สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน รูป 24 ทำให้มีเวทนา 0.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน รูป 24 ทำให้มีเวทนา 0 อรหันต์รู้จักสังขารในการปรุงแต่งสมบูรณ์แบบในแต่ละอย่าง แต่ละไฟ แต่ละลม แต่ละน้ำ แต่ละดิน อยากเป็นมหาภูตรูป 4 อย่าง นอกนั้นมันจะจัดการอีกในรูป 24 อุปาทยรูป ขอเริ่มต้นด้วย ภาวรูป โดยมีตัวตั้งปสาทรูป ชีวะที่มีประสาท ประสาททำงานร่วมกับ โคจระ มันก็คือรูปนามของแต่ละคนมีอยู่แล้ว เมื่อออกไปทำงานกระทบกับสิ่งหนึ่งก็เป็นสามเส้า ก็เกิดการสังขารปรุงแต่ง ปรุงแต่งกันโดยมีความรู้ เราสร้างวัตถุมาเป็นพืชพรรณธัญญาหาร สร้างมาเป็นกระดาษมาเป็นหนังสือมาเป็นคอมพิวเตอร์มาเป็นโลหะ ก็ทำไปในการผสมส่วน ผสมส่วนตั้งแต่ 2 อย่างมาเป็น 3 อย่าง จะเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 ก็จาก 2 สิ่ง ถ้าเป็น 3 ก็เป็นองค์รวมของการสังขารขึ้นมา ถ้าหาก 2 อย่างยังไม่เป็นสังขาร 3 อย่างจึงเป็นสังขาร ยกตัวอย่างในนิวเคลียสมันมีธาตุบวกธาตุลบ แต่มันไม่รู้ตัวมันจับเกาะกันเป็นก้อนเป็น 3 เป็นนิวเคลียสก็เป็น 3 พอมาสามเส้า ยกสถานะจากอุตุ พีชะมันไม่รู้เรื่องหรอก มันจะมี 3 มีสัญญากับสังขาร แต่ของจิตนิยามของมนุษย์ statusก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง อเวไนยสัตว์ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องเป็นเวไนยสัตว์อย่างมนุษย์นี่แหละถึงจะรู้เรื่อง จึงจะเกิด ภาวรูป 2 อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ จึงเกิดตัวเราเป็นของเราจึงเป็น ISH เป็น I เป็น she เป็น he พระพุทธเจ้าท่านศึกษารู้รากเหง้าของความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นนามธรรม วัตถุต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ถึงไบโอโลจี พระพุทธเจ้า biology ศึกษาไปถึงจิตวิญญาณสูงถึงขั้นจิตนิยาม ก็เรียนรู้แตกแยกเรื่องของจิตวิญญาณ psychology อย่างลึกซึ้งด้วย ทางด้านภาษาอังกฤษเป็นสายเทวนิยม ไม่เหมือนทางอินเดียหรือไทยที่ศึกษาทางด้านศาสนาพุทธ ก็ลงไปลึก เมื่อลงลึกถึง ไซโคโลจีของศาสนาพุ
อ่านต่อ
ทธ ถึงขั้นที่แยกโลกียะกับโลกุตระ แล้วตีแตก 2 ทุกอย่างเป็นสภาพ 2 ยิ่งเป็นชีวะแล้วมีสภาพ 2 แม้เป็นชีวะของเทวนิยมเขาแตกสภาวะสองสภาพนี้ไม่ออก เมื่อแตกไม่ออกเขาก็จำนวนเกี่ยวกับสองสภาพ มี 2 เรียกว่าเทวะ เทวดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นGod เป็นผู้สั่งการเป็นผู้ปฏิบัติการ แล้วไม่รู้เผด็จการอย่างไรตามใจGod เป็นทุกข์เป็นสุขอย่างไร Godเป็นเจ้าของ คนอื่นไม่สามารถหมดสุขหมดทุกข์ เอาฝากไว้ที่ God God เป็นเจ้าของทุกชีวะ เขาก็เลยไม่มีนิพพาน หมดความสุขหมดความทุกข์ไม่ได้ เพราะว่าพระเจ้าเป็นคนสั่งให้เกิดความสุขความทุกข์ ถ้าหากเป็นคนสายเทวนิยม มันรับวิบากอย่างนั้นอย่างนี้ก็ว่า เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า จำนน คนของสายเทวนิยมจึงไม่มีทางหมดทุกข์ เพราะอย่างไรก็จำนน เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ศาสนาพุทธมีนิพพานมีการพ้นทุกข์สนิท พระเจ้าจะให้ทุกข์อย่างไร จะให้พระอรหันต์มีทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านก็เลยเรียกพระเจ้าว่า เป็น เทวบุตรมาร แปลงตัวมาเป็นเทพ ส่งมาเป็นลูก เป็นเทพบุตร แต่แท้จริงแล้วไม่ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า มารเอ๋ย เราหักเรือนยอดของเธอหมดไปแล้ว ความเป็นมารไม่มี นี่คือศาสนาพุทธ หักยอดเทวะ ยิ่งใหญ่ แล้วก็เป็นนิรันดร จากนั้นท่านก็ส่งอีกสิ่งหนึ่งมาเรียกว่าบุตร แต่ทำทีว่าจะมีแม่ของบุตรด้วยนะ ยิ่งมาเป็นคนก็บอกว่า ส่งพระบุตรมาประกาศคำสอนทุกอย่าง คือไม่รู้ต้นรากแท้ๆจริงๆ พูดไปก็เหมือนกับยกตนข่มท่านศาสนาเทวนิยม แต่ความจริงแล้วศาสนาพุทธรู้ความจริงของเทวะ จนกระทั่งเลิกศูนย์เลยมีนิพพาน ศาสนาเทวนิยมมองศาสนาพุทธว่าไม่รู้จักจิตวิญญาณเพราะไม่เป็นเทวดาไม่รู้จักพระเจ้า เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ศาสนา เป็นแค่ ฟิโลโซฟี เป็นแค่ปรัชญาเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่า ศาสนาพุทธเป็นตัวการที่หักขั้วยอดของวิญญาณออก สลายจนไม่ต้องเกิดวิญญาณหรือจะเกิดอยู่ ก็เกิดได้ เกิดได้อย่างดีด้วย จะมาเป็นคนหรือที่เรียกว่าพระบุตรก็ตาม จิตมีตัวพระเจ้าจริงเลย แล้วเป็นพระบุตรเป็นพระเจ้าเป็นคนที่ดีที่สุดไม่ทำชั่ว มีพฤติกรรมในจิตดีวิเศษที่รู้รอบรู้หมดรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของโลกจริงๆ ที่ยืนยันพิสูจน์ได้ในตัวบุคคล ในศาสนาพุทธก็คือเป็นพระพุทธเจ้า ถ้ารองลงไปก็คือพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ใหญ่ที่สุดที่ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสานก็คือพระอวโลกิเตศวร นอกนั้นก็มีโพธิสัตว์ระดับรองลงมา โพธิสัตว์องค์อื่นใครพบเจอก็ว่ากันไป เจอพระโพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่งก็เป็น อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ใครเจอโพธิสัตว์ระดับ 8/9 ไหม ไม่เจอ ..ยังดี มาเจอโพธิสัตว์ระดับ 7 อย่างอาตมา เจอแล้วดีไหม เป็นคนเอาธรรมะพุทธเจ้ามาสาธยายแยกแยะมา ปรับปวาทะ ให้คนรับรู้ได้เอาไปปฏิบัติได้เอาไปทำให้เป็นขึ้นมาให้เจริญขึ้นมาเป็นคนดี เป็นคนที่หมดทุกข์ หมดทุกข์หมดโศก ทุกข์ก็ไม่มีสุขก็ไม่มี มีแต่สภาวะของมันอย่างนั้นเป็นหนึ่งเดียวอย่างเดียว จึงอาศัยเดียวหนึ่งเดียว ทำเทวะ 2 นี้ให้เป็น 1 อาศัย 1 แล้วก็รู้จักภาวะ 0 ผู้ที่ทำ1 ได้แล้วก็เข้าใจว่าสุดท้ายมันก็สูญสลาย หรือ 1 หรือ 0 มันก็เป็นตัวมันเอง พูดพยายามเขียนสื่อเป็นตัวเลข ที่จริงตัวเลข 0 อารบิก 0 เสร็จแล้วเริ่มต้นผ่าครึ่งก็เป็นหนึ่ง หนึ่งคือเส้นตรง เทวนิยมคือพวกแข็งๆ เป็นพวกผ่าเป็น 1 ส่วนคนไทยเลข 1 ไม่ผ่า แต่ม้วนลงมา จากจุดศูนย์กลางแล้วม้วนลงมา ๑ นี่คือเลข 1 ของไทย เพราะฉะนั้นไทยจึงเป็นพวก Dynamic พวกเทวนิยม เป็นพวก static คือ 0 คือ 1 เป็น Dynamic พวกม้วนเป็นวงกลม พวกตรงนี้คือพวกพูดกันยาก เพราะไม่มีการยืดหยุ่นไม่มีรู้เรื่องไม่มีการเข้าใจ ศาสนาพุทธมาเรียนรู้ทั้ง 1 ทั้งความเป็นStatic Dynamic เรียนรู้เทวะ ตีเทวะ 2 เป็น 1 ก็ได้เป็น 2 ก็ได้ ไม่สงสัยมันจะเป็น 1 เมื่อใดเป็น 2 เมื่อใดหรือจะเป็น 3 4 5 6 ขยายออกไปไม่สงสัย แม้ที่สุด ขยายไปจนถึง Infinity เลยก็คือ 0 ไม่สงสัยว่าศูนย์ก็คือ Infinity Infinity ก็คือ 0 หมดปัญหาหมดความสงสัยหมดวิจิกิจฉา เข้าใจหมดเลย อย่างอาตมานี้ยังไม่เปลี่ยนพระพุทธเจ้า เป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ก็เข้าใจแล้ว เป็นระดับ 7 ก็เข้าใจขนาดนี้แล้ว มีแต่สังขาร สังขารอายุ 84 ก็ยังดี ยังไม่มีป่วยเจ็บอะไรมาก บางคนถามว่าเจ็บปวดอะไรหรือเปล่า วันหนึ่งทำงานกว่า 10 ชั่วโมงนั่งทำงานก็ไม่เป็นไร ไม่ปวดแขนปวดขาอะไรก็ต้องฟิตเนส ไม่มีอะไร อันนี้เป็นบารมีนะ คุณจะเลียนแบบเอาอย่างได้ก็เอาไม่ว่ากัน แต่มันเลียนแบบยากนะ ถ้าหากอาตมาอายุถึง 90 ก็อีกแค่ 5 ปี ก็ยังไม่ได้เจ็บปวดอะไรไม่เมื่อยอะไร ฟิตเนส อยู่อย่างนี้นะ รับรอง 100สบาย สมส่วน ก็มีผู้ดูแลรักษา ทั้งหมอไทยหมอฝรั่ง ช่วยกันดูแลบ้าง อาตมาก็ดูแลตัวเอง คนอื่นก็มาแนะนำดูแล บางทีทำงานมากไปพักผ่อนน้อยไป เดี๋ยวนี้ก็มีแต่ทำงานกับพักผ่อน กินอยู่ก็ไม่มีอะไรแล้ว กินมื้อเดียวแล้วก็เสร็จ ก็ให้มันหมุนเวียนสังขารร่างกายให้ดี ส่วนที่อาตมาเรียนรู้ก็บอกเรื่องจิตวิญญาณ ให้รู้จักการรู้เรื่องจิต เข้าใจอาการของจิต อาการของจิตที่เรียนรู้ที่สำคัญที่สุด พระพุทธเจ้าท่านสรุปลงไป ศาสนาพุทธมันเพี้ยนไม่เข้าใจ ว่ากรรมฐานที่ตั้งแห่งการกระทำแห่งการปฏิบัติ คือ เวทนา เวทนา ศาสนาพุทธต้องรู้ฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติคือเวทนา ถ้าไม่มีเวทนาแล้วไม่มีฐานที่ปฏิบัติ ล. 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ อันนี้แหละเป็นตัวตั้ง คือสิ่งที่เป็นกสิณ ให้จิตใจจดจ่อเป็นกรรมฐาน รวมลงแล้วได้ 40 เข้าใจผิดอย่างนั้น ก็เลยกลายเป็นเรื่องออกนอกรีตว่ากรรมฐานก็คือ ไปเอาอะไรก็ไม่รู้ 40 อย่างเป็นดินน้ำไฟลมอะไรก็แล้วแต่รวมแล้ว 40 แล้ววิธีกรรมฐานคือสมถะเอาจิตใจไปจดจ่ออยู่อย่างนี้ให้นิ่ง แล้วเรียกว่าสมาธิ นั่นแหละผิดหมดเลย มันเป็นของศาสนาเดียรถีย์มันไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย ศาสนาพุทธมีเวทนาเป็นกรรมฐานอย่างเดียว ถ้าไม่มีเวทนาไม่มีฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ถ้าคุณไม่มีผัสสะก็ไม่มีความรู้สึก ถ้าไปนั่งสะกดจิตหลับตาให้มันนิ่งไม่มีอะไรได้ปฏิบัติธรรมะพุทธเจ้าเลย เพราะไปนั่งหลับตาสะกดจิตเป็นพวกมองข้ามไปจากศาสนาพุทธ ทำแสดงให้ออกนอกรีตออกจากศาสนาพุทธไปเรื่อยๆ เอาแต่นั่งหลับตาสมาธิยิ่งจะออกนอกศาสนาพุทธไปไกลเดี๋ยวนี้ยิ่งไปไกลมาก ไปติดยึดว่าการปฏิบัติธรรมต้องนั่งสะกดจิต เป็นสมถะ จะเดินหนอย่างหนอ จะนั่งหลับตาสะกดจิตก็เป็นสมถะหมดเลย เรียนรู้กรรมฐานพิจารณาเวทนา 108 จึงพูดกันไม่รู้เรื่อง ดีที่ยังมีหลักฐานเวทนา 108 ถ้าไม่มีเวทนาแล้ว เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ไม่เป็นที่ตั้งไม่เป็นแหล่งที่จะปฏิบัติธรรม ผู้ใดไปนั่งหลับตาก็ไม่มีแรงที่จะปฏิบัติธรรม โมฆะไปอีกกี่ชาติก็แล้วแต่ ขอพูดขอตีหนักๆ ตีอย่างนี้ก็ยังไม่รู้สึกตัว หยุดหลับตาปฏิบัติธรรมได้แล้วเพราะมันออกนอกศาสนาพุทธไปไกลมากเลย ต้องมีเวทนาเป็นตัวฐานในการปฏิบัติ จะมีเวทนาได้คุณต้องมีผัสสะ ในมูลสูตร 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ)จะบรรลุหรือไม่ก็ต้องทำใจในใจให้เป็น พอจะมีมนสิการเป็นจะต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย)หากไม่มีทักษะเป็นสมุทัยเป็นเหตุแห่งการปฏิบัติ อันนี้ไม่ใช่สมุทัยอริยสัจ แต่เป็นสมุทัยในภาคของมรรค ภาคปฏิบัติธรรม ใครที่ไปนั่งหลับตาไม่มีผัสสะเป็นสมุทัยไม่ใช่พุทธเลย ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมแบบพระพุทธเจ้าเลย คุณไปไกลมากมันหลงทางออกนอกพุทธไปไกลมากเลย อาตมาพยายามดึงกลับมันก็เหนื่อยเพราะว่ามันไปไกลมาก ในเมืองไทยไม่รู้กี่ล้านคน เป็นชาวพุทธ 95 เปอร์เซ็นต์ด้วย น่าจะประมาณ 60 ล้านคน อาตมาต้องชักเย่อ 1 ต่อ 60 ล้านคน ขันจอหว่อไหม เห็นใจเถิดเห็นใจบ้าง ภาษาจีน 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 611226_ทำวัตรเช้า งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน รุ่นที่ 6 ราชธานีของโลกุตรธรรม