สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำใจอย่างไรให้อยู่วัดได้แม้ไม่มีเพื่อนที่เราติด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำใจอย่างไรให้อยู่วัดได้แม้ไม่มีเพื่อนที่เราติด _The sun ถาม พ่อท่านว่า เรามาวัดเพราะมิตรดีสหายดีมีเพื่อนเราเลยชอบมาวัด แล้วเรามีอาการติดเพื่อน เมื่อเพื่อนสนิทกลับบ้านหมดทำให้เรา ไม่อยากอยู่วัดต่อ เพราะคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนเราจริตก็ต่างกัน คำถามคือมีวิธีปฏิบัติอย่างไรเราถึงจะปฏิบัติธรรมได้ด้วยตัวเราเองไม่ต้องพึ่งเพื่อน สามารถอยู่วัดปฏิบัติธรรมด้วยขาเราเอง พ่อครูว่า...ดีนะที่อ่านตัวเองออก ว่ามันเพี้ยนไปตรงไหน จิตของแต่ละคน พระพุทธเจ้าอธิบายไว้อาตมาหยิบมาอธิบายก็ยังไม่ง่าย แต่ถ้าทำความเข้าใจจริงๆจะรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้หนอ จิตใจคนเราปกติวนเวียนอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข วนเวียนอยู่อย่างนั้น แล้วทฤษฎีที่จะออกจากโลกหรือความวนได้ เหมือนดาวเทียม จะออกจากแรงดึงดูดของโลกก็ต้องมีพลังพิเศษ แม้ในทางฟิสิกส์หรือสสาร ก็ต้องมีพลังงานจะออกจากโลกได้ อย่างเพียงพอ ไม่เช่นนั้นออกไม่ได้ ฉันเดียวกับนามธรรม จะต้องมีความพิเศษของตัวเองที่จะหลุดออกมาจากสิ่งที่เราหลง จม สุขเพราะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสพอัตตา เสพกามคุณ 5 เราจะหลุดออกมาได้ เริ่มหลุดออกมาได้ มาตรวัดก็คือมีศีล 5 แล้วมีศีล 5 อย่างพอใจที่จะมี ไม่ใช่ฝืนเท่านั้น ผู้ที่ปฏิบัติศีลจนบรรลุ กิเลสมันหลุด ไม่ฆ่าสัตว์ จิตไม่อยากฆ่าสัตว์จริงๆ เรื่องสัตว์นี้เราไม่ฆ่า เอาแค่ไม่ฆ่าก่อน สูงกว่านั้นไม่กินเนื้อสัตว์ หรือคนอื่นฆ่ามาแล้วเราไม่กิน จะมีหลักเกณฑ์ที่มีรายละเอียดสูงขึ้น สรุปแล้วจิตของเรารู้จักชีวิต การมีศีลเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ยืนยันว่า กว่าจะพัฒนามาเป็นอุตุนิยามเป็นสสารพลังงานทางวัตถุ จนกว่าจะมาเป็นชีวะเป็นพืช เป็นพีชนิยาม ต้องมีเหตุปัจจัยของมันจนครบ แล้วพัฒนามาเป็นชีวะได้ ยังไม่ม
อ่านต่อ
ีอารมณ์เวทนา เป็นพลังงานพืช แต่มันก็มีตัวของมันเองมี ISH สามเส้าของพลังงาน ประธาน I แล้วมีขั้วบวก ลบ มีสัญญารับรู้ว่าธาตุไหนจะเอามาปรุงแต่ง มันก็จะมี I รับผิดชอบชีวิตตน เป็น ISH คือ ประธาน อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ เป็นพืชแล้ว กว่าพืชจะพัฒนาตัวเองเปลี่ยนพลังงานมามีจิตนิยาม มีเวทนา พืชมีแต่สัญญา สังขาร อันนี้เอา อันนี้ไม่เอา ไม่เบียดเบียนใคร เป็นพลังงานชีวะ แต่สงบไม่ทำร้ายไม่ก่อทุกข์กับใคร มีแต่ตัวเองอาจถูกทำลายจนสูญพันธุ์ พอมาเป็นจิตนิยามจะต้องมีอัญญธาตุ อาตมาเน้น อาตมาโชคดีมีหลักฐานในพระไตรปิฎกในตำนานของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ ก็เลยหยิบมาอ้างอิงได้ ไม่เช่นนั้นยากที่จะเชื่อถือกัน ที่เชื่อถือได้เพราะเป็นไปได้ มีเหตุผลปัจจัยร้อยเรียงและหลักฐานพระพุทธเจ้า คนจึงรับได้ อัญญธาตุนี้เป็นธาตุใหม่ อัญญะแปลว่าอื่น ซึ่งต่างจากธาตุจิตแบบโลกีย์ มันเปลี่ยนไปเลย มาเป็นโลกุตรจิต อัญญานี้เริ่มตัวแรก แล้วจะมาครบสามเส้า เป็นอัญญา ปัญญา สัญญา สัญญาจะต้องประพฤติด้วยองค์ 6 ปัญญา ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มัคคังคะ สัมมาทิฏฐิ มีการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติตามกระบวนการ 6 ที่สังเคราะห์สังขารจนเกิดผล มีอัญญธาตุแล้ว จนเจริญมาเป็น ปัญญา สัญญา เจริญเป็นปัญญา จะพัฒนาเป็นอาริยบุคคล เป็นโลกุตระ เจริญขึ้นๆเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ทุกอย่างมาแต่เหตุ ไม่ใช่อยู่ดีๆเกิดโดยไม่มีเหตุหรืออธิบายไม่ได้ เอาบัญญัติของพระพุทธเจ้ามาใช้นี่แหละ ไม่ต้องบัญญัติใหม่ อาตมาบรรยาย ซึ่งก็ได้บัญญัติใหม่แค่สองคำ นอกนั้นเอาจากบาลีในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าอธิบายไว้มาอธิบาย แต่สองคำนี้อาตมาบัญญัติเอง คือ ชีวานุปาทิ กับ ชีรานุปาทิ อีกอันหนึ่งเป็นการเกิด อีกอันหนึ่งเป็นเชื้อการเสื่อมการดับ ชีวานุปาทิคือความเจริญของชีวะ ส่วนชีรานุปาทิคือความเสื่อม มีสองคำนี้ที่อาตมาบัญญัติ นอกนั้นเป็นของพระพุทธเจ้า โชคยังดีที่มีของพระพุทธเจ้าเหลือไว้ แล้วพวกเราเอาไปปฏิบัติจนเกิดอรหันต์ได้ อาตมายืนยันว่า พวกเราเป็นอาริยบุคคล เป็นโลกพระศรีอาริย์ เป็นชุมชนที่อยู่ตามหลักพระพุทธ เป็นประชาธิปไตยสูงสุดเสียภาษี 100% มีจิตไม่มีอัตตา มีชีวิตอยู่ เพื่อช่วยเหลือคนอื่น เป็นประโยชน์ตนไปตามลำดับ แม้จะเหลือกิเลส ก็ทำไปตามลำดับ แต่ทิศทางเป็นเช่นนี้ เป็นโลกุตรบุคคล เป็นคนโลกใหม่ สูงสุดจนเป็นอรหันต์ แล้วก็ต่อเป็นพุทธภูมิ ที่คุณthesun ถามว่า ต้องทำจิตอย่างไร ...คนต้องปฏิบัติจนเกิดจิตเข้ากระแส อยู่วัดได้จริงๆ เกิดอัญญธาตุ สัจธรรมต้องพากเพียร มีหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเหมือนสนามแม่เหล็ก คุณเหมือนโมเลกุลหน่วยหนึ่งตกมาในสนามแม่เหล็ก มีพลังเหนี่ยวนำ ให้คนไปตามทิศทางสนามแม่เหล็ก คุณฝืนไม่ได้ เป็นพลังควบแน่น มากพอ จะเหนี่ยวนำพลังโมเลกุลใดที่ตกในสนามแม่เหล็กนี้ ไปอื่นไม่ได้ พลังเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กนี้จะทำให้คุณถูกทิศทางได้ คุณจะมาทำไม่ถูกทางไม่ได้หรอก ในสนามแม่เหล็กที่มีแกนเหนี่ยวนำแรงเพียงพอ ถ้าตอนแรกที่คุณไม่สามารถอยู่ได้ก็ฝืนมาหน่อย แล้วจนกว่าจะเกิดอัญญธาตุก็จะเป็นไปได้ แต่ขนาดไม่เกิดอัญญธาตุก็จะฝืนน้อยลง ก็จะอยู่ได้ พระพุทธเจ้ามีหลักให้ปฏิบัติศีล 5 อยู่กับหมู่ จนหน้านองน้ำตาอยู่ ท่านก็สรรเสริญ ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านสรรเสริญว่าเอาเลย ตายลงเลย สรุปแล้วว่าต้องอดทนและพากเพียร สนามแม่เหล็กจะช่วยคุณได้ หากคุณออกนอกสนามแม่เหล็กนี้ สนามแม่เหล็กของโลกีย์จะดึงดูดคุณไป คุณจะตั้งมั่นได้ต้องเป็นตัวของตัวเองอย่างสูงจึงจะทนได้ แต่ทนได้ยาก คุณมี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี สามคำนี้ จึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก 1. มีมิตรผู้มี“ทิฏฐิ”ตรงกัน ปรารถนาดีต่อกัน (กัลยาณมิตโต) 2. มีมิตรดี ผู้มีความร่วมมือ ร่วมประโยชน์ดี (กัลยาณสหาโย) 3. มีสังคมสิ่งแวดล้อมดี (กัลยาณสัมปวังโก) นี้เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ (คือ ทั้งสิ้นของศาสนา) (พตปฎ. เล่ม 19 ข้อ 5) มิตรดีคือจิต สหายคือผู้ร่วมประโยชน์ สัมปวังโก คือในวงล้อมวัฏฏะอันนี้ แรกๆต้องฝืนและอดทนและพยายามศึกษาให้ดี ตั้งใจ พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ การอวดตัวตนนั้น เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อประชาชน 600529_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญญาพาพ้นภัย 5