สัทธานุสารี ส่วน ทิฏฐิปัตตะก็ทำให้อาสวะบางอย่างหมดได้

[43] บุคคลชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ [44] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต [45] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉน ปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมี ประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญา เป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ

อนุสารีคือสารีน้อยๆ สารีน้อยก็คือบุตร สารีใหญ่ก็คือพ่อ สายปัญญาก็มีปัญญานำ มีปัญญาเป็นประธานของสามเส้าตัวเอง ระหว่าง อิตถีภาวะ ปุริสภาวะกับ ปัญญา อันนี้มีจุดเริ่มต้นของโสดาปัตติผลด้วยมีปัญญานำเรียกว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล เมื่อทำโสดาปัตติผลได้ ผู้นี้ชื่อว่าธัมมานุสารี ถ้ายังไม่ตั้งอยู่ในผลก็เรียกว่าอนุสารี สายปัญญา ส่วน สัทธานุสารีนั้น สัทธินทรีย์มีพลังงาน [46] บุคคลชื่อว่าสัทธานุสารี เป็นไฉน สัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง อบรมอริยมรรคมีสัทธาเป็นเครื่องนำมา มีสัทธาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า สัทธานุสารีบุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าสัทธาวิมุต ศรัทธานี้ยังไม่แตกฉานด้วยปัญญาก็จึงอบรมด้วยการสะกดจิตไป ถ้าไม่ได้มาคบกับสายปัญญา ศรัทธาก็จะงมคลำกันไป ดีไม่ดีปนกับ อาจารย์สายศรัทธาด้วยกันก็วนอยู่อย่างนั้น อาจารย์ก็วนลูกศิษย์ก็วน วนๆวนๆอยู่ ไม่ออกจากกรอบของโลกียะไปได้ หรือไม่ออกจากกรอบของภาคปฏิบัติที่จะปฏิบัติให้ยิ่งกว่านี้ ข้อปฏิบัติอยู่ในธาตุรู้ที่ตนเองสมมุติรู้อยู่ในกรอบจำกัด ไม่มีอัญญะ อันอื่นก็จะมีแต่กรอบเก่าก็จะวนในโลกเดิม

สัทธานุสารี จึงจะต้องเกิดธาตุใหม่ กว่าจะเกิดธาตุใหม่เอง มันนานจนไม่รู้จะกี่ล้านปี แต่ถ้าคุณไปคบกับสายปัญญาที่เป็นสัตบุรุษก็จะเป็นทางเร็วทางลัดกว่าเสียศักดิ์ศรีอัตตาหน่อย ไปพบสัตบุรุษ เป็นทางลัดอีกหลายล้านๆๆๆปี ผู้หยิ่งผยองไม่ศรัทธาฉันจะเอาอย่างนั้นเองก็จะจบตัวใครตัวมัน มันมีทางแต่ไม่รู้อาตมาไม่มีตัวเลขให้คุณเมื่อไหร่จะเจอทางออก เพราะฉะนั้นให้คนเข้าไปช่วยเถอะน่า 13 หมูป่ายังต้องให้คนไปช่วยเลยออกเองไม่ได้ มันช้านะไม่อย่างนั้นตาย ตายแล้วไม่ได้ออก ใครที่ยืนหยัดจะหยิ่งผยองก็แล้วแต่ จะเสียเหลี่ยมอะไรนักหนา แม้จะให้สัตบุรุษสอนท่านไม่ถือว่าเป็นนายคุณหรอก คุณได้แล้วคุณจะอกตัญญูอย่างไรท่านก็ไม่ถือสา คุณจะไปมีกรรมอกตัญญูก็เรื่องของคุณ คุณจะสะสมอกตัญญูก็เรื่องของคุณ มันก็มีของจริงมีวิบากจริงเรื่องอกตัญญู เพราะฉะนั้นจบที่สภาวะจริงของใครของมัน

สรุป บุคคลที่ 9 สัทธานุสารีจะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ก็จะต้องอบรมอริยมรรค มีศรัทธาเป็นเครื่องนำมาก็ตาม มีศรัทธาเป็นประธานก็ตาม ก็จะช้าไปตามวาระของตนเอง ก็จะค่อยๆเป็นไป แต่ถ้าเผื่อว่าไปคบกับสัตบุรุษสายธัมมานุสารีก็จะเร็วขึ้น คนเราถึงแม้ว่าจะไม่เจตนา ถ้ารวมกันอยู่ในพวกเรานี้มีทั้งสายศรัทธา มีทั้งสายปัญญา เพราะฉะนั้นการมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี คือเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ อยู่ที่นี่ถึงอย่างไรมันก็มีซึมซับ osmosis โดยไม่ต้องเจตนา มันก็มีมันก็ได้ พระพุทธเจ้าถึงสรุปว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี คือทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ คนที่อวดดีปลีกแยกเป็นช้างมาตังคะ เป็นแกะหลงฝูง ออกจากหมู่ ไปอวดดีทำไม ใช่ไหม ศักดิ์ศรีอวดดี พระพุทธเจ้าถึงอธิบายว่าช้างที่จะออกไปจากฝูงถ้าไม่ใช่ช้างมาตังคะ ช้างมาตังคะหมายถึงช้างที่มีประสิทธิภาพ ช้างมีความรู้ความสามารถของตัวเองอย่างเก่ง ออกจากฝูงแล้วไปสร้างฝูงใหม่ได้ เพราะมีความรู้มีอำนาจที่ทำให้คนได้รับประโยชน์ จึงสามารถตั้งหมู่ได้ แต่ถ้าเราไม่มีความรู้ความสามารถไปตั้งกลุ่มหมู่ คุณก็ตั้งไปอาจจะได้กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ในอโศกนี้ก็มีพวกอวดดีจะไปเป็นช้างมาตังคะ แตกแยกหมู่ก็มี ชื่อของบุคคลขึ้นมาที่อาตมาไม่อยากจะกล่าว อยู่ในชาวอโศกแต่อวดดีเป็นช้างมาตังคะ จะไปสร้างกลุ่มใหม่แข่งกับอาตมา ขออภัยอาตมาไม่ได้เบ่งอวดดีข่มเขาหรอก ก็ถ้าเขาจริง ป็นเขาเป็นช้างมาตังคะ ดีไม่ดีเป็นช้าง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน