สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) กายคตาสติ คืออะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข26 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

5 สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) กายคตาสติ คืออะไร กายคตาสติ คือ การมีสติ พิจารณา กาย คือ รูปกับนาม ธรรมะสองที่เกิดขึ้น แล้วทำให้เป็นธรรมะหนึ่ง คือการทำเวทนาสองให้เป็นเวทนาหนึ่ง ทำเวทนาเก๊ให้หมดไปเหลือแต่เวทนาแท้ ตัวปลอมที่ไม่ใช่ของแท้ เป็นอาคันตุกะเหมือนของจริงเลย แต่มันเป็นตัวหลอก ต้องกลับคืนมาเป็นตัวจริง เช่น ระกำ รสมันเป็นอย่างนี้ กลิ่นเป็นอย่างนี้ใครมีประสาทไม่เสีย คนไทยจีนแขกฝรั่งรับรสได้เหมือนกัน แต่ภาษาเรียกอาจต่างกัน ก็เป็นของจริง แต่ทีนี้คนที่บอกว่า รสอย่างนี้ มันเกิดเวทนาอีกอันว่า อร่อยว่ะ อีกคนนึงบอกว่าไม่อร่อยว่ะ รสระกำนี่ คนที่มีเวทนาปลอมแยกเป็นเวทนาชอบไม่ชอบอร่อยไม่อร่อย ก็ล้างเวทนาอร่อยไม่อร่อย ชอบไม่ชอบ แล้วเหลือเวทนาเดียว คือรสระกำอย่างนี้ใครประสาทไม่พิการ แตะเข้าไปแล้วรสเดียวกันหมด ต้องลบอาการ ชอบก็ดูด ไม่ชอบก็ผลัก ดับตัวนี้หายไปคือดับเวทนาในเวทนาอาการพวกนี้ไม่จริง เป็นอาคันตุกะของหลอก ไม่เที่ยง พาทุกข์ไม่มีตัวตน คนไม่อรหันต์ก็กลับไปกลับมา อาลัยอาวรณ์อยากจะได้อยากจะมีอยากเป็นอีก ยังมีความผลักดูดก็เป็นของคุณมันเป็นอย่างนี้คุณจะไปผลักไปดูดทำไมเล่า สมณะฟ้าไทว่าต้องเค้นเสียง...พ่อครูว่า..ทำไมมันโง่อย่างนี้เล่าเมื่อไหร่จะรู้สักที คือลูกมันดื้อมันโง่ ก็อยากให้มันดี อยากให้ได้อยากให้รู้ให้เลิก ทำอยู่ได้ติดอยู่ได้ยึดอยู่ได้ ผิดหรืออยากให้ลูกได้ดี บางคนว่าเบาๆก็ได้แต่ว่าเบาๆนี้ไม่ได้ผลหรอก ถ้าคุณดีจริง บอกนิดหน่อยก็ป่านนี้ได้เยอะแล้ว อาตมาเคยเบาสุภาพแล้วตั้งแต่บวชใหม่ๆสุภาพสุขุม คนก็มากันเต็มเลย ชอบนะคนชอบมากเลย ทำไม่ไหว มันชอบมาหมดเลยคัดไม่ได้ ทำไม่ทัน ตาย ก็ต้องมีการคัดเลือกด้วยวิธีนี้แหละ เอาคนที่มีปัญญาแหลมคมจริงๆ ว่าพ่อท่านของแท้ โขกสับไม่กลัวทนได้

อ่านต่อ

สำนวนพระพุทธเจ้าบอกว่า เราจะกำราบแล้วกำราบอีกไม่มีหยุด เหมือนช่างปั้นหม้อทำกับดินเหนียวที่ยังไม่แห้ง นวดแล้วนวดอีก กำราบแล้วกำราบอีก ผู้มีมรรคผลจึงทนอยู่ได้ ผู้ไม่มีมรรคผลทนไม่ได้หรอก ของอาตมานี่ จนเป็นวิธีการคัดเลือกบุคคล ผู้ที่เอาจริงรู้จริงจะมา ผู้ไม่เอาจริงไม่รู้จริงไม่มีปัญญาฉลาดรู้จริงไม่มาหรอก เอาจริงแต่ไม่รู้จริงก็ไม่มา รู้จริงแต่ไม่เอาจริงก็ไม่มา พวกนี้นอกขอบเขตเทศบาลไม่เก็บภาษี เข้ามาก็รีดภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ แรง น่ากลัว ที่นี่ภาษี 100% เขาถึงบอกว่า โพธิรักษ์สุดโต่ง การคัดเลือกที่นี่จึงแรงมาก ได้ขนาดนี้ก่อน ขนาดนี้สร้างพวกเราถ้าเป็นอรหันต์สักร้อยคน ไม่ตะกละ อาตมาเอาสัก 9 ก็ full house เรียกว่าเลขเต็มแล้ว ในภาษาไพ่เขาเรียกเห่า คือมีตองกับคู่ มีตองสองคือสองสามตัว พูดไปจะเลอะไปหาการเล่นไพ่ มันเคยเล่นกันมา เคยได้ชั่วมาก็เอาชั่วมาประจาน

อธิบายกายคตาสติต่อ...อาตมาไม่เคยสอนให้พิจารณาผมขนเล็บฟันหนังแค่เป็นสิ่งน่าเกลียด แต่ให้เรียนรู้ให้ชัดทุกคนสัมผัสได้แยกแยะให้รู้ว่าเป็นกายเมื่อใดและเมื่อใดไม่เป็นกายแล้วอย่างนี้ต่างหาก พิจารณาแล้วว่ามันไม่ใช่กาย ไม่ใช่เราของเรา แม้แค่กายหากยึดว่าแค่วัตถุมันก็ไม่ใช่เราแล้ว แล้วคุณได้ทิ้งมาหรือไม่ เช่นเล็บที่มันถูกตัดออกไปจากตัวเราแล้วมันไม่ใช่เรา อันนี้รู้ได้ไม่ยาก แต่ที่มันไม่ได้ถูกตัดออกไปมันไม่ใช่กายแล้วของเรา มันเป็นเล็บที่ไม่มีเวทนาแล้วเป็นแค่ พีชะ ก็ต้องรู้ว่าพีชะไม่มีเวทนา ไม่มีกรรมมีเวรแล้วเราไปกินพืชผักผลไม้ก็ไม่มีกรรม อย่าไปกินเล็บก็แล้วกัน หากยังไม่ตัดติดกับเราก็เป็นชีวะ หากตัดออกไปก็เป็นอุตุ แต่มันไม่ใช่กายเรา แต่จิตไม่รับรู้ แต่เอาอาหารไปเลี้ยงได้เป็นพีชะ แต่ไม่มีวิญญาณแล้ว คุณก็ยังยึดว่าเป็นกายเรา มันมีแต่สังขารกับสัญญา ปรุงแต่งด้วยการกำหนดรู้ เล็บที่ติดกับเราไม่ได้ตัดออกเป็นแค่พีช ไม่ใช่จิต ถ้าแยกไม่ออกก็ปนกันเละ มูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนัง เอาอันใดอันหนึ่งมาเป็นเครื่องพิจารณาก็เหมือนกัน ส่วนที่ติดกับเราไม่ได้ตัดทิ้ง มันไม่ใช่กายเราด้วยก็ได้ กายเอาที่จิตเป็นเกณฑ์ไม่ใช่เอาที่วัตถุเป็นเกณฑ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายคือจิตมโนวิญญาณ ผู้ที่เข้าใจแล้วก็ปล่อยได้ว่ามันไม่ใช่กายเราแล้ว ถ้าใครจะยึดถือ ตัดทิ้งไปก็ยังเอาเก็บไว้อีก หมกไว้ อีกก็ยึด ที่เป็นทรัพย์สมบัติเพชรนิลจินดาภายนอกมันใช่ของคุณที่ไหน เป็นเงินของกูอยู่นั่นแหละ เมื่อแม้แต่ที่มันจะเป็นกาย คนเข้าใจก็ปล่อยวางกายได้ทำได้ง่ายรู้ได้ง่าย แต่จิตนี่จะได้ปลดปล่อย ไม่เป็นเราเป็นของเรา นั้นยาก ที่เป็นเราอาศัยเท่านั้น สัมผัสอันนี้มันสีเขียว ส้มโอนี้ มันก็เป็นอันนี้ ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง แต่เขียวนี้คุณบอกว่าชอบ อันนั้นมันคือความบ้าแล้ว เป็นความปลอมแล้ว หรือบางคนบอกว่าไม่ชอบ ก็เห็นแย้งกันแล้ว เขาก็ไปตีกัน แต่ของเราไม่ต้องตีกัน เดี๋ยวมันก็เขียวไม่ต้องไปขัดแย้ง เห็นความเขียวเหมือนกันหมดเพราะเป็นสิ่งจริงอันเดียวกันสัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนที่เห็นไม่ตรงกันทะเลาะกันก็แล้วแต่ อาตมาต้องมาขยายความแม้จะเมื่อยก็ต้องทำ เพื่อให้ศาสนาพุทธสืบเนื่องต่อไป พระโพธิสัตว์ต้องมีหน้าที่ทำต่อ จากพระพุทธเจ้า จากสมเด็จพ่อเราก็ต้องเลี้ยงน้องต่อ แค่นี้นี่คืองาน แล้วอาตมาก็เห็นว่างานนี้คืองานประเสริฐที่สุด ถ้าละกิเลสได้จะรู้สิ่งดีก็รู้สิ่งไม่ดีก็รู้แล้วไม่เอา สิ่งที่เป็นพิษมอมเมานั้นเราก็ไม่ทำไม่เอา มัชชะก็ไม่เอา ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์กินใช้ร่วมกัน เป็นสังคมประเสริฐที่ต้องมีต้องเป็นให้ได้ ช่วยอาตมาไหม...ช่วยกัน ทำสิ่งที่ประเสริฐมีให้แก่สังคม ทุกวันนี้มันเกิดความจริงอันนี้แล้ว มีอัญญธาตุ มีความรู้โลกุตระเป็นปัญญาแล้ว ไม่แค่อัญญะ ตัดจาก อ เป็น ป แล้ว จะเจริญเป็น ผ เป็น พ ผั๊ว มันหนักน้อยกว่าพั๊ว นะ พั๊วหนักกว่า ผั๊ว เขามีการละเล่นแต่ก่อนชื่อผะหมี เมื่อสัมผัสแล้วก็ปรุงแต่งให้เจริญ ใน ป ผ พ ภ ตัว ภ คือสั่งสมความเจริญให้ดีขึ้นอีกเป็นความเจริญ แล้วสั่งสมไว้ที่ ม (ป ผ พ ภ ม) คือรากศัพท์ของพยัญชนะ ที่อาตมาพอรู้พอสมควร ซึ่งมาจากสภาวะ อาตมาแปลบาลีด้วยสภาวะ ไม่ได้แปลบาลีด้วยพยัญชนะ เป็นภาษาบาลีที่ได้รู้มาแต่ปางบรรพ์ชาติก่อน กายคตาสติ คือ คือการใช้สติไปรู้อวัยวะในร่างกายของตน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นของไม่งาม ปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น พิจารณาไปจนเห็นความจริง จิตยอมรับความจริงได้ เกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดยินดีในกาย ไม่ยึดมั่นถือมั่นกายต่อไป วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี 600924_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน