สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สภาพหลุดพ้นเป็นลำดับของพระโสดาบัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.09 KB
วันที่แก้ไข9 เมษายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สภาพหลุดพ้นเป็นลำดับของพระโสดาบัน _Nimarat นิมารัตน์: ถามเรื่องจิตครับ มันเกิดดับตลอดเวลาหรือเปล่าครับ พ่อครูว่า…เอ้า อธิบายบ้าง จิตคือธาตุรู้ คือสิ่งหนึ่งที่เกิดจากภาวะมนุษย์กับสัตว์ สัตว์เดรัจฉานสัตว์เซลล์เดียวเป็นสัตว์ที่มีจิต หรือเรียกว่าจิตนิยาม เริ่มมีธาตุรู้ซึ่งมันต่างกันกับพีชนิยาม อุตุนิยาม 3 สภาพนี้อีกเหมือนกัน หรือทั้งธรรมนิยาม 5 อย่างนี้ เดาเอาไม่ได้ จะมาเที่ยวได้สู่รู้เฉยๆไม่ได้ต้องรู้จากผู้รู้ ระดับพระพุทธเจ้าหรือสัตบุรุษ อย่างน้อยก็ต้องเป็นสยังอภิญญาอย่างอาตมา อาตมาไม่ได้อธิบายเรื่องธรรมนิยาม 5 ซึ่งต่างกันกับธรรมชาติ นิยามคือการกำหนด กำกับกรอบความรู้ลงไป ส่วนธรรมชาติเป็นคำกลางๆ นิยามก็คือ Definition การกำหนดความหมายอยู่ในกรอบขอบเขตหนึ่ง ความแตกต่างของอุตุ พีช จิต เป็นธาตุของพลังงาน พลังงานระดับอุตุซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่มีชีวะเลยเป็นพลังงานทางฟิสิกส์ ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์เขาก็ใช้พลังงานฟิสิกส์ เคมีเขาก็ไม่เรียกพลังงาน เขาก็เรียนรู้แล้วก็ใช้กัน เขาก็เริ่มเรียนรู้เรื่องงานที่ขึ้นมาเป็นพืช แม้แต่สัตว์ก็พยายามเรียนแต่มันไม่ไปถึงไหนสำหรับทางวิทยาศาสตร์ยังแยกแยะความละเอียดไม่ออก แยกความต่างของพืชกับอุตุ แยกความต่างของพืชหรืออุตุนี้กับจิต 3 สภาพนี้ยาก ถ้าคนศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าไม่สามารถแยกธาตุของพลังงานจิตพลังงานทั้งหมด แล้วก็ทำให้พลังงานจิตมันเป็นอุตุ มีลักษณะมีสภาพเป็นอุตุ เช่น ผู้ที่เป็นโสดาบันรู้จักจิตของตัวเองที่ติดยึดในอบายมุขในโลกหยาบๆต่ำ จนสามารถศึกษาและทำจิตตัวเองให้กิเลสหมดทำให้กิเลสตาย กิเลสตายจากจิตของคุณเป็นอุตุไป ไม่เป็นพลังงานทางจิตอีกแล้ว พลังงานกิเลสคุณก็ตายไป ซึ่งในชีว

อ่านต่อ

ิตในจิตนิยามของคุณ แม้คุณจะทำให้กิเลสอบายตายแล้ว พลังงานนั้นก็ยังอยู่แต่ถูกแปลงตัวจากพลังงานโง่ๆ พลังงานชั่วๆโง่ๆ หายไป พลังงานนี้ก็ถูกฟอกไปเป็นพลังงานดีพลังงานฉลาดก็เอามาเสริมสร้างเอามาใช้งาน มาใช้ประโยชน์มันไม่สูญเสียมีแต่พัฒนาเจริญไป ไม่มีปัญญารู้ชัดเจนว่ามันยิ่งกว่าขี้อีก ถ่ายออกไปแล้วทิ้ง ไม่มีประโยชน์มีแต่โทษ กามาทีนวะไม่ใช่กามคุณนะ แต่คนไปหลงผิดว่าเป็นกามคุณเพราะว่า กามาทีนวะไม่ค่อยมีคนสอน แต่ยังดีที่มีพยัญชนะอยู่ ในอนุปุพพิกถา 5 ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ(คือการออกจากกาม ที่เป็นกามโทษที่ไปหลงว่าเป็นกามคุณ คุณต้องหลุดพ้นให้ได้ จึงเป็นภาษา ชื่อภาคปฏิบัติที่ต้องเรียนรู้เนกขัมสิตะ 18 คู่กับเคหสิต มโนปวิจาร 18 ผู้ปฏิบัติธรรมที่จะบรรลุ จริงๆก็ต้องเป็นขั้น สกิทาคามี จึงจะรู้ดี ขั้นโสดาบันก็พอรู้แต่ไม่รู้ชัดเท่าสกิทาคามี แต่พอรู้ที่จะลดละได้ จึงเป็นผู้สามารถลดละขั้นต่ำ ของกาม กามาทีนวะ กามโทษขั้นต่ำ เพราะฉะนั้นหลุดได้ จากพระโสดาบันเป็นพระสกิทาคามี หลุดพ้นวีติกมกิเลส ที่ล่วงพ้นมาได้ โสดาบันที่หลุดพ้นอันนี้ขึ้นมาได้เป็นสกิทาคามีจึงรู้จักกิเลส กามโทษ โสดาบันจึงรู้จักกิเลส กามโทษ รู้จักกิเลสอันต่อไปที่เรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสที่คุณจะต้องทำต่อไป วิติกกมกิเลส คือ กิเลสที่ทำหลุดพ้นออกมา จากอันนั้น ได้แล้ว โสดาบันจึงนับว่าเป็นผู้ที่มี ปริยุฏฐานกิเลสในปัญญาข้อที่ 1 ของโสดาบัน รู้ว่าตัวเองหลุดพ้นมาจากกิเลสนั้นได้จึงเรียกว่าเป็นปัญญา ปัญญาจึงไม่ใช่ความรู้ ทิฏฐิ ที่เริ่มเข้าใจแต่ว่าเป็นผู้ที่มีผลสำเร็จ เป็นธาตุรู้ที่มีผลสำเร็จ ปัญญาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ปัญญาต้องควบคู่กับฌาน 1 2 3 4 คุณจะหลุดพ้นต้องเป็น ฌาน 4 ปัญญาจึงต้องถึงขั้นฌาน 4 ไม่ใช่แค่ฌาน 1 2 3 อย่างนี้เป็นต้น แข็งแรง เห็นไหม ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ฌานไม่มีปัญญาไม่มี ปัญญาไม่มีฌานไม่มี คำตรัสของพระพุทธเจ้าชัดเจน นัตถิ ฌานัง อะปัญญัสสะ นัตถิ ปัญญา อะฌายิโน ถ้าคุณทำฌานเผากิเลสได้จริงๆ ยิ่งได้ถึงฌาน 4 มันเผาเป็นอุเบกขาได้ และคุณก็ได้ทำซ้ำ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง รักษาผล ไปได้ถึงอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป มันหมายความว่าไม่ตกต่ำ อวินิปาตธรรม ยิ่งเป็นอนิยตะ 50 % คุณก็ยิ่งเจริญยิ่งขึ้น ยิ่งเป็น 75% ก็ สัมโพธิปรายนะ ไม่มีทางตกต่ำ ไปหาที่สูงที่สุดอย่างเดียว นี่คือเกณฑ์ของพระโสดาบัน โสตาปันนะ วินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ เป็นสภาวะที่อาตมามีของตัวเอง ซึ่งในพยัญชนะก็มีอยู่ถ้าหากไม่มีพยัญชนะอาตมาก็จะถูกเล่นงาน แต่เมื่อมีพยัญชนะอาตมาก็ขยายความได้ละเอียดตามสภาวะ อธิบายได้คร่าวๆ ก็อธิบายกันได้แต่สภาวะที่เหลื่อมกัน overlap อาตมาอธิบายได้630406_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 96

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน