สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน จรณะและวิชชาของชาวอโศกมีไหม(1).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.66 KB
วันที่แก้ไข9 เมษายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน จรณะและวิชชาของชาวอโศกมีไหม เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วชาวอโศกได้เรียนรู้วิชชาจรณะจากสมณะโพธิรักษ์แล้วมีไหม มีไหมจรณะ มีไหมวิชชา ได้บรรลุวิชชาจรณะไหม ยืนยันได้ ไม่ได้พูดหลงเลอะ แล้วมีมานะว่าไม่มีหรอก พวกอโศกไม่มีหรอก ก็ไม่เป็นไรให้เขาว่าไป แต่เรามี ฌานที่เกิดจากจรณะ 11 ไหม นี่คือของชาวอโศกอยู่ในวิชชาจรณะไม่ได้ออกนอกรีตของพระพุทธเจ้า อาตมายืนยันว่าอธิบายได้มีผู้ปฏิบัติตามได้ด้วยอย่างมีมรรคผลอีก จริง ยืนยันกันอย่างนั้นเลยไม่ใช่เรื่องลอยลมเพ้อฝันพูดโกโก้ ไม่ใช่ _[163] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉนเล่า. ดูกรอัมพัฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมาเขาละกองโภคสม

อ่านต่อ

บัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีลคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ. พ่อครูว่า...อธิบายอันนี้ 3 ปี 8 ปี ที่อ่านมาครบ ก็คือธรรมะพระพุทธเจ้าทั้งหมด อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่ก็เรียนมาจากพระพุทธเจ้า และก็ เปลือง ยืนยันว่าอาตมาเป็นผู้ที่เอาของพระพุทธเจ้ามาประกาศตอนนี้ เพราะตอนนี้มันเสื่อมไปหมดแล้ว พูดกันจริงๆอย่างนี้ไม่ไว้หน้า แม้แต่เถรสมาคม หรือที่ใดๆก็เสื่อม ขณะนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทยเต็มไปด้วยใบไม้ดอกและผลไม่มีสะเก็ด ไม่มีเปลือกไม่มีกระพี้...ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีแก่น ไม่มีทางเป็นไปได้เลย กระพี้คือปัญญาก็ไม่มีมีแต่เฉโก เปลือกคือสมาธิก็ไม่มีมีแต่สมาทุ คือ มันไม่เป็นสมาธิ สมาธิแปลว่า จิตตั้งมั่น สมาธิเป็นอจินไตย เป็นอุตริมนุสธรรมไม่ใช่ง่ายๆ เป็นคุณณวิเศษ แต่สมาธิของฤาษีนั้นทำกันง่ายๆบอกว่าจะนั่งสมาธิกัน 3 ชั่วโมงอะไรเป็นต้น แต่ไม่มีทางที่จะได้สมาธิแบบของพระพุทธเจ้าที่มีสัญญากำหนดว่าสมาธิคืออะไร สมาธิของท่านสัญญาอย่างหนึ่งแต่คนทั้งหลายที่เป็นพุทธศาสนิกชน แม้แต่ครูบาอาจารย์ศาสนาพุทธก็สัญญาว่าสมาธิคืออีกอย่างหนึ่ง ไม่ตรงกับที่โพธิรักษ์หมาย สู่แดนธรรมว่า...ไม่ใช่คุณวิเศษแต่เป็นโทษวิเศษ

พ่อครูว่า..ไปกันคนละเรื่องเลย สมาธิอย่างที่มหาบัวได้ ปึ๊งปั๊ง วันนี้ฆ่ากิเลสได้หมดจำได้ตั้งแต่วันนั้นวันนี้ได้รู้แล้ว แต่แม่แต่ภายนอกยังเสพติดและอบายมุขเสพติดของยาเสพติดสิ่งเสพติดที่คนทั่วไปเขาก็รู้ ขนาดที่คุณป้าคุณยายที่บ้านก็เลิกกันหมดแล้วหมากพลู สู่แดนธรรมว่า...ที่ได้คุณวิเศษก็ไปได้สิ่งที่พระพุทธเจ้าห้ามพูดห้ามแสดง พ่อครูว่า..แล้วมาแสดงปึ๊งปั๊งๆ พอเราเอา สมาธิของพระพุทธเจ้ามาแสดงตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 เขาไม่เห็นสำคัญ พวกเราน่าจะภาคภูมิใจว่าพวกเราเป็นคนที่มีศีลตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ไม่มีการบกพร่องไม่มีการละเมิด พวกเราเป็นคนมีศีลจริงๆสังวรศีลระวังจริงๆอยู่ในเครื่องกินเครื่องใช้ที่เราทำอยู่ก็สังวรศีลลดละจริงๆ พยายามตื่นรู้อย่าไปหลงหลับใหล ตรงกันกับจรณะ 15 แล้วก็มีความเชื่อว่ามีศรัทธาจริงๆ ว่าเราเป็นคนมีศีลเราเป็นคนดี ไม่ใช่ว่าถือศีลเท่ๆโก้ๆ เขื่องๆไม่ใช่ แต่ถือศีลแล้วจะเป็นคนดีเป็นคนบริสุทธิ์เป็นคนเจริญขึ้นมามีจิตที่เมตตาสัตว์จริง คุณจะมีจิตเมตตาอย่างไรก็แล้วแต่ คุณจะรู้ตัวเอง ก็อยู่กับสัตว์เป็นเพื่อนทุกข์ไม่ใช่พูดแต่ปากแม้แต่สัตว์ใจสัตว์เล็กสัตว์น้อย ก็มีความเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไม่ทำร้ายมันจริงๆไม่ละเมิดกันแม้กระทั่งว่า ไม่ต้องกินเนื้อสัตว์เลย กินแต่พืช ก็มั่นใจว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเลย กินแต่พืชก็อยู่ได้ แล้วจริงๆก็จริงด้วย เพราะว่าพืชคืออาหารของคนของมนุษย์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ทำแล้ว โลกทั้งโลกเขาก็จะค่อยๆเข้าใจว่าพวกนี้มันเป็นความรู้ที่ เผินๆตื้นๆ หรือที่จริงมันเป็นความรู้ที่ลึกมาก เป็นคนไม่กินเนื้อสัตว์ ที่มันสำคัญก็คือไม่กินเนื้อสัตว์แล้วเรารู้ได้ว่าเราติดใจในเนื้อสัตว์หรือไม่ เพราะว่าเราไปติดใจในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไปติดใจในอุปาทานต่างๆ เราไม่มีทางอุปาทานไม่มีทั้ง กาม รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่ติดเลยอันนี้ต่างหากฟคือปรมัตถสัจจะที่สุดยอดที่เราไม่กินเนื้อสัตว์ 630408_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน